เทศน์บนศาลา

ธรรมรู้เห็น

๖ ส.ค. ๒๕๖๙

ธรรมรู้เห็น

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมถึงเกิดพระธรรม ธรรมะ ธรรมะเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากหัวใจที่เป็นธรรม วิหารธรรม วิมุตติสุขในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไอ้พวกเราสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟัง ถ้ามีอำนาจวาสนา สิ่งนั้นจะเป็นเข็มทิศชีวิตของตน แล้วพยายามรักษาชีวิตของตนให้มีความสงบสุขในการเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

ฟังธรรมๆ อันนี้ประเสริฐที่สุด สิ่งที่ประเสริฐ ประเสริฐเพราะสัจธรรมนี้เป็นการชำระล้างกิเลส กิเลสคือซาตาน กิเลสคือตัณหาความทะยานอยากของหัวใจของมนุษย์

สิ่งที่หัวใจของมนุษย์มีอวิชชาทั้งนั้น ถ้ามีอวิชชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เกิดมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลามีครอบครัว นางพิมพาเป็นมเหสี มีสามเณรราหุลเป็นบุตรชายองค์เดียว

องค์เดียวเพราะอะไร องค์เดียวเพราะเวลากัณหา ชาลี มีกัณหาและชาลี แต่เวลาเสียสละๆ ไง สิ่งที่ว่ากัณหาและชาลีไปแอบ แล้วมีการขัดขืนต่างๆ นั่นน่ะเวรกรรมของสัตว์ ฉะนั้น ถึงมีสามเณรราหุลองค์เดียวเท่านั้น

สิ่งที่มีสามเณรราหุลองค์เดียวเท่านั้น เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนทั้งสิ้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ด้วยอำนาจวาสนาบารมีสร้างคุณงามความดีมาเป็นพระโพธิสัตว์ๆ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย แต่ละพระองค์ขึ้นมา มาตรัสรู้ธรรม อริยสัจ ๔ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็จะมาตรัสรู้อย่างนี้

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาปลงอายุสังขาร

พระอานนท์ เห็นไหม โลกธาตุนี้หวั่นไหวหมดเลย สิ่งที่ไม่เคย ไม่เป็น ได้เกิดขึ้นแล้ว

ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานนท์ มันเป็นเช่นนี้เอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ตรัสรู้ ปลงอายุสังขาร ปรินิพพาน โลกธาตุนี้ไหวๆๆ ทั้งนั้นน่ะ

อานนท์ เธออย่าเสียใจไปเลย เราตถาคตปรินิพพานไปแล้ว เขาจะมีการทำสังคายนา เธอจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น

พระอานนท์เสียใจร้องไห้ทุกข์ยากมากมายมหาศาล นี่เป็นพระโสดาบันๆ นะ พระโสดาบันทรงจำธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

อานนท์ ต่อไปในอนาคตกาล

นี่อนาคตกาล

ถ้ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็จะไม่ทำได้เหนือไปกว่าเธอ

นี่ไง สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ทั้งสิ้นไง สิ่งที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล สิ่งที่ว่าผู้ที่อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่ได้ทำได้ดีและเลิศเหนือพระอานนท์

เธอได้ทำคุณงามความดีไว้มากมายมหาศาล เขาจะมีการสังคายนากัน วันนั้นเธอจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

ถ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ่งที่เป็นพระอรหันต์แบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระพุทธ พระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม

พระอานนท์ไปอุปัฏฐากอุปถัมภ์อยู่ ได้เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันไม่มีวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ลังเล ไม่สงสัยในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นไปมันก็ต้องเป็นสัจธรรม เป็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจของบุคคลคนนั้น ถ้าเป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจของบุคคลคนนั้น เห็นไหม กิเลสมันตายหมดเลย

ฟังธรรมๆ เราฟังธรรมแบบนี้ ถ้าฟังธรรมแบบนี้ไง

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา ฝึกหัดของท่านมา ท่านได้ฆ่ากิเลสเป็นชั้นเป็นตอนของท่านขึ้นมา ท่านวางธรรมวินัยนี้ไว้ให้ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นไป

คนที่มีวาสนาขึ้นมานะ มันก็ดูดดื่ม เชิดชูบูชา ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ในหัวใจของตนมันเป็นสมบัติไง

สมบัติทางโลกๆ สมบัติสาธารณะ สมบัติๆ อริยทรัพย์ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาในหัวใจของตน อริยทรัพย์ในพระพุทธศาสนา

ที่เรามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราต้องการสัจจะความจริงอันนั้น ถ้าเราต้องการสัจจะความจริงอันนั้น ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ด้วยความซื่อตรงซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของตน นี่มีวาสนา

ไม่มีวาสนานะ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้ามีศาสนาในทะเบียนบ้านว่านับถือพระพุทธศาสนา ศีล ๕ ก็ไม่รู้ เรื่องทานๆ ทานอะไรกัน ชีวิตนี้มันทุกข์ยากแสนเข็ญขนาดนั้น มันต้องแสวงหาเพื่อดำรงชีวิตไว้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตของตน จะสละทานๆ อะไรกัน

แต่ถ้าคนมีวาสนา มันประเพณีวัฒนธรรม เทียมหน้าเทียมตาสังคมขึ้นมา ชาวพุทธขึ้นมา เช้าขึ้นมาทำบุญตักบาตร ถ้าเราทำของเราขึ้นมาด้วยบุญด้วยกุศลของตน ได้เห็นสมณะ ได้เห็นธงชัยพระอรหันต์

แต่เวลาเรามาบวชพระไง ไตรจีวรของตนได้รักษาหรือไม่ การดูแลรักษาไตรจีวรขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะพระกรรมฐานๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมาไง ถือผ้า ๓ ผืน เวลาเราดูแลด้วยสติด้วยปัญญาของตน ได้เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต ถ้าเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ สิ่งที่เขารักษาทะนุถนอมของเขา เพราะอะไร

เพราะเราไม่เบียดเบียนสังคม เราไม่เอารัดเอาเปรียบใคร สิ่งที่ได้มาๆ ถ้าเป็นผ้าบังสุกุล ผ้าบังสุกุลไปเก็บเอาตามที่ป่าช้า ที่เขาทิ้งแล้ว เอามาซัก เอามาเย็บ เอามาตัดเย็บ แล้วเราก็ย้อมด้วยเปลือกไม้

นี่เรารักษา รักษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็เท่ากับรักษาหัวใจของตน ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติก็รักษาหัวใจของตน

ถ้าหัวใจของตน ถ้าเป็นพระเป็นสงฆ์ เวลาครูบาอาจารย์ของเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทุกอย่างต้องสะอาด ทุกอย่างต้องมีสติปัญญาการดูแลรักษา

รักษาไว้เพื่ออะไร

เพื่อสุขภาพ

สุขภาพกาย สุขภาพจิต ถ้าสุขภาพร่างกายแข็งแรง ถ้าแข็งแรงขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยอะไร

นี่ไง ยืน เดิน นั่ง นอนไง ด้วยอิริยาบถ ๔ ไง ด้วยเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง

ศรัทธาไทยๆ ทำศรัทธาไทยให้ตกร่วง พระทำศรัทธาไทยให้ตกร่วง คือเขามีศรัทธาอยู่ แล้วไปทำวิตกวิจารณ์ให้เขาต่อต้านในพระพุทธศาสนา มันเป็นอาบัติปาจิตตีย์

ฉะนั้น ถ้าศรัทธาๆ ขึ้นมา เขามีศรัทธาของเขา ศรัทธาของเขาจะมากจะน้อยของเขา ถ้าจะมากน้อยของเขา ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ไง ทาน ศีล ภาวนา

เวลาเราไม่เบียดเบียนสังคม ไม่ทำสังคมให้บอบช้ำ ถ้าเขาเป็นทานของเขาๆ เราก็สาธุ ถ้ามันเป็นศีลเป็นธรรม ถ้ามันเป็นทางโลกๆ ทางโลกมันจะออกไปเป็นทางโลกไง

โลกกับธรรม

ฟังธรรมๆ ถ้ามันเป็นธรรมขึ้นมานะ มันสะเทือนกิเลส แต่ถ้ามันเป็นทางโลกๆ ไป มันก็เป็นเรื่องวัตถุไง สังคมเจริญ เราต้องตามสังคมกันไปไง

แต่เวลาพระไง เวลาพระเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ยืน เดิน นั่ง นอน สังคมอะไร

สังคมของความเป็นมนุษย์ไง มนุษย์เกิดมาก็มีกายกับใจๆ ไง ถ้ามีกายกับใจ จิตใจคนที่หยาบไง ถ้ามีความสุขในการดำรงชีวิต นั่นเขาว่าเป็นบุญเป็นกุศลของเขา

อันนั้นเป็นบุญเป็นกุศลของเขา แต่ถ้าเขามีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา

เราทำทานๆ มามากมายมหาศาลแล้ว แล้วเมื่อไหร่เราจะได้มีบุญมีกุศล มีความเลอเลิศในโลก ในสังคมของเขา

อันนั้นมันก็เป็นอำนาจวาสนาบารมีของแต่ละบุคคล

แต่ถ้ามีสติปัญญาของเรานะ ไอ้สิ่งที่เราทำๆ เราทำเพื่อดำรงชีวิต เพื่อชาติเพื่อตระกูลของตน แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา เราจะเสียสละความเป็นฆราวาส จากฆราวาส เราจะเป็นนักปฏิบัติ จากฆราวาส เราจะเป็นพระเป็นสงฆ์

ถ้าเป็นพระเป็นสงฆ์ขึ้นมา นักปฏิบัติขึ้นมาจะแสวงหาอะไร

จะแสวงหาอริยทรัพย์

อริยทรัพย์มันเกิดที่ไหน

อริยทรัพย์มันเกิดที่หัวใจของตน

คนมีวาสนานะ เทียบเคียงในปาฏิโมกข์ไง ในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎก เวลาพระเอหิภิกขุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้เอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะเอง

ผู้ที่มีอำนาจวาสนา บริขาร ๘ มาโดยทิพย์สมบัติเลย มาโดยเป็นทิพย์เลย ชุดนั้นชุดแรก แต่ถ้าพระอรหันต์ที่ไม่มีอำนาจวาสนา ก็ต้องแสวงหาขึ้นมากว่าจะมาบวชได้

ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะขึ้นมา ภิกษุ ๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปเอาชฎิล ๓ พี่น้องไง ที่ว่าตัวเองก็มีอำนาจวาสนา ตัวเองก็เป็นอาจารย์ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมาน จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ จะทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในอาณัติ เป็นไปไม่ได้

เวลาเป็นไปไม่ได้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เขารู้เขาเห็นว่า ฤทธิ์เดชของเขา ความเห็นของเขา มันเป็นเรื่องฌานโลกีย์ เรื่องโลกไง

ไปอยู่ที่โรงไฟๆ มันมีพญานาค เอาพญานาคใส่ไว้ในบาตร

โอ้โฮ! สมณะนี้เก่งเนาะ แต่สู้เราไม่ได้ เราเป็นพระอรหันต์

เพราะว่าอายุอาวุโส เขาอาวุโสกว่า แต่เวลาโดยข้อเท็จจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระอรหันต์แต่ละประเภทไง อภิญญามีฤทธิ์มีเดชต่างๆ มีฤทธิ์มีเดชมันก็เป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลที่สร้างมา แต่ด้วยบุญด้วยกุศลนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อันนั้นมหัศจรรย์ยิ่งกว่า เพราะมีความมหัศจรรย์อย่างนั้นแล้วถึงไม่ติดในฌาน ในสมาบัติ ไม่ติดอภิญญาไง ฉะนั้น อภิญญามันก็เลยเป็นประโยชน์กับการใช้อบรมบ่มเพาะ มันเป็นเครื่องมือ

แล้วเครื่องมือ เอาเครื่องมือนั้นทรมานชฎิล ๓ พี่น้องไง จนมีอำนาจวาสนาขึ้นมา จนละความเป็นชฎิล เป็นฤๅษี เวลามีความศรัทธาแล้วขอบวช สละเครื่องนุ่งห่มของฤๅษีไง โกนหนวด โกนผม โกนเครา แล้วขอบวช

น้องชายเห็นสิ่งที่ว่าเสียสละ สิ่งที่ว่าเป็นเครื่องนุ่มห่มของฤๅษี อ้าว! พี่ชายเรามีเหตุมีภัยสิ่งใดๆ ถึงได้เสียสละสิ่งนี้มา

ไปหา ชฎิล ๓ พี่น้องไง เสียสละแล้วแสวงหาผ้ากาสาวพัสตร์ เวลาบวชแล้ว บวชเป็นพระ เป็นพระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์อาทิตตฯ ไง เพราะเขาบูชาไฟ

ตาเป็นของร้อน อายตนะเป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร

ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ร้อนเพราะโลภะ

แล้วเวลาละ ละอย่างไร

สิ่งที่ละ ถ้ามันเป็นของร้อน เธอทำไมไม่เสียสละ ไม่ละของเธอกันไป

เวลาละ ละที่ไหน

นี่อริยทรัพย์ ถ้าสิ่งนี้เป็นอริยทรัพย์มันเกิดที่ใจ มันเกิดที่จิต จิตที่มีพญามารอยู่นี่ไง

ถ้าจิตมันมีพญามาร เราจะรู้จะเห็นมันได้อย่างไร

ถ้าเราจะรู้จะเห็น ภาคปฏิบัติไง

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปฏิบัติ ปฏิบัติให้รู้แจ้งในหัวใจของตน

แล้วปฏิบัติให้รู้แจ้งในใจของตน รู้อย่างไร

ธรรมะต้องรู้ต้องเห็น

ธรรมะรู้เห็น รู้อะไร

รู้ในตัวตนของตนไง

เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีศรัทธาๆ ศรัทธา สิ่งที่อารมณ์ความรู้สึกของตน เราเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แล้วมีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แล้วเกิดมามีกายกับใจๆ

แล้วกายกับใจ อะไรเป็นกาย อะไรเป็นใจล่ะ

โดยธรรมและวินัย เราศึกษาแล้ว สิ่งที่ทรงจำธรรมวินัยๆ รู้และเข้าใจ รู้และเข้าใจในภาคทฤษฎี รู้และเข้าใจในการศึกษา นี่ภาคปริยัติ ทรงจำๆ ทรงจำก็รู้ไง รู้แบบจำไง

แล้วถ้ารู้จริงล่ะ

ธรรมะต้องรู้

ต้องรู้ รู้อะไร รู้ในตัวของตนหรือป่าว

เราเกิดมาทำไม เราเกิดมาจากอะไร เราเกิดมาเพื่ออะไร แล้วชีวิตคืออะไร

แต่เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตเรานี่

เวลาในธรรมและวินัย ในพระไตรปิฎกไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบถึงชีวิตภพชาติหนึ่งนะ เหมือนสวะ ขยะที่ลอยไปตามน้ำไปน่ะ ขยะที่ลอยตามแม่น้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ออกทะเลไป

เวลาขยะมันมาแปะกัน มาแปะกันก็เหมือนเราเกิดมาไง ชายกับหญิงมาแต่งงานกัน แล้วก็ใช้ชีวิต ดำรงชีวิตไป แล้วถึงที่สุดก็ต่างคนต่างตายกันไป เหมือนสวะไง นี่ตามธรรมตามวินัย

แล้วชีวิตมันคืออะไร ชีวิตมาจากไหน แล้วชีวิตเพื่ออะไร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ อดีตชาติตั้งแต่พระเวสสันดรไป เวลาไปไม่มีต้นไม่มีปลาย มันไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่สิ้นสุด ดึงกลับมา เวลาไป จุตูปปาตญาณ ในอนาคต ถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนั้น จะเป็นอย่างนั้น

อย่างเช่น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาตั้งพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เวลาพระในสมัยพุทธกาลต่อต้านเลย ถ้าตั้งก็ต้องตั้งพระอัญญาโกณฑัญญะสิ เพราะพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เป็นสงฆ์องค์แรกของโลก มันถึงจะเป็นประชาธิปไตย มันถึงจะเสมอภาคไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ไม่ใช่ ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น มันเป็นของของเขา เขาได้สร้างอำนาจวาสนาบารมีไง ก็เล่าถึงอดีตชาติของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ

ชีวิตมาจากไหน มาจากอะไร แล้วเวลาสิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริง ถ้าอดีตอนาคตไง สิ่งที่อดีตอนาคต เรื่องอดีตชาติ เรื่องอนาคตกาล นี่มันเป็นผลของวัฏฏะไง

พระพุทธศาสนา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ดับด้วยอย่างไร กิเลสมันตาย มันตายอย่างไร มันตายที่ไหน

อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร มารสิ้นไป เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เราตถาคตได้หักลงแล้ว

มารดิ้นพราดๆ เลย

นี่กิเลส เห็นไหม รู้ไหม ทำเป็นไหม ทำได้อย่างไร

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เห็น

รู้ รู้คือรู้ตัวตนของตน

นี่ไง เวลาพระอานนท์ เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงอายุสังขารไง โลกธาตุไหวหมดเลย โลกธาตุเป็นผลของวัฏฏะนะ โลกนี้เป็นอจินไตย โลกนี้เกิดดับๆ ผลของมันเป็นอจินไตย คาดหมาย คาดรู้ไม่ได้ แต่มันจะมีของมันอยู่อย่างนั้น

มีอยู่เพราะอะไร

ดูทางวิทยาศาสตร์สิ เวลาธรณีวิทยา ล้านๆๆๆ ปี แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ๆ ล่ะ เวลามาตรัสรู้ในภพของความเป็นมนุษย์นี้ไง

สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงมันเป็นผลของวัฏฏะ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมาในหัวใจของตน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ ผลของโลก ผลของจักรวาล มันหมุนของมันไป โลกนี้มีของของมันอยู่อย่างนั้น แล้วมันก็จะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ จะมาตรัสรู้ธรรม

แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เอาอะไรปฏิบัติ

พระกรรมฐานๆ นะ จิตตภาวนา เขาเอาจิต เอาจิตตภาวนา

เอาจิต จิตมันอยู่ที่ไหน

คนเราเกิดมามีกายกับใจนี้ไง ถ้ามีกายกับใจนะ เราต้องทำความสงบของใจเราเข้ามาก่อน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมานชฎิล ๓ พี่น้องไง เขาบูชาไฟนะ เขามีฤทธิ์มีเดชของเขานะ โรงไฟเขามีพญานาค แล้วใครเข้ามา พ่นไฟๆ ตายหมด

เวลาให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปพักที่นั่น นี่ไง เวลาไปพักนะ

ด้วยทิฏฐิมานะของผู้วิเศษ เขามีกษัตริย์ พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้อุปัฏฐากเขา แล้วมีสมณะหนุ่มๆ จะมาขออยู่ด้วย ไม่ให้ กีดกันทั้งนั้นน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ “สมณะไม่ให้สมณะพักด้วย สมณะจะเป็นสมณะได้อย่างไร”

อ้าว! ด้วยเหตุด้วยผล ทีแรกก็คัดค้าน ไม่ให้เข้า ไม่ให้อยู่ ไม่ให้ทั้งนั้นน่ะ ถ้าไม่ให้อยู่ คำว่า สมณะ มันต้องมีศีลมีธรรม มีศีลมีธรรม เห็นไหม ฤๅษีชีไพรเขาก็มีศีล ๕ ของเขา เขามีกฎกติกาของเขา ไอ้นี่นักบวชด้วยกันไง อ้าว! ก็ให้พัก

พอให้พักขึ้นมา นี่เป็นสมณะหนุ่มๆ

เรายิ่งใหญ่ นี่ไง มีฌาน มีสมาบัติ มีฤทธิ์มีเดช แต่มันก็มีกิเลสไง

กิเลสก็คือกิเลส การรักษา ดูแลรักษาก็ดูแลรักษาด้วยตบะของเขา แล้วตบะมันก็มีขึ้นมีลง มีเจริญแล้วเสื่อม มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นไง

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณ เขามีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้าแสดงธรรม เขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าไจ ฉะนั้น ถึงต้องทรมานเขาก่อนไง พอทรมานเขาแล้วนะ เขาละทิฏฐิมานะความเห็นอันนั้นไง ลอยบริขารของฤๅษี ลอยไปตามแม่น้ำ แล้วให้ขอบวช ขอบวชขึ้นมา เอหิภิกขุ เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด

โดยอำนาจวาสนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศน์อาทิตตฯ อบรมบ่มเพาะขึ้นมาไง เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย

ไอ้เราน่ะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราฟังธรรมๆ มาทั้งนั้นน่ะ เราก็รู้ทุกเรื่อง รู้ทุกอย่างหมดน่ะ แล้วเวลาจะปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริง จริงตรงไหน

ต้องรู้ รู้อะไร

รู้กายกับใจ

กายเป็นเรื่องของร่างกาย แล้วจิตใจของเราล่ะ จิตใจของเราอยู่ไหน

เวลาครูบาอาจารย์ท่านอบรมบ่มเพาะไง พระกรรมฐานไง จิตตภาวนาๆ

แล้วเอาอะไรภาวนา

เอาสมองไง เอาสัญชาตญาณภาวนา โลก

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา คิดอย่างไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ทำได้ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วมันก็เป็นปฏิภาณของแต่ละบุคคลที่มีการศึกษามาไง มีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน จำมาได้มากน้อยขนาดไหน ปฏิภาณของตนมันขยายความ ย่อความได้อย่างไร มันก็เป็นเรื่องอำนาจวาสนาของคน

แต่ถ้าเอาจริง เอาจริงๆ เราเกิดมาทุกคน ทุกคนเกิดมามันมีทุกข์มียากขึ้นมาประจำธาตุขันธ์ทั้งนั้นน่ะ จริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ความเป็นอยู่ของคนไม่เหมือนกัน

เวลาพระปฏิบัติ ธุดงคกรรมฐาน ธุดงค์ ๑๓ เวลาใครเข้าพรรษาแล้วจะอธิษฐานธุดงค์ข้อไหน ศีลในศีลไง เวลาปกติขึ้นมา เรามีศีล ๒๒๗ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราฝึกหัดมากน้อยขนาดไหน เวลาเข้าพรรษาขึ้นมา มันเป็นการเร่งความเพียรของแต่ละบุคคล ถ้าเร่งความเพียรของแต่ละบุคคล ทุกคนก็อธิษฐานให้มันมากขึ้นไป อธิษฐานขึ้นมา สัจจะกับตัวเอง พอมีสัจจะกับตัวเอง เวลาเข้าพรรษาแล้วก็จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เอาอะไรปฏิบัติ

เริ่มต้นก็กายกับใจนี่แหละ

ทีนี้กายกับใจมันเป็นสถานะของความเป็นมนุษย์ไง คนเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แล้วจิตล่ะ จิตมันอยู่ไหน

เพราะเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ด้วยอำนาจวาสนาขึ้นมาไง เพราะเราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง คำว่า เจริญ เจริญด้วยมรรคด้วยผล ไม่ใช่เจริญด้วยวัตถุ ไม่ได้เจริญด้วยสังคม ไม่ได้เจริญด้วยสถานะของแต่ละบุคคล ของแต่ละบุคคลมันก็เป็นอำนาจวาสนาของเขา

แต่คนที่มีบุญๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เขาได้สร้างอำนาจวาสนาของเขามา เขาทำของเขามาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะฟังเทศน์ของพระอัสสชิแล้วจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

นั่นน่ะอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาเรามาแล้ว

พอมาแล้วก็อบรมบ่มเพาะขึ้นมา ๗ วัน พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรเป็นผู้ที่มีปัญญามาก อบรมบ่มเพาะขึ้นมาถึง ๑๔ วัน ถึงได้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา พอเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา รู้แจ้งเห็นจริงในหัวใจของตน ไม่สงสัยธรรมในใจของเราและไม่สงสัยคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะเอหิภิกขุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้ บวชให้ก็ เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงอาทิตตฯ ไง สิ่งที่เป็นธรรมๆ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันสุขหรือมันทุกข์

มันทุกข์พระเจ้าข้า

แล้วทุกข์ ทำไมเธอไม่ทิ้งล่ะ

แล้วจะทิ้ง ทิ้งอย่างไรล่ะ

ท่านเปรียบเหมือนบูชาไฟไง ไฟมันเป็นของร้อน มันเผาผลาญทุกอย่าง แล้วมันก็เผาผลาญในหัวใจของตน ไอ้ที่ว่ามีฤทธิ์ มีเดชมีอำนาจวาสนา นั่นพลังของจิตทั้งนั้นน่ะ พลังของจิตที่ไม่รู้ไม่เห็นกิเลสไง ไม่รู้ไม่เห็นไง

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้ต้องเห็น เห็นด้วยจิตดวงนั้น

ฉะนั้น ถ้าจะต้องรู้ต้องเห็นของจิตดวงนั้นขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านให้มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพื่อเครื่องอยู่ของใจๆ

ถ้าเครื่องอยู่ของใจ คนเราเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ พิจารณากาย เห็นกาย ก็กายของคน มันพิจารณาโดยทางโลกเขา ในทางโลกทางการแพทย์เขารู้ด้วยว่ามันจะเสื่อมสภาพเป็นอย่างไร เขารู้หมดน่ะ แต่มันสุดวิสัยของทางวิชาการที่จะรั้งสิ่งที่เป็นสิ่งมีชีวิตไว้ในอำนาจของตน ต้องตายหมด

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านถึงบอกว่า ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

ทำไมต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อนล่ะ

ก็เพราะท่านก่อนหน้านั้นท่านทำความสงบไม่ได้ มันก็ฟุ้ง มันก็ซ่าน มันก็ทุกข์ มันก็ยาก มีพระมากมายบวชแล้วจะเป็นพระอรหันต์ จะต้องปฏิบัติให้ได้

กิเลสมันลากถูไปนะ ถึงที่สุดกรรมฐานม้วนเสื่อ เลิก เลิก มันทุกข์มันยากไง มันจะเริ่มต้นที่ไหน มันจะท่ามกลางที่ไหน แล้วจะไปสิ้นสุดมันที่ไหนล่ะ

แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเราไง เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันมีครูบาอาจารย์ที่บุกเบิก ที่มีการกระทำจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นการยืนยัน

ฉะนั้น ในการฝึกหัดปฏิบัติใหม่ของเรานะ เราล้มลุกคลุกคลานไง เราจะหาที่พึ่งที่ไหนล่ะ ถ้าเราหาที่พึ่ง เรามีครูบาอาจารย์แล้ว ครูบาอาจารย์ท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติ เราก็ทำของเราขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงสิ

ด้วยอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลนะ ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านจะแสดงธรรมอบรมบ่มเพาะให้เราอยู่ในศีลในธรรม

ถ้าครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรม เป็นโลก มันก็จะเอาพวกเรานี่แหละเป็นการสร้างอิทธิพล อำนาจวาสนา ว่าเรานี่มีอำนาจวาสนา แล้วคนก็เชื่อถือศรัทธากันไปตามด้วยกระแสสังคม กระแสโลกที่สร้างกันขึ้นมา แล้วเราก็เชื่อ

ทำไมถึงเชื่อล่ะ

อ้าว! ก็เราศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราอยากจะเป็นคนดี ถึงเป็นคนดีแล้วเราอยากเป็นคนที่ปฏิบัติ แล้วเราอยากจะมีอริยทรัพย์ แล้วเขาก็เอาอริยทรัพย์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง สัมโพชฌงค์ วิจัยในธรรม ธรรมในใจของตน แล้วเราก็ทำของเรา ทำตามที่ครูบาอาจารย์อบรมบ่มเพาะขึ้นไป อีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทางไปทั้งนั้นเลย เพราะอะไร

เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทำมาก่อน ท่านถึงบอกว่า ถ้ามันคิดไปโดยจินตนาการ มันไม่มีวันจบวันสิ้น แล้วใช้พลังงานมาก

แล้วใช้พลังงานมาแล้วนะ ถ้าเป็นบุญเป็นกุศล นี่การนั่งภาวนา มันก็ได้จริตได้นิสัย แล้วถ้าภาวนาไปแล้วมันยอก มันแหยง มันทุกข์มันยาก มันเข็ดหลาบ มันจะเป็นอะไรล่ะ มันก็เป็นการต่อต้านไง ไม่เอาอีกแล้ว ในปัจจุบันนี้กรรมฐานม้วนเสื่อ แล้วไปในอนาคตกาล

เพราะสิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ชีวิตคนเหมือนขยะ เกิดมาก็มาแปะกัน ชนกันแล้วก็แยกกันไป ไปคนละทิศคนละทาง

นี่ก็เหมือนกัน เกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติได้สร้างคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหน ถ้าสร้างคุณงามความดีขึ้นมา โดยจิตใจของคนที่ใกล้เคียงกัน เห็นแล้วมันถูกชะตาถูกใจ ไอ้คนที่มีการขัดแย้งกันมา เห็นแล้วมันกีดมันขวาง นี่ไง ผลของมันไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา

ฉะนั้น เวลาเราทำบุญกุศลของเรามา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง มีการยืนยันจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติไปแล้ว ด้วยข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาไง ด้วยเครื่องอยู่ของใจๆ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อเอาหัวใจ

มีศีล แล้วฝึกหัดภาวนา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้ามีคำบริกรรม จิตมันทำงาน

แต่ขณะที่เราทำงาน เราทำงานทางโลก เรามีวิชาการ เรามีความรู้ เราทำหน้าที่การงานของเรา ทำงานของเราด้วยสมอง ด้วยความรู้ของตน เพื่อหาอยู่หากิน เพื่อดำรงชีวิตของตน นันก็ทำงานเพื่อผลประโยชน์ ผลประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ของโลกไง

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา สิ่งนั้นเป็นงานของโลก เราจะเอางานของเรา เราจะเอาอริยทรัพย์

ทรัพย์ที่เราได้มาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยการทำหน้าที่การงานนั้น ก็เอาไว้เลี้ยงชีพ เลี้ยงชาติเลี้ยงตระกูล เพื่อความเจริญของโลก

ถ้าเราทำความเจริญของโลกแล้วนะ แล้วของตัวตนของเราล่ะ

ถ้าตัวตนของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามา พุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ จิตมันสงบระงับเข้ามาหรือไม่ ถ้าจิตสงบเข้ามา มันต้องรู้ ถ้ามันรู้ๆ

แต่จริงๆ เราทำแล้วมันรู้ไหม มันเผลอมันไผลไง มันละเมอเพ้อพกไง

ถ้ามันละเมอเพ้อพก เราก็พยายามทำของเรา ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยวิธีการดับทุกข์ ด้วยมรรค ๘ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา บุญและบาป เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนที่ไม่ควรเสพ บุญและบาป

ถ้ามันมีบุญๆ การกระทำนี้มันจะเข้าสู่ทางสายกลางหรือไม่

ถ้ามันเข้าสู่ทางสายกลาง ต้องรู้ รู้จิตของตน

ถ้ามันละเมอเพ้อพก

มันธรรมะสดๆ ร้อนๆ นะ เวลาทุกข์ฝังใจทั้งนั้น แล้วทุกข์มันเกิดตลอดเวลา มันไม่พอใจ มันขัดใจ มันไม่สมความปรารถนา มันร้อยแปดพันเก้า เวไนยสัตว์นะ ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

อารมณ์ที่มันจรมา สิ่งที่เราขัดอกขัดใจ เราจะเป็นเราจะตายนี่แหละ มันจรมาทั้งนั้นน่ะ มันเป็นอารมณ์ มันเป็นลมพัดใบไม้ไหว แต่ของเรามันพัดมาด้วยความทุกข์ความยาก แล้วมันจะพัดของมัน เห็นไหม

เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เรามีการศึกษา เราก็ศึกษาได้ ฤดูกาลเวลาความเปลี่ยนแปลง นี่ไง มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ แล้วเวลาเราเกิดมาแล้ว บุญและบาป คิดดี คิดชั่ว อารมณ์มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจำธรรมวินัยไง ภาคปริยัติ ปริยัติคือการศึกษา ศึกษามาแล้วทางวิชาการ มีความรู้มากมายมหาศาล นี่ไง รู้อะไรล่ะ รู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ภาคปฏิบัติรู้จิต ต้องรู้ ไม่รู้จิตจะเริ่มต้นภาวนาที่ไหน

ธรรมะของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เริ่มต้นปฏิบัติด้วยจิตตภาวนา

หลวงปู่มั่นท่านบอกเลย เราเป็นชาวพุทธไง ชาวพุทธต้องรู้พระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล ๕ ก็รู้กันอยู่แล้ว บวชพระศีล ๒๒๗ ศึกษาค้นคว้านักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ก็รู้ของตัวเอง แล้วเวลาจะเอาศีล สมาธิ เอาที่ไหน แล้วเอาอย่างไร แล้วทำถูกหรือทำผิด

ของสดๆ ร้อนๆ เวลากิเลสมันแผดมันเผา ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย ทำไมมันทำให้เราทุกข์เรายากล่ะ ทำไมมันทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจล่ะ แล้วเวลาสิ่งที่เป็นของสดๆ ร้อนๆ หาเอาที่ไหนล่ะ

ก็หาเอาจากภาคปฏิบัตินี่ไง หาเอายืน เดิน นั่ง นอนนี่ไง ยืน เดิน นั่ง นอน เพราะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาสอนปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติเราก็ศึกษาแล้ว เราเป็นชาวพุทธ เราก็ได้ทำบุญทำกุศล ทำทานของเราแล้ว ไอ้เรื่องทำทาน เราก็มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับมนุษย์ทั้งหลายแล้วทั้งนั้น มันเป็นเรื่องทานทั้งนั้น แล้วเรื่องศีลล่ะ ศีลคือมันคิดดีคิดชั่ว ศีลชาวพุทธมีแต่ศูนย์ พิธีกรรม ขออยู่นั่นน่ะ อาราธนาอยู่นั่นน่ะ แต่มันไม่เป็นจริงเป็นขึ้นจังเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ฉันอาหารของนางสุชาดา คืนนี้เราปฏิบัติ ถ้าไม่ตรัสรู้ เราจะปฏิบัติตายไปเลย ขอศีลมาจากใคร เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอศีลตรงไหน

เวลาวางธรรมและวินัยไง พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมโดยพระองค์เอง แต่อบรมบ่มเพาะคนอื่นไม่ถนัด แต่ถ้าสอน เราว่าสอนได้ สอนเฉพาะบุคคล แต่มีวาสนาหรือเปล่า

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะวางธรรมวินัยไง เริ่มตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว แล้วจะดำรงชีวิตอย่างไร จะวางพระพุทธศาสนาอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอดีตกาลทำอย่างไร

เวลาพุทธวิสัย เช้าออกบิณฑบาตนะ เทวดาถวายบาตร ๔ ใบ อธิษฐานให้เหลือใบเดียว ออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพ

แล้ววิธีการปฏิบัติล่ะ เวลาไปสอนชฎิล ๓ พี่น้องล่ะ ไอ้นั่นบูชาไฟ ได้ฌานโลกีย์ ได้สมาบัติ ได้ฤทธิ์ได้เดช มันเป็นธรรมะตรงไหน เวลาเป็นธรรมๆ ทรมานให้หัวใจหงายภาชนะขึ้นมา แล้วฟังข้อเท็จจริง

ไอ้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา นึกเอา จินตนาการเอา คาดหมายเอา พอใจของตน แล้วไปไหนล่ะ ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรมาน เขาก็จะเป็นฤๅษีอยู่อย่างนั้นน่ะ มีคนเชื่อมีคนศรัทธามากมาย

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วไง นี่ไง เวลาก่อนออกบิณฑบาตมีเวลาเหลือ จะไปสนทนาธรรมกับพวกเจ้าลัทธิต่างๆ

นี่ไง เขากราบทิศ เขาไหว้ทิศ เราก็ไหว้ แต่เราไม่ไหว้เหมือนเธอ

เขากราบทิศ เขาบูชานะ ในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่ในอินเดีย เขาทำของเขา

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก เราไม่ไหว้ทิศอย่างนั้น ทิศเบื้องต้น ครูบาอาจารย์ ทิศเบื้องซ้าย เบื้องขวา บุตรและภรรยา ทิศเบื้องล่าง บ่าวไพร่ของเรา เราบริหารทิศคือบริหารในครอบครัว บริหารสังคม นี่บูชาทิศในพระพุทธศาสนา

แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาล่ะ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันร้อน ร้อนเพราะความโลภ ร้อนเพราะความโกรธ ร้อนเพราะความหลง

แล้วโลภ โกรธ หลง มันอยู่ไหน รู้จักมันได้อย่างไร

ธรรมรู้เห็น

ในสมัยพุทธกาล สิ่งที่ว่าเวลาปัญจวัคคีย์ไง มีมันพระปฏิบัติมากมายบอก สมาธิไม่ต้องทำ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ไม่เห็นสอนสมาธิเลย

ทุกข์ ให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ มรรค ๘ ในธรรมจักรนั่นน่ะ มันมีสัมมาสมาธิไหม แล้วปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ๖ ปี ได้ทำสมาธิไหม

ถ้าทำสมาธิ เวลามันมีสมาธิในหัวใจ เวลาเทศนาว่าการไป ทำไมพระอัญญาโกณฑัญญะถึงมีจักขุญาณล่ะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ทำไมอีก ๔ องค์ยังไม่มีล่ะ แต่ก็อบรมบ่มเพาะให้มันเกิดขึ้นมาไง

ไอ้เราเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็จะหาจักขุญาณ เห็นจิตตภาวนา แล้วจิตมันอยู่ไหน

เราถึงพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ทำความสงบของใจ มันต้องรู้ของมัน รู้ขึ้นมาเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก รู้ขึ้นมาด้วยจิตของตน พอรู้ขึ้นมาด้วยจิตของตน เวลาพุทโธๆ มันละเอียดเข้ามา เอ๊อะๆๆ เอ๊อะอยู่นั่นน่ะ เพราะอะไร ไม่มีวาสนาไง

ถ้ามีวาสนานะ เรามีบริกรรมของเราต่อเนื่องไป ถ้าบริกรรมของเราต่อเนื่องไปๆ

ไม่ใช่ว่า พอมันมีอาการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ไถลตามมันไปแล้ว แล้วไถลตามมัน มันขาดสติ สติมันไม่ควบคุมคำบริกรรมในใจของตัว

ถ้าสติมันควบคุมคำบริกรรมของตัว แล้วเป็นปัจจุบันตลอด มันสดๆ ร้อนๆ

มันยาก มันยากเพราะมันแบบว่ามันเป็นนามธรรม

เราเก่งกล้าสามารถทำได้ทุกเรื่อง งานการอย่างใดก็ทำมาแล้ว แต่นั่งภาวนาไม่ได้ นั่งภาวนาได้ก็ขาดสติ ขาดการควบคุมดูแล ถ้ามันไม่ขาดการควบคุมดูแล มันต้องสงบระงับเข้ามา แล้วเวลามันจะสงบระงับเข้ามา มันมีพลัง มันมีกำลัง มันส่งออกไป ไปรู้ไปเห็นสิ่งใด

อย่าเพิ่งไปรู้ไปเห็นสิ่งใด มันยังไม่ถึงกาลไม่ถึงเวลา ถ้ามันถึงกาลถึงเวลา ธรรมะรู้และเห็น

ถ้าไม่รู้ จะเอาอะไรไปรู้ ถ้าไม่รู้ จะเอาความเห็นมาจากไหน

สิ่งที่มันเกิดๆ มันเกิดมาโดยอวิชชาทั้งนั้น มันเกิดโดยพญามารทั้งนั้น มารมันเล่นแร่แปรธาตุ มารมันครอบงำหัวใจของสัตว์โลก แล้วเวลาสิ่งที่อวิชชาพาเราเกิดมานี่ เกิดมาเป็นมนุษย์นะ เป็นอริยทรัพย์

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราเกิดเป็นมนุษย์แล้วเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ศึกษานี่ ทรงจำๆๆ ทั้งนั้น ถ้าทรงจำๆ มันเป็นของแห้ง มันเป็นภาคทฤษฎี มันเป็นตัวหนังสือ มันเป็นกระดาษ มันเป็นคอมพิวเตอร์ กดแล้วมันบอกหมดล่ะ บอกแล้วรู้อะไรล่ะ อริยทรัพย์มันอยู่ไหน

เราพยายามหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิของเราขึ้นมา ถ้ามันใช้ขึ้นมา เวลามันเริ่ม ถ้าใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องให้หยุดคิด หยุดคิดๆ ก็ต้องใช้ความคิด ความคิดที่เราพิจารณาของเรานี่แหละ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอย่างนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือสมถกรรมฐาน

ภาวนามยปัญญานะ มันต้องเห็น

นี่รู้ตัวเองยังไม่รู้

รู้ตัวเองให้ได้ก่อน ขณิกสมาธิ ถ้ามันทำแล้วมันได้มากน้อยขนาดไหน มันก็เป็นการฝึกหัดเริ่มต้น ยากอยู่คราวเริ่มต้นนี่ การฝึกหัดเริ่มต้นจับต้นชนปลายไม่ได้

คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ไอ้สัญญาความจำในขันธ์ ๕ นั่นน่ะ คนเรามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ไง แล้วจิตไปไหน จิตอยู่ไหน

เวลาจิตขึ้นมา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แต่เวลาเกิดเป็นมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แล้วเกิดเป็นเทวดาล่ะ เกิดเป็นพรหมล่ะ

พรหมมีขันธ์ ๑ เทวดาไม่มีรูปร่างกาย แต่มีความรู้สึกนึกคิดด้วยความเป็นอยู่ในภพชาติของเขา ไอ้เราเกิดเป็นมนุษย์ไง มันมีภาษาพูดใช่ไหม สังคมใด เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดในชาติไทย ชาวพุทธ ชาวไทยเราภูมิใจ ภูมิใจว่าเราเกิดมาในประเทศไทย มีภาษาไทย มีประเพณีวัฒนธรรมของเรา เพราะปู่ย่าตายายเรามีความฉลาด เลือกนับถือพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาให้มีสติมีปัญญา มีการกระทำ มีการศึกษา ศึกษามาแล้ว เราศึกษาในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นภาคความจำ ภาคของโลก

ถ้ามีวาสนานะ เขาจะฝึกหัดปฏิบัติของเขา เขาจะเอาอริยทรัพย์

จิตใจที่มันพัฒนาขึ้นมา มันมหัศจรรย์ในหัวใจของตนนะ

ปุถุชน ปุถุชนคนหนา พอคนหนาขึ้นมา มันจะเอาชนะตัวเองได้ยาก แล้วที่เราฝึกหัดกันอยู่นี้ ที่เรามาทำกันอยู่นี้ เราทำเพื่อเรา เราทำเพื่อหัวใจของเรา แล้วถ้ามันจะเข้าไปรู้หัวใจของเราในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางพระพุทธศาสนา เขาต้องให้ทำสมถกรรมฐาน เวลามันรู้นะ มันละเอียด ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย ไอ้พวกฌานๆ แฌนๆ ไม่ต้องพูดกับเรานะ

แล้วท่านทำไม่ได้หรือ

เวลานักปฏิบัติทั้งหลายเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราต้องพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราให้เข้าสู่ข้อเท็จจริง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาก่อน

แต่ไอ้พวกอีลุ่ยฉุยแฉก เริ่มต้นขึ้นมา จิตเป็นอย่างไร จิตรู้อย่างไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมานชฎิล ๓ พี่น้อง เขาทำได้ดีกว่าเอ็งเยอะเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เอ็งไม่ใช่พระอรหันต์

ชฎิลคนพี่คอตกเลยล่ะ เพราะมันไม่ใช่จริงๆ แต่เพราะว่าคิดว่าตัวเองมีความรู้อย่างนั้น มันจะสูงส่งกว่าคนอื่นเขา เป็นผู้วิเศษไง

แต่เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา คำว่า พระอรหันต์ ธรรมะทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีเหตุมีผลของมันตั้งแต่บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ไม่อย่างนั้นจะแก้คนติดภาวนาได้อย่างไร

คนติดภาวนานี่นะ มันติดมาตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มต้นยังไม่เข้าสู่หนทางเลย ถ้ามันไม่เข้าสู่หนทางเลย เราก็ต้องพยายามของเรา

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณนะ ผู้ใดมีอำนาจวาสนาหรือไม่ แล้วมนุษย์เกิดมากล่นเกลื่อนเต็มไปหมด แต่คนที่มีวาสนา เวลาอบรมบ่มเพาะแล้วเขามีความฉุกคิด มีการหยุดคิด แล้วพิจารณาว่า จริงหรือเท็จ ที่ทำอยู่นี่ถูกหรือผิด

แล้วถ้ามันผิด ผิดมันเป็นมิจฉา แล้วร้อยทั้งร้อยมิจฉาทั้งนั้น เพราะทุกคนยืนยันด้วยเรามีอวิชชา เรามีพญามาร

ถ้าเรามีอวิชชา มีพญามาร เราก็พยายามของเรามากน้อยขนาดไหน เอาให้มันอยู่ เอาให้มารมันยุแยงตะแคงรั่วในใจเราไม่ได้

ทั้งๆ ที่เราใฝ่ดี ทั้งๆ ที่เราทำดีนี่แหละ แต่เราอยู่ในวงกรรมฐานไง ในวงกรรมฐานเขาเรียก กรรมฐานม้วนเสื่อ คือเลิกเหอะ คือทำไปไม่ไหวแล้ว ขอหยุด เลิกเหอะ

เพราะทำโดยสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม พอมันเลิกเหอะ มันก็พลิกกลับไง พลิกไปทำแต่อารมณ์ของตัว

อารมณ์ อารมณ์มันเป็นภายนอก ถ้าภายใน ภายในเราหาไม่เจอ เราเข้าสู่ภายในไม่ได้ มันถึงไม่รู้ไง

ถ้ามันรู้ พุทโธๆ มันรู้ตลอด รู้คือสติ

ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ มันก็มีสติตามความคิดไป ความคิดโดยกิเลส ความคิดโดยตัวตนของตนมันเป็นอย่างนี้ เวลาสติมันเท่าทัน มันหยุด เอ๊อะ! หยุด เอ๊อะ! ถ้าหยุดแล้วมันก็ไปอีก เพราะอะไร เพราะว่าถ้ามันหยุดคิด มันก็คิดต่อ เพราะจิตมันไว ความรู้สึกของคนมันไว ความคิดเร็วกว่าแสง แล้วสติปัญญามันเท่าทันอย่างไร

ทัน ถ้าไม่ทันมันจะหยุดคิดไม่ได้

มันทันเพราะอะไร

มันทันเพราะการเราฝึกหัดนี่ไง

เมื่อก่อน อะไรเป็นสติวะ

อ้าว! สติก็เอ็งคิดฟุ้งซ่านอยู่นี่แหละ ที่ไม่มีสติ เอ็งก็คิดฟุ้งซ่านอยู่นี่แหละ เอ็งก็คิดตามกิเลสมันไปไง แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติบ่อยครั้งๆ มีสติเท่ากันความคิดไง เออะ! มันก็รู้ก็เห็น เออะ! นั่นแสดงว่าเริ่มเตาะแตะๆ สติมันจะดีขึ้นๆ

สติมันต้องฝึกหัด

ไม่ใช่ว่า ไอ้นี่สติตัวจริง ไอ้นี่สติตัวปลอม แล้วถ้าตั้งใจมันสติตัวปลอม ไอ้ปล่อยพลั้งเผลอเป็นสติตัวจริง

เราฟัง โอ้! แสดงว่าภาวนาไม่เป็น ถ้าภาวนาเป็น

ไอ้ตัวปลอมๆ ตัวที่ตั้งใจ ว่านี่ตัวปลอม ไอ้ที่เผลอแล้วรู้นั่นน่ะตัวจริง

ไอ้เผลอนั่นมันเผาลนไปแล้ว

ไอ้ตัวจริง ตัวจริงเกิดจากความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ต้องรู้

ไอ้ตัวปลอม ไอ้ตัวจริงที่มันตั้งใจ เขาว่าไอ้นั่นตัวปลอม ไอ้ตัวเผลอพลั้งเผลอนี่ตัวจริง

ไอ้ตัวจริงก็ตัวนั่งหลับไง ไอ้ตัวจริงก็ไม่ต้องควบคุมไง มันจะเข้าสู่มรรค ๘ ได้อย่างไร

วิธีการปฏิบัติทางสายกลางในพระพุทธศาสนา สติชอบ แล้วไม่ต้องฝึกหัด มันจะชอบหรือมันจะไม่ชอบล่ะ มันไม่ชอบเพราะว่าเกียจคร้าน เพราะภาวนาไม่เคยรู้เคยเห็น ถ้าเคยรู้เคยเห็น มันจะปฏิเสธสติชอบได้อย่างไร

ถ้าปฏิเสธสติชอบ มันก็เริ่มต้นตั้งแต่มรรค ๗ แล้ว มันตัดออก ยิ่งสมาธิไม่จำเป็น มันเหลือมรรค ๖ แล้ว มรรค ๖ มันจะเป็นธรรมจักรได้อย่างไร จักรเอ็งมี ๖ ซี่หรือ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมจักรมี ๘ ซี่ ซี่กรงธรรมจักรมันหมุนของมันไป

ฉะนั้น เวลาเราฟังธรรมๆ ไง ไอ้นั่นก็สอนอย่างนี้ ไอ้นี่สอนอย่างนั้น ไอ้นั่นก็ว่าไปอย่างนั้น

กาลามสูตร ทดสอบ ถ้าทดสอบ ต้องรู้ สมาธิไม่รู้ มันเป็นสมาธิได้อย่างไร

สมาธิต้องรู้ รู้เองเห็นเอง ต้องรู้ รู้ตลอดไป ไม่ใช่แวบหาย ตัวว่างหมดเลย

ตัวว่างหมดเลย ว่างอย่างไร ว่างโดยขาดสติหรือ ว่างโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรือ มันหายไปเฉยๆ อย่างนั้นน่ะ

ไม่ต้องทำอะไร มันเป็นของมันเอง สติมันมีอยู่แล้ว ธรรมะมีอยู่ดั้งเดิม

มีอยู่โดยดั้งเดิม มันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมรู้เห็น รู้คือสมถกรรมฐาน รู้เป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

คนทำงานนะ ทำงานที่ไหน เดี๋ยวนี้เขาทำงานที่แป้น กดนี่ทำงาน นั่นงานของเขา แต่งานของใจ แป้นเอ็งอยู่ไหน เอ็งกดได้จริงๆ หรือ เอ็งจะแทงตลอดในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเอ็งจริงหรือ

ถ้ามันจริงไง จิตเอ็งเป็นอย่างไร ถ้าจิตเป็นอย่างไร ต้องรู้ รู้ถึงความสงบสุข ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แล้วเวลาอัปปนาสมาธิต้องรู้ รู้มากรู้น้อยขนาดไหนมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล

ถ้ารู้แล้วใช้ผลประโยชน์ได้ รู้แล้วพาความรู้น้อมไปให้เห็นสติปัฏฐาน ๔ มันต้องเห็นกิเลส ต้องรู้ต้องเห็น สดๆ ร้อนๆ

ไม่ใช่ว่าของสดๆ ไง ของสดถ้าเก็บไว้ไม่ดี มันเน่ามันเสียนะ แต่ถ้ามันเป็นจิต มันไม่เน่าไม่เสีย แต่มันเสื่อมหมด เสื่อมมาจากอะไร

เสื่อมจากคุณธรรมที่เราทำได้

แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันคืออะไร

คือสัญญาความจำได้หมายรู้

แล้วสัญญาๆ ถ้าพูดถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่สร้างบุญสร้างกุศลมา สิ่งที่ทำคุณงามความดีมา เอ็งจำได้ไหม

ทุกคนอยากรู้ อยากรู้อดีตชาติ แต่ไม่อยากรู้ว่าเราซื่อสัตย์สุจริตกับชีวิตจริงหรือเปล่า เราทำจริงหรือเปล่า

ทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามด้วย แล้วครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกด้วย

ไอ้เราละเมอเพ้อพกไปทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามีวาสนานะ กาลามสูตร เราไม่เชื่อพวกนี้ เราไม่เชื่อสิ่งที่เรารู้เราเห็นในการปฏิบัติของเราด้วย เพราะมันไม่รู้อะไรเลย มึนชา มึนชา บอกว่านี่เป็นสมาธิ แล้วเวลาเพ้อเจ้อ นั่นน่ะเป็นปัญญารู้ธรรม ทั้งมึนชา ทั้งเพ้อเจ้อ

ถ้าเป็นธรรมนะ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านพยายามฝึกหัดปฏิบัติโดยธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาติดขัดสิ่งใด ท่านอยู่ภาคอีสาน เข้ามากรุงเทพฯ หานักปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วมาโต้กับเจ้าคุณอุบาลีฯ

เพราะว่า ด้วยภาคทฤษฎี เราค้นเอง เราหาเอง เราก็เข้าข้างตัวเอง เหมือนกัน รู้เหมือนกัน

รู้จริงหรือ ถ้ารู้ มันต้องหายสงสัยสิ มันไม่สงสัยสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นเลย ถ้ามันเป็นจริงไง มันเป็นจริง ไม่สงสัยทั้งขั้นที่ ๑ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขั้นที่ ๒ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนไป ขั้นที่ ๓ กามราคะ ปฏิฆะขาดไป เวลาขั้นที่ ๔ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เห็นหมดเลย ต้องเห็น

ไอ้นี่เป็นความจำทั้งนั้นน่ะ ไม่รู้ไม่เห็น แล้วละกันที่ไหน แล้วละกันอย่างไร เพราะไม่รู้ ไม่รู้ก็ไม่มีสมาธิไง

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ แค่ทำความสงบของใจได้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบแล้วด้วยสติสัมปชัญญะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

หลวงปู่มั่นเวลาท่านอบรมบ่มเพาะไง มันจะนอนตายอยู่นั่นใช่ไหม

แล้วถ้าทำสมาธิไม่เป็น ใครจะนอนล่ะ มันไม่มีอะไรให้นอน มันไม่มีอะไรให้ตาย เพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้น

ถ้ามันมีอยู่ เห็นไหม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สิ่งที่เกิดขึ้นมาด้วยความพากความเพียรของตน ทำความสงบของใจเข้ามาได้บ้าง

แล้วไม่มีสติปัญญาดูแลรักษา แล้วถ้าไม่มีสติดูแลรักษานะ ก็ไม่รู้ แล้วถ้ารู้ขึ้นมา โอ้โฮ!

ไม่มีวาสนา มันติดแน่นอน นิพพานเป็นเช่นนี้เอง นิพพานเป็นความว่าง

ว่างด้วยสติด้วยปัญญา มันอยู่ที่เชาวน์ปัญญา อยู่ที่ความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเราซื่อสัตย์สุจริต เอ๊อะ! สมาธิคือสมาธิ มันหยุดของมัน แล้วพยายามของเรา

ตะเกียกตะกายขนาดไหนมันไม่เห็นหรอก ธรรมรู้เห็น ถ้าธรรมรู้ สดๆ ร้อนๆ ไม่มีสติไม่มีปัญญาดูแลรักษา เน่าหมด ของสดเก็บไว้เน่าทั้งนั้น แต่จิตไม่เคยเน่า มีแต่ว่าทุกข์ยากแสนเข็ญ จากพญามารครอบงำไว้เป็นบาทฐานของอวิชชา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหักเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง ยืนยัน มันยืนยันว่า ครอบครัวของมารไง อวิชชามันเป็นปู่ พ่อแม่ที่เข้มข้น นั่นน่ะนางตัณหา นางอรดี ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันมีลูกมีหลาน ลูกหลานของมันที่มันจรมาๆ อารมณ์ความรู้สึกที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่แหละ

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติก็ละล้าละลังๆ

ด้วยอำนาจวาสนาของตัว ถ้าด้วยอำนาจวาสนาของตัวนะ ไม่ต้องไปวัด ไปเทียบเคียงกับใคร ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เขาก็มีอำนาจวาสนาของเขา เราก็มีอำนาจวาสนาของเรา มีอำนาจวาสนาของเรา เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ใช่นับถือในทะเบียนบ้าน นับถือและเคารพบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยหัวใจของตน ซื่อสัตย์สุจริตกับพระพุทธศาสนา

สิ่งที่เขากำลังชักนำของเราออกไป นั้นเพราะว่าเขาไม่ปฏิบัติ เขาปฏิบัติไม่เป็น เขาคาดเขาหมาย แต่เขาต้องการมวลชนในกลุ่มของเขา เราฟังแล้วเราก็สมเพชเวทนา นั่นมันเรื่องกรรมของสัตว์ มันอยู่ที่วาสนาไง ถ้าวาสนาของเรา เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี เรื่องของสังคมโลกนี่แหละ

เราก็อยู่กับสังคม อยู่กับโลก เราก็รับรู้ เราก็พิจารณาของเรา เราทำกับเขาในของเขตของเขา เวลาเราเอาจริง ไม่ใช่ขอบเขตของเขา เราพยายามทำความสงบ จิตมันรู้ของมัน

เวลาเสื่อมนะ ครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ทำไมมันจะไม่เสื่อม มันเจริญแล้วเสื่อมแน่นอน มันเจริญแล้วเสื่อมเพราะอะไร เพราะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มันมีอยู่ เกิดขึ้นด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ตั้งอยู่พักหนึ่ง เป็นอนัตตา ก็เสื่อมสภาพไป แล้วเราก็ฝึกหัด นี่ไง ชำนาญในวสีไง

ฝึกหัดปฏิบัติจนชำนาญ พอชำนาญแล้วรู้ชัดๆ เลย ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงในแนวทางพระพุทธศาสนา มันเห็น มันเห็นนี่มันสะเทือนหัวใจมาก เห็นขุมทรัพย์

ในภาคปฏิบัติ งานที่สำคัญที่สุดคืองานขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสของตัว

การเห็นกิเลสของตัวเห็นโดยจิต เห็นด้วยจิตตภาวนา จิตสงบระงับแล้วมีกำลัง ถ้าจิตสงบระงับแล้วมันไม่มีกำลังของมัน อำนาจวาสนาของเราเป็นอย่างใด เราก็เพิ่มของเรา มีสติปัญญาของเรา

ถ้ามันสงบระงับ น้อมไป ถ้าน้อมไปแล้ว มันใช้พลังงานแล้ว น้อมไป เรากลับมาพุทโธของเรา พยายามพุทโธของเรา เพราะเรายืนยันกันว่า “สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี”

จิตเราเคยสงบสุข แล้วเวลามันเสื่อม มันทุกข์

คนเรานะ เวลามันสุข มันจำความสุขนั้นได้ เวลามันทุกข์ มันอยากจะสุข แต่มันเข้าความสุขนั้นไม่ได้ ถ้ามันเข้าสุขไม่ได้ อดนอน ผ่อนอาหาร

การที่ว่าอดนอน ผ่อนอาหาร ไม่ให้ธาตุขันธ์ทับจิต

คนภาวนาไม่เป็นจะไม่เข้าใจว่า ธาตุขันธ์มันไปทับจิตตรงไหน จิตมันโง่เง่าเต่าตุ่นไปนอนให้เขาทับอยู่อย่างนั้นหรือ

ด้วยอวิชชา ด้วยมาร ด้วยความไม่เข้าใจ ธาตุขันธ์ก็ร่างกายเรานี่แหละ เวลามันหนักมันหน่วงนะ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านผ่อนอาหารไง ถ้ามันผ่อนอาหาร อดอาหาร ตัวมันเบา มันพิจารณาสิ่งใดได้รวดเร็ว

แต่โดยธรรมชาติคนเรามันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ร่างกายมันต้องการอาหารของมัน จะอดตลอดไปไม่ได้ ก็ออกมาฉัน ฉันแล้วท่านบอกว่า เหมือนเรือเกลือเลย

เรือเร็วมันไปแปล๊บๆๆ เรือเกลือมันต้องลากต้องจูง

เหมือนกัน คนภาวนามันจะรู้จะเห็นถึงโทษไง แล้วเขาเองก็พยายามจะหาหนทาง

ถ้าทำแล้วธาตุขันธ์ทับจิต เราก็พยายามผ่อนคลายมันให้จิตมันสะดวก ให้จิต จิตตภาวนา ที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เราฝึกหัดปฏิบัติเพื่อหาจิตของตน

รู้ รู้จักจิตของตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนๆ แล้วถ้าจิตมันสงบระงับ น้อมไปๆ ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นนะ

การขุดคุย การค้นคว้าหากิเลสเป็นยอดงาน ยอดงานของบุคคลคนนั้น

พระกรรมฐานๆ ที่ภาวนา จิตไม่เคยสงบ มันเตลิดเปิดเปิงไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันเปิดเปิงไปตามแต่กระแสสังคมที่ชักลากกันไป

ชฎิล ๓ พี่น้องบูชาไฟ เขามีฤทธิ์มีเดชขนาดไหนมันยังเป็นมิจฉา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เธอไม่ใช่พระอรหันต์”

บูชาไฟ ไฟมันอยู่ข้างนอก จิตมันส่งไปอยู่ที่ไฟ เพ่งกสิณ เพ่งให้จิตมันมีกำลัง กำลังในอภิญญา กำลังที่รู้ส่งออก แต่ไม่เห็นธาตุขันธ์ไง ไม่เห็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันลุ่มหลงอะไร กิเลสมันอยู่ที่ไหน

ไอ้นี่ก็เหมือน ถ้าเราไม่รู้แล้วไม่มีอำนาจวาสนา เราก็เตลิดเปิดเปิงไปกับที่บอก สมาธิมันมีอยู่โดยดั้งเดิม คนเราเกิดมามีกายกับใจ เรามีชีวิตก็ต้องมีสมาธิ เรามีสมาธิ เรามีชีวิต เราก็ต้องมีปัญญา

มันเสียดายไง มันเสียดายถึงว่า ชีวิต คนเกิดมานะ มีชีวิต วันเวลาเป็นของบุคคลคนนั้น คนเรานะ เจ็บไข้ได้ป่วย มันก็อยากจะให้ร่างกายแข็งแรง อยากให้จิตใจอุดมสมบูรณ์ เวลาร่างกายแข็งแรงอุดมสมบูรณ์ มันมีความสุขของมัน

เราฝึกหัดภาวนาไง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ สะดวกสบาย นี่เรามีวาสนา แล้วมีวาสนา หายใจอานาปานสติ

เวลาเราหายใจ หายใจในโดยชีวิตปกติ เราก็หายใจ แต่จิตมันไม่เกาะลมหายใจ มันไม่เป็นอานาปานสติ

เราหายใจโดยปกติ ถ้าเราไม่กำหนดจิต กำหนดลม มันก็ไม่ใช่อานาปานสติ

มันจะเป็นอานาปานสติเพราะจิตกำหนดลม จิตเกาะลมไว้ เกาะลมไว้จนมันวางลมได้ มันเป็นตัวของมันเอง มันจะเกิดความมหัศจรรย์ในการกำหนดลมหายใจ กำหนดพุทโธๆ จิตมันจะลงนี่ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ ขณิกสมาธิ อุปาจาระ มันจะละเอียดขึ้น อัปปนานี่สักแต่ว่าปรากฏ ลมขาดหมด

พุทโธหาย ลมหายใจหายไป ว่างหมดเลย

แล้วทำอย่างไร

ไม่รู้

นี่ไง เพราะไม่รู้

ธรรมรู้เห็น รู้จิตของตน รู้จิตของตนนี้คือทำสมาธิได้ แล้วทำสมาธิได้ ได้อย่างไร ก. ไก่ ก. กา ว่ามา ถ้า ก. ไก่ ก. กา มาถูกต้อง จะเป็นสัมมาสมาธิในมรรค ๘ มีสติชอบ สมาธิชอบ ปัญญาชอบ

แต่ที่ทางโลกที่ทำอยู่ มันไม่ชอบๆๆ ไม่ชอบๆ แล้วก็เตลิดเปิดเปิงไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง มันถึงไม่รู้อะไรเลยไง

ธรรมรู้เห็นนะ รู้ว่าจิตเราสงบ

เห็น เห็นกิเลส

เห็นกิเลสแล้วนะ ภาวนาไม่เป็นหรอก

นี่ไง สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา

วิปัสสนาน่ะเห็น เห็นแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา

ปัญญาต้องฝึกหัดด้วยหรือ

ไอ้ปัญญาที่มันเกิดเองๆ กิเลสทั้งนั้นน่ะ มันเกิดโดยสัญชาตญาณไง

ปัญญาไม่ฝึกหัดนะ ธรรมจักรไม่เคลื่อน จักรไม่เคลื่อน จักรไม่หมุน มันจะเกิดกองทัพธรรมขึ้นมาในหัวใจดวงนั้นได้อย่างไร

ในหัวใจดวงนั้นฝึกหัดนะ ด้วยวิปัสสนา เวลามันฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันหมุนไป มันเคลื่อนไป มันถึงเห็นชัดเจนว่า สุตมยปัญญาเป็นอย่างนี้ จินตมยปัญญาเป็นอย่างนี้ ภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้นกับเรา โอ้โฮ!

ศากยบุตรพุทธชิโนรส เวลาเกิดจักรที่มันเคลื่อน มันหมุนด้วยศีลด้วยสมาธิ มันถึงมีกำลังที่ทำให้จักรนี้เคลื่อนได้ พอจักรนี้เคลื่อนได้ เราเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราสร้างเอง เราทำเอง เราเห็นเอง ธรรมรู้เห็น เห็นเป็นชั้นเป็นตอน

จักรมันเคลื่อนนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ถึงธรรมจักร จักรมันเคลื่อน โอ้โฮ! มหัศจรรย์ หมุนติ้วๆๆ เลย

ติ้วเพราะมันจะไปฆ่ากิเลสไง กิเลสหลบหัวซุกหัวซุนหมดล่ะ

กิเลสเป็นแก่นกิเลสไง แล้วจะทำอย่างไรต่อไป

เวลาสมาธิมันอ่อนลง เป็นสัญญาทั้งนั้น สัญญาคือความจำไง เคยทำสมาธิได้ อยากได้สมาธิก็ทำสมาธิไม่ได้ เวลาภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้นมามันเป็นธรรมจักร แต่เวลามันเสื่อมไปแล้วนะ คิดเอง สัญญา

ในวงกรรมฐานนะ สัญญาเป็นศัตรูมาก เป็นสิ่งที่กางกั้นการปฏิบัติมากมาย

ฉะนั้น เราต้องฝึกหัดให้เป็นปัจจุบัน สดๆ ร้อนๆ อย่าเอาของเน่า ของเสีย ของแห้ง

ของแห้ง เขาทำกระดาษ ทำกระดาษแล้วเขาพิมพ์ไว้ไง ไอ้นี่สัญญามันก็พิมพ์ไว้ที่หัวใจไง มันไม่ใช่ของสดๆ ร้อนๆ

มันต้องสดๆ ร้อนๆ ไม่ใช่ของเน่าของเปื่อย แล้วเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ธรรมรู้เห็น เอวัง