ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ของเดิม

๔ มิ.ย. ๒๕๖๕

ของเดิม

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๘๒. เรื่อง “วิธีการไม่ให้ตั้งความหวังในผลการปฏิบัติ และไม่ติดอารมณ์เก่า”

กราบนมัสการหลวงพ่อ สืบเนื่องจากหนูได้ฟังคำตอบปัญหาของหลวงพ่อ เรื่อง “ท้อแท้” หนูเลยเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงของตัวหนูเองว่า ทำไมตลอดเกือบ ๑ ปีมานี้ การปฏิบัติของหนูเสื่อมลงจนหนูท้อแท้ ทั้งๆ ที่หนูก็ยอมละทิ้งรายได้ทั้งหมดจากกรุงเทพฯ แล้วย้ายมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดพะเยา เพื่อจะได้ปฏิบัติได้เต็มที่ตามที่เคยลั่นสัจจะว่า ถ้าลุงหนูเสีย (ผู้ใหญ่ที่หนูรักเหมือนพ่อ และเป็นคนที่หนูมีภาระต้องดูแล)

หนูอยากปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะได้รู้แล้วว่าชีวิตนี้มันทุกข์ยาก เนื่องจากหนูต้องดูแลลุงที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์และโรคโรคไบโพลาร์

ตอนนั้นหนูทุกข์ที่สุดในชีวิต ไม่มีใครช่วยหนูดูแลลุง ต้องทำงานด้วย กลางคืนอยู่ได้ด้วยการนั่งสมาธิ เพราะต้องลุกขึ้นมาพลิกตัวลุงทุก ๒–๓ ชั่วโมง หนูได้นอนน้อยมาก แต่ผลการปฏิบัติของหนูตลอดเวลาที่ย้ายกลับมามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่เคยได้รับความสงบแบบลึกสดชื่นเลย ไม่เคยมีธรรมเกิด แถมไม่พอจากที่เคยนั่งได้ ๒–๓ ชั่วโมงเป็นปกติ นั่งแค่ชั่วโมงเดียวก็ยังแทบตาย ทั้งๆ ที่หนูก็กินข้าวแค่มื้อเดียวแทบจะทุกวัน

หนูสร้างเถียงนาไว้นั่งสมาธิ แต่ไปนั่งได้แค่ ๔ คืน โดนผีหลอกไป ๓ คืน จนหนูทนความกลัวไม่ได้ ตอนนี้หนูเลิกไปนั่งตอนกลางคืนแล้ว

หนูอยากกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ทำอย่างไรจึงจะเลิกตั้งความหวัง หรือสลัดอารมณ์ในการนั่งสมาธิที่เคยเกิดขึ้น หรือนั่งเพื่อจะได้จำนวนชั่วโมง

หลวงพ่อเคยตอบว่าให้ปฏิบัติบูชา แต่หนูทำไม่ได้ เมื่อก่อนถ้าช่วงไหนภาวนาไม่ดี หนูจะมีวิธีคือไปกราบหลวงพ่อ แล้วปัญหาทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น แต่ตอนนี้หนูอยู่ไกลมาก ไปไม่สะดวก หนูขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยหนูด้วยเจ้าค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : เวลาคนที่มันหลงระเริงทางโลกก็เรื่องหนึ่งนะ แต่คนที่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม เกิดมาแล้ว เขาว่าชีวิตนี้เป็นของสมมุติ สมมุติชาติหนึ่ง แล้วถ้าสมมุติชาติหนึ่ง ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา เราจะแสวงหาความจริงได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้ามันแสวงหาความจริงได้มาก มันก็เป็นทรัพย์สมบัติที่ติดดวงใจนี้ไป จะปฏิบัติได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ ก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราไป เพราะมันจะได้เป็นจริตเป็นนิสัย

เพราะทุกคนปรารถนาว่า เวลาตายไปแล้วไปเกิดภพชาติใดก็อยากจะประพฤติปฏิบัติ อยากจะให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แต่ถ้ามันไม่สร้างนิสัยวาสนาไว้เลย เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราไปเกิดในภพใดชาติใด มันอันตรายมากนะ เวลาจะเกิดๆ เรารู้ไม่ได้ว่าจะเกิดภพใดชาติใด เรารู้ไม่ได้ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร

เวลาไปเกิดๆ เวลาคนสงสัยมาก สงสัยว่าเวลาคนเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดซ้ำเกิดซ้อนกันเป็นมนุษย์ทุกภพทุกชาติ ไอ้นี่คือวาสนานะ ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ไปเกิดไง เพราะในพระไตรปิฎกหรือในชีวประวัติของแม่ชีแก้ว เวลาควายมันมาเข้าในนิมิตไง มันเกิดเป็นควายนะ มันเห็นคนอยู่ มีกฎหมายคุ้มครอง มันอิจฉามากเลย มันอยากจะเกิดเป็นแบบเรา มันอยากจะเกิดเป็นแบบเรา แต่มันก็เกิดเป็นควายไปแล้ว

ในพระไตรปิฎกก็มี ในประวัติของแม่ชีแก้วก็มี เวลามันไปเกิด เห็นไหม เราทำเวรทำกรรมสิ่งใดไว้ล่ะ เวลากรรมมันให้ผลๆ กรรมคือเรื่องสุดวิสัย คือเรื่องจะต้องเป็นแบบนั้นน่ะ เรื่องเวรเรื่องกรรม

แต่ถ้ามันยังมีอำนาจวาสนาอยู่ ถึงจะเป็นเรื่องสุดวิสัย เราก็พอรับได้ ถ้ามันมีอำนาจมันรับได้ ถ้ามันรับได้ นี่ผลบุญผลกรรม มันทำให้เราไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป แล้วมันทำให้เราซาบซึ้งในเรื่องของกรรม ถ้าเรื่องของกรรมแล้วนะ เราถึงตั้งสติของเรา

เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านจะไม่สร้างเวรสร้างกรรมใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเวลามันเรื่องสุดวิสัย สุดวิสัยก็กรรมของสัตว์ มันกรรมของเขา

หลวงตาท่านเดินจงกรม ที่ท่านมาพูดว่าท่านอยู่ชลบุรี มันเจอตะขาบ เอามันปล่อยแล้วนะ เอามันไปปล่อยไว้ไกลๆ เลย มันก็กลับมาอีก แล้วเดินนะ เวลาไปแล้วมันกัดเอาไง พอมันกัดเอานะ บอกว่า เออ! กูก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหมดเลย แล้วมึงไปไหน แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหมดเลย แล้วมึงไปไหน มึงไม่ยอมรับเลย มึงก็มากัดกูจนได้

เรื่องสุดวิสัย เวลากรรมมันให้ผล กรรมมันให้ผลไง

เวลากรรมให้ผลนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปปรินิพพานไง ที่ว่าไปตักน้ำนั่นน่ะ พระอานนท์จนทำใจไม่ได้เลยน่ะ น้ำมันขุ่น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า อานนท์ เรากระหายเหลือเกิน ตักมาเถอะ

ถ้าไม่ได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ได้น้ำขุ่นๆ อย่างนั้นน่ะ แต่นี่เพราะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญอำนาจวาสนามันยิ่งใหญ่ไง เวลาจะตักมันใสเฉพาะตรงจะตักน่ะ ตักมามันก็ใสตรงนั้นน่ะ นี่เวลาอำนาจวาสนาของคนนะ

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราตั้งใจ ตั้งใจจริงน่ะถูก ตั้งใจถูกต้อง เพราะเราตั้งใจแล้ว อย่างน้อยเราก็จะปฏิบัติของเรา เราหาสถานที่ปฏิบัติของเรา เราเข้าใจเรื่องชีวิตแล้ว เราไม่หลงไปกับทางโลกเขา

เกิดมากับโลก อยู่กับโลก แต่ไม่ติดโลก

เกิดมากับโลก อยู่กับโลก แล้วจะติดอยู่กับเขา จมปลักอยู่กับโลกสมมุตินี้ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศไปกับเขาอยู่อย่างนี้ แต่เราเกิดกับโลก เพราะเราเกิดแล้ว

นี่ไง เวลาพระอรหันต์ไง ไหนว่าวิมุตติสุขๆ ก็ด่วนๆ ตายไปสิ วิมุตติสุข

มันเป็นไปไม่ได้ มันอยู่ที่อยู่จนสิ้นอายุขัยไง เกิดแล้วตายมีค่าเท่ากัน เพราะว่ายังมีชีวิตอยู่ มันก็สิ้นกิเลส ตายไปแล้วก็สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพาน เพราะมันละทิ้งสะคือเศษส่วน เศษเหลือทิ้งมนุษย์นี่

เขาบอก ถ้ามันเป็นอย่างนั้นก็ทำลายชีวิตไปซะ มันจะได้ไปหมดเรื่องหมดราว

ไม่ เพราะว่ามันทำอย่างนั้นมันก็ไปขัดกับสัจธรรมน่ะสิ มันไม่ขัด มันขัดไม่ได้

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลามีวิธีการอย่างใดที่ปฏิบัติแล้วจะไม่หวังผลในการประพฤติปฏิบัติ

อันนี้มันแบบว่าอยู่ที่เราฝึกหัดตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเราฝึกหัดตั้งแต่ตอนนี้นะ เราเห็นผลของมันไง เห็นโทษของมันไง

เพราะเราเคยปฏิบัติมาเหมือนกัน เวลาปฏิบัติไปแล้ว เวลามันสงบ เวลามันใช้ปัญญา ตทังคปหาน มันชั่วคราวๆ พอมันชั่วคราวแล้วมันไม่ได้ผลดั่งใจไง ตั้งแต่วันนั้นมานะ ต่อไปนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็เรื่องของการประพฤติปฏิบัตินั้น ไม่เอาสิ่งนี้มาเป็นเป้าหมาย แล้วปฏิบัติพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ พอมันจับต้องได้ก็พิจารณาของมันไป มันก็ปล่อยก็ว่าง

แต่เมื่อก่อนไม่เข้าใจไง พอว่าง มันก็คิดว่านี่เป็นผลงานของตนๆ ไง แล้วมันก็หวังตรงนี้ แต่สุดท้ายแล้วเราเข้าใจว่านี่มันเป็นระยะ มันเป็นระหว่างที่เราจะต้องก้าวเดินต่อไป

เราพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ โดยไม่ต้องหวังผลสิ่งใดเลย ถ้าหวังผลสิ่งใด คงจะทุกข์ยากกว่านี้อีกเยอะมาก ที่มันจะไม่หวังผลสิ่งใดเพราะมันหวังแล้วมันไม่ได้ผลอย่างที่หวัง แล้วหวังนะ มันทำให้เป้าหมายของเรามันไขว้เขว ถ้ามันเป็นสัจจะความจริง เราเดินไปถึง มันต้องถึงเป้าหมาย ถ้าถึงเป้าหมายแล้วเราก็ทำซ้ำทำซาก

เราพูดบ่อยครั้งมาก เพราะเวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาปฏิบัติมาถามปัญหาเราน่ะ อย่างนี้ใช่ไหม อย่างนี้ใช่ไหม

เราบอก ใช่ แต่ว่าใช่ในระหว่างการปฏิบัติ แล้วมันต้องปฏิบัติต่อเนื่องไป

แต่บางคนบอกว่าใช่ แล้วก็ทิ้งเลยนะ

กรณีอย่างนี้ เวลากรณีที่หลวงตาพระมหาบัวท่านขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง เราฟังจากท่านเล่าๆ เราจะรู้เลยว่าตรงไหนบ้างที่มันไปสะดุด สะดุดที่ว่าให้เราได้ติดไง

เวลาท่านขึ้นไปรายงานผลกับหลวงปู่มั่น เห็นไหม ปฏิบัติแล้วมันพิจารณาธาตุ ๔ กายกับใจขาดจากกันเลย

เออ! มันต้องเป็นอย่างนี้ เป็นเหมือนเราที่ถ้ำสาริกา

ทีนี้พอเป็นเหมือนเราที่ถ้ำสาริกาแล้ว มันมีความสุขไง เวลาพิจารณาแล้ว พอมันขาดนะ โอ้โฮ! กายกับจิตนี้แยกกันหมด โลกนี้ราบหมดเลย ไม่มีสิ่งใดเลย ก็อยากได้อย่างนั้นอีก เวลาขึ้นไปกราบเรียนท่าน พอถ้าอย่างนั้น ความเห็นผิดไง

มันจะบ้าหรือ เวลากิเลสมันขาด มันก็ขาดหนเดียวเท่านั้นน่ะ

คำว่า หนเดียวเท่านั้น” ไง คำว่า หนเดียวเท่านั้น” มันไม่มีอีกแล้ว ติดอยู่ ๕ ปี

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ไอ้เราที่พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าของเรานั่นน่ะ มันพิจารณาแล้วพิจารณาเล่า มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ พอไม่ใช่แล้วนะ มันเข็ด เพราะอะไร เพราะมันพะว้าพะวง แล้วเมื่อไหร่มันจะขาดล่ะ แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นความจริงล่ะ

ไม่สนใจมัน พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันพิจารณาจบแล้ว มันปล่อยวางหมดแล้ว ก็ตั้งสติ แล้วทำความสงบของใจเข้ามา แล้วพิจารณาต่อเนื่องไป ถึงที่สุดแล้วมันก็จะปล่อยวางๆ เวลามันจะขาด มันขาดโดยธรรมชาติ

เราก็คิดว่ามันจะปล่อยไง เราก็ทำ เวลามันขาด ผลมันแตกต่างไง ตทังคปหานกับสมุจเฉทปหานที่เราประสบมา มันถึงชัดๆ ไง เวลาชัดๆ ขึ้นมาแล้ว

แล้วก็มีผู้ที่ปฏิบัติอีกมากมายเลย เวลาปฏิบัติไปแล้ว เวลามันพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เวลามันปล่อยๆ น่ะ มันปล่อยแล้ว

ปล่อย เราก็รู้ เราก็เคยปล่อย เราก็รู้ว่าความรู้สึกการปล่อยมันมีความสุขแค่ไหน ความรู้ความปล่อยมันมหัศจรรย์แค่ไหน แต่มันก็แค่นั้นน่ะ แล้วแค่นั้นแล้วทุกคนจะเชื่อมาก นี่ได้มรรคได้ผล

สุดท้ายแล้วนะ ถ้าใครมาปรึกษาเรา เราให้ทำซ้ำ เขาก็งงๆ นะ คำว่า ทำซ้ำ” มันซ้ำอย่างไรล่ะ แล้วถ้างงๆ แล้วถ้าเขาไม่ได้ทำหรือว่าเขาประมาท เสื่อมหมดเลย

คนที่เคยทำได้อย่างนี้ พิจารณากายแล้วปล่อยกาย พิจารณาเวทนาแล้วปล่อยเวทนา สุดท้ายแล้วเสื่อมหมด เสื่อมหมดแล้วกลับมาปฏิบัติใหม่ กลับมาแบบเริ่มต้นใหม่เลย เตาะแตะเลย

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นตามความเป็นจริงนะ จะรู้เหตุการณ์อย่างนี้ เวลาที่มันปล่อยแล้วๆ ปล่อยแล้วประมาท คิดว่าเราได้มีคุณธรรม มันมีคุณธรรมตอนที่เรายังมีสติ มันก็มีความสุขของมัน เพราะว่าเราประพฤติปฏิบัติ เรามีสติ เรามีสมาธิ เรากำลังฝึกหัดใช้ปัญญา

แต่เวลามันเสื่อมนะ เวลาเสื่อม หลวงตาท่านพูดว่า จิตเสื่อมๆ มันเหมือนเศรษฐีล้มละลาย แล้วผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเหมือนกับบุคคลผู้เริ่มทำธุรกิจ มันยังไม่มีทรัพย์สมบัติ มันก็ทำด้วยความสบายใจของมัน แต่คนที่เคยเป็นเศรษฐี เคยมีธุรกิจ แล้วล้มละลาย แล้วมีหนี้สินด้วย ต้องใช้ ต้องเป็นตัวแดงด้วย

นี่เวลาจิตเสื่อมเป็นอย่างนั้น เวลาจิตเสื่อมทุกข์ยากมาก กว่าจะประพฤติปฏิบัติมา ฉะนั้น เวลาคนที่จิตเสื่อมไปแล้วจะหันกลับมาปฏิบัติ จะเริ่มต้นใหม่ ยากมาก

นี่พูดถึงว่าเวลาจิตมันเสื่อมไง ฉะนั้น เวลาจิตมันเสื่อม นี่คืออาการกิเลส

กิเลสอย่างหลานมัน ลูกมัน พ่อแม่มัน ปู่ย่ามัน มันแต่ละแง่มุมมันยึดมั่น หรือว่ามันให้ผลให้โทษกับใจแตกต่างกัน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน จะย้อนกลับมานี่ ย้อนกลับมา

มีวิธีการอย่างไรที่ตั้งความหวังที่ไม่หวังผลการปฏิบัติ

ถ้าไม่หวังผลในการปฏิบัติ เพราะเราก็เคยหวังผล เพราะนิสัยคนมันจริงจัง ถ้าจริงจังแล้ว หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง คณิตศาสตร์ชัดๆ แล้วเวลาปฏิบัติเป็นคณิตศาสตร์ไหม ทำไป ๕ ชั่วโมง ได้ ๒ นาที ทำไป มันไม่เห็นมีคณิตศาสตร์มาตอบโจทย์เลย

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราคิดแบบนี้ นิสัยอย่างนี้ มีความคิดอย่างนี้ มันก็จะฝังใจอย่างนี้ แล้วฝังใจอย่างนี้ คำถามนี้มันเป็นสิ่งที่ตอบเรื่องของโยมในตัวมันเอง ถ้าหวังอย่างนี้ ก็จะทุกข์อย่างนี้ ถ้าปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำของเราไป

แล้วทำแล้วไม่ใช่ทำทิ้งๆ ขว้างๆ นะ ทำต้องตั้งสติดีๆ แล้วทำให้มันถูกต้องชอบธรรม พยายามของเราขึ้นไป จะได้มากได้น้อย ให้มันเป็นสัมมาทิฏฐิ ให้มันถูกต้องชอบธรรม จะได้มากได้น้อย อยู่ที่วาสนาของคน

วาสนาๆ พอพูดถึงวาสนานะ มันก็ย้อนกลับมาที่เราทำบุญกันนี่ไง เราทำมามาก ทำมามาก

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว ใครก็บอกว่าเพราะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงทุกคนยกย่องบูชาขนาดนั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่ มันเกิดเพราะว่าเราได้สร้างสมมาอย่างนี้ ท่านได้เสียสละของท่านมา ท่านได้ทำบุญกุศลของท่านมา ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านเสียสละมามากมายมหาศาลขนาดไหน ท่านทำของท่านมามันถึงเป็นแบบนั้น

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราได้ทำบุญทำกุศล นี่ไง ที่เราเน้นย้ำเรื่องวาสนาๆ

คนเรานะ แข่งอำนาจวาสนากันไม่ได้ เพราะอำนาจวาสนามันเกิดจากอดีต อดีตที่นานไกลที่เราไม่รู้ ใครจะไปแก้ไขประวัติศาสตร์ได้ ไม่ได้ เราอยู่กับปัจจุบันกับอนาคตที่ยังเป็นคนดีอยู่ จะสร้างคุณงามความดีไป เราอยู่กับปัจจุบัน แต่ถ้าอนาคตมันล้มเหลว เราก็จะทุกข์ยากไป

อดีตแก้ไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึง ฉะนั้น สิ่งที่เราระลึกถึงได้ ก็ระลึกถึงปัจจุบันนี้ แล้วเราพยายามจะประพฤติปฏิบัติ จะสร้างคุณงามความดี แล้วการประพฤติปฏิบัติ

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์ได้หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง

นี้เป็นสัจจะ นี้เป็นความจริง แล้วเราทำอะไรอยู่

เรากำลังทำสมาธิ เราฝึกหัดสติปัญญา ร้อยหนพันหน ร้อยหนพันหน แต่สิ่งที่ว่าทาน ศีล มันก็เป็นเครื่องหนุน คือวาสนาที่มันส่งไง

ปฏิบัติบูชานะ

ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเยอะแยะไปหมด มากมาย เพราะหลวงปู่มั่นท่านก็มีเล็งเห็นอนาคตเหมือนกัน ท่านพยายามสร้างธรรมทายาทไง ท่านพยายามสร้างธรรมทายาท ลูกศิษย์ลูกหารุ่นที่ ๑ รุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๓ มันเป็นการยืนยันให้ศาสนานี้มั่นคงมาก

แม้แต่มีครูบาอาจารย์เป็นเกจิอาจารย์แต่ละองค์ในประเทศไทย ดูลูกศิษย์สิ ไม่มีเลย ไม่มีรุ่นที่ ๒ ไง รุ่นที่ ๑ ตามข้อเท็จจริง สังคมต้องตรวจสอบ แล้วรุ่นที่ ๒ มายืนยันล่ะ แล้วรุ่นที่ ๓ ล่ะ

นี่อำนาจวาสนานี้มหัศจรรย์มาก เพราะหลวงปู่มั่นก็คือหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านจะเป็นที่รู้จักของสังคมมาก ก็หลวงตาพระมหาบัวมาเขียนประวัติหลวงปู่มั่น

ถ้าไม่มีประวัติหลวงปู่มั่นยืนยันว่าหลวงปู่มั่น ตัวตนของท่านในแนวทางการปฏิบัติของท่าน เราก็ได้ยินแต่ชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณไง แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านเอา ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เหมือนกับเอาหลวงปู่มั่นออกมาประกาศกับสังคมให้สังคมยอมรับไง

เวลาดูครูบาอาจารย์สิ ครูบาอาจารย์นะ มีชื่อเสียงในตำบล ในอำเภอ ในภูมิภาค ถ้ามีทั้งประเทศล่ะ แล้วนี่มันไปทั้งโลก อำนาจวาสนาของคนมันยิ่งใหญ่มาก แต่ในการประพฤติปฏิบัติมันต้องมีข้อเท็จจริงอย่างนั้น ถ้ามีข้อเท็จจริงอย่างนั้น

เวลาที่ว่ามีวิธีการอย่างใด ไม่ให้ตั้งความหวังในผลของการปฏิบัติ

เวลาอภิธรรมเขาบอกง่ายๆ เลย ก็ปฏิบัติโดยความไม่อยากไง ถ้าอยากมันเป็นกิเลส ก็ปฏิบัติความไม่อยาก

มันต้องมีความอยาก อยากในมรรค อยากในการสร้างคุณงามความดี แต่เราไม่อยากในผลไง ถ้าอยากในผล นั่นน่ะมันคาดหมาย เหมือนคนซื้อหวยก็อยากถูกรางวัลที่หนึ่งๆ ถมเงินไปเถอะ ถมลงไป เมื่อไหร่มันจะได้รางวัลที่หนึ่ง ก็ความอยากไง ความหวังไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามีความหวัง หวังผลๆ แต่ถ้าเราปฏิบัติโดยไม่หวังผล ไม่ซื้อหวยด้วย แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติของเราเอง แล้วถ้าทำของเราเอง ภาษาเรานะ สิ่งที่มันจะคิดได้มันต้องเข็ดน่ะ มันเจ็บจนเข็ด พอเข็ดแล้วมันคิดได้ การคิดได้นั่นน่ะคือการแก้ การคิดได้คือการแก้

แต่เวลาเขาเขียนมา เห็นไหม เวลาว่า หนูทิ้งรายได้ทั้งหมดจากกรุงเทพฯ ต้องกลับไปดูแลผู้มีพระคุณ เป็นทั้งอัลไซเมอร์ เป็นทั้งไบโพลาร์ ต้องพลิกไปพลิกมา

อันนี้มันเป็นกรรมของสัตว์ เพราะกรรมของสัตว์ เป็นผู้มีบุญคุณที่เรานับถือบูชาเหมือนพ่อของเรา เพราะเขาให้ชีวิตมา เขาให้ต่างๆ มา เราก็ตอบสนอง

กตัญญูกตเวที ไอ้นี่เป็นเครื่องยืนยัน งานอย่างนี้ถ้าเป็นชาวพุทธต้องทำ แล้วทำด้วยความชื่นบานด้วย เพราะอะไร นี่มันเป็นการแสดงออกของธรรมไง อย่างนี้ต้องทำ

เวลาพระกรรมฐานๆ ถ้าครูบาอาจารย์เจ็บไข้ได้ป่วย มันเรื่องเล็กน้อยมากนะ เพราะอะไร เพราะอุปัฏฐากมันของง่ายๆ แต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บถ้ามันหาย ธรรมโอสถๆ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

อันนี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อเรามีความจำเป็น เราต้องกลับไปตอบแทนบุญคุณ ตอบสนองคุณนะ เราควรทำและต้องทำด้วย แล้วพอทำแล้ว เราจะไปประพฤติปฏิบัติที่นั่น เราหวังผลในการปฏิบัติที่นั่น เราทำ

จะบอกว่า กรรมมันกำหนดให้เราเป็นอย่างนี้ไง ถ้ากรรมกำหนดมาให้เป็นแบบนี้ เราก็ต่อยอดจากตรงนี้ไป ถ้าต่อยอดจากตรงนี้ไป เราทำสิ่งใดของเรา เราก็วางใจของเรา

อย่างที่ว่า ถ้าจะวางความหวังผล ก็ความที่เข็ดขยาดกับความหวังผล มันให้แต่โทษ ให้แต่ความทุกข์ความยาก

ฉะนั้น ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติของเรา ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันก็ยับยั้งอย่างที่ว่าความอยากอันนี้ด้วย สติมันยับยั้งได้หมดเลย

แต่นี่บางทีมันก็พลั้งเผลอไง คิดอย่างนี้คิดว่ามันเป็นกุศล มันคิดว่าเป็นแง่บวกในการปฏิบัติของเรา ว่าคิดถูกไง ถ้าคิดถูกมันให้ผลเป็นความให้การปฏิบัติมันเหลวไหลไง มันเป็นไปไม่ได้ไง เพราะมันคาดมันหมาย มันเหมือนกับว่า ภาชนะที่มันพร่องน้ำ เสียงดังตลอดเวลา

นี่เหมือนกัน สิ่งที่มันขาดแคลนกลางหัวใจ แล้วก็คาดหวังอยู่อย่างนั้นน่ะ เหมือนกับกาน้ำที่ขาดน้ำ เคลื่อนไหวมีแต่เสียงดังทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าเราทำของเราบ่อยครั้งเข้าๆ ให้มันเป็นประโยชน์กับเราขึ้นมาเอง

ฉะนั้น สิ่งที่เราทำของเราไว้เป็นประโยชน์อย่างนั้น

แล้วถ้าปฏิบัติ เขาบอกว่าเขาไปทำเถียงนาไว้ แล้วไปภาวนาได้แค่ ๔ คืน

ถ้า ๔ คืน ถ้าถึงเวลาแล้ว สิ่งนั้นเรากลับไปใหม่ เรากลับไปที่ภาวนาอย่างนั้น ผีก็คือผี ถ้าเรามีบุญกุศล เราอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป ถ้าเขามีบุญกุศล ถ้ายิ่งมีผีมีสาง มันยิ่งทำการภาวนาให้ก้าวหน้า ถ้าเราระงับความกลัวของเราได้ เราระงับความกลัวของเราได้

เห็นไหม เรามีเวรมีกรรม เราก็กลับไปดูลุงของเรา เราไปสร้างเถียงนาไว้เพื่อจะประพฤติปฏิบัติ มันต้องมีคนเชิดชูบูชา ไอ้นี่ไปประพฤติปฏิบัติแล้วกลับมีผีมีสางมาหลอกมาหลอนให้เราตกอกตกใจไง

ถ้าผีมาหลอกมาหลอน ผีเขามาให้กำลังใจก็ได้ เขามาให้เราประพฤติปฏิบัติมีแนวทางก็ได้ สิ่งที่เราระลึกได้อย่างนั้นนะ ถ้ามันระลึกได้อย่างนั้น มันเป็นบุญเป็นคุณไง

กรณีอย่างนี้ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ ท่านไปปฏิบัติอยู่ในป่าในเขาไง ถ้าไปเจอผีหรือเจอจิตวิญญาณที่เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาจะคอยเพ่งโทษ เขาจะคอยนั่นน่ะ

ถ้าเราทำของเรา ทำของเราให้ดีงามขึ้นมา ถ้าเราทำของเราดีงามขึ้นมานะ ถ้ามันชนะใจของเขา ถ้าชนะใจของเขานะ เขาอนุโมทนากับเราด้วย แล้วเขาคุ้มครองดูแลเราด้วย แล้วเขาได้บุญกุศลด้วย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นนะ การปฏิบัติเรามันจะราบรื่นไง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าไปเถียงนาแล้วมันมีผีมา ตอนนี้ไม่ได้ไปเลย

จะไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ เพียงแต่ว่าขอให้เรามีความสงบสุขในใจของตน การปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยทั่วไปอภิธรรมเขาจะติฉินพวกพระป่าไง ปฏิบัติแล้วมันทุกข์มันยาก ปฏิบัติแล้วมันมีแต่ความแห้งแล้ง การปฏิบัติมันต้องมีความสุขสิ การปฏิบัติต้องหน้าชื่นตาบาน อย่างนี้ถึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง

ก็เลยสร้างแต่หน้าชื่นตาบาน แต่หัวใจเศร้าหมอง หม่นหมอง เพราะอะไร เพราะมันมีแต่เปลือกๆ

การปฏิบัติของเรามันจะทุกข์จะยากขนาดไหน การปฏิบัติจะทุกข์จะยาก จะปฏิบัตินะ ทุกข์ ถ้ามันทุกข์มันยาก ทุกข์เพื่อแก้ทุกข์ไง ถ้ามันพอใจ มีการกระทำเป็นสัจจะความจริง ทุกข์ไหม ทุกข์ แต่ทุกข์อย่างนี้ทุกข์ถ้ามันจะรู้เท่าทันทุกข์ ถ้ามันรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตน ไอ้ที่ว่าวิตกกังวล ที่ปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล มันจะวางหมดเลย แล้วที่ปฏิบัติมาได้ผลหมดเลย ได้ผล ได้ผลเพราะปฏิบัติเป็นจริตเป็นนิสัย

แล้วถ้าปฏิบัติเป็นจริตเป็นนิสัย แล้วดูคนที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ เขาทุกข์เขายากกว่าเรามากหรือน้อยขนาดไหน แล้วเวลาเขาทุกข์มากน้อยขนาดไหน เวลาเขาทุกข์เขายากแล้ว เขาบอกเป็นความสุขของเขาอีกต่างหาก เขาพอใจของเขา กินเหล้าเมายา เขาว่าเสพสุข เขามีความสุขทั้งนั้นน่ะ

แต่ภาษาเรานะ เสียทั้งเงิน เสียทั้งสุขภาพ เสียทั้งสังคม เสียทุกอย่างเลย ไม่เห็นมีได้อะไรขึ้นมาเลย แต่เขามีความสุข

ถ้าปฏิบัติอย่างนั้น ไร้สาระ

เราทำของเรา เราเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราการกระทำแบบนี้ เราปฏิบัติของเราให้ประสบความสำเร็จของเรา ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่คาดไม่หวัง

ถ้ามันคาดมันหวัง กิเลสซ้อนกิเลสไง

เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล ธรรมชาติของเรา เรามีความอยาก คือกิเลสอันหนึ่ง แล้วความอยากอันนี้มันอยากเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แล้วอยากแล้วผิดศีลผิดธรรม อยากจะเอาแต่ได้โดยที่ไม่มีเหตุมีผล

ไอ้นั่นความอยากอย่างนั้นมันเป็นกิเลส แล้วถ้าความอยากในศีลในธรรม ความอยากในการสร้างคุณงามความดี มันเป็นกิเลสตรงไหนล่ะ แต่เรื่องจะไม่มีความอยากเลยมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าความอยากอย่างนี้มันเป็นประโยชน์ขึ้นมา เป็นประโยชน์กับธรรมด้วยนะ ไม่ใช่ประโยชน์กับเรา

ประโยชน์กับธรรมๆ คือทำแล้วมันถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรมแล้ว ความชอบธรรมนั้นชนะทั้งหมดไง สุจริตชอบธรรมเป็นการคุ้มครองเรา เราปฏิบัติตามนั้น

นี่พูดถึงว่าเถียงนานะ

ทำอย่างไรถึงจะเลิกตั้งความหวัง หรือสลัดอารมณ์ในการนั่งสมาธิที่เคยเกิดขึ้น หรือนั่งเพื่อจะได้นับจำนวนชั่วโมง

ก็มีความภูมิใจอยู่ไง เราเคยภูมิใจว่าเราเคยได้ ๒–๓ ชั่วโมงสบายๆ เราเคยปฏิบัติแล้วมันประสบความสำเร็จ ปฏิบัติแล้วมันมีความสุข ปฏิบัติแล้วมีความชอบธรรมตลอด อันนั้นปฏิบัติชอบธรรม เพราะมันยังไม่ได้เข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสไง

แต่เวลาละทิ้งหมดเลย สิ่งที่ว่ารายได้จากกรุงเทพฯ หน้าที่การงานละทิ้งหมดเลย กลับไปเพื่อจะตอบสนองบุญคุณ กลับไปอยู่บ้านเดิมของตนน่ะ

นั่นน่ะคือโอกาสแล้ว แล้วเราทำของเรา

สิ่งที่ทำๆ อยู่มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกติกาที่กำหนดชีวิตเรามาแล้ว เพราะเราเกิดมาในสภาวะสังคมอย่างนี้ ในข้อเท็จจริงอย่างนี้ แล้วเราทำของเราในปัจจุบันนี้

แล้วเราทำ กำหนดเลย เห็นไหม ฟุตบอล ก่อนจะลงสนามหรือแข่งเสร็จแล้วเรื่องหนึ่ง แต่ขณะที่เราลงไปในสนามแข่งขัน กำหนดเวลา ๙๐ นาที ใน ๙๐ นาทีเปรียบเหมือนชาติปัจจุบันนี้

ชาติปัจจุบันนี้ เราแก้ไขที่ชาติปัจจุบันนี้

สิ่งที่กำหนดมา ก่อนแข่งขันเขาต้องเตรียมทีม เขาต้องคัดตัว เขาต้องฝึกซ้อม ร้อยแปด แล้วถ้าแข่งขันจบไปแล้ว ผลแพ้หรือชนะก็อีกเรื่องหนึ่งไง

นี่ก็เหมือนกัน อดีตอนาคต ในปัจจุบันนี้กำหนดให้ลงในสนามแข่งขัน เรากำหนดแล้วเรามีสถานะอย่างนี้ เรามีการกระทำแบบนี้ ในเกม ในชีวิตประจำวัน ในการปฏิบัติ เวลา ๙๐ นาทีคือเวลาในชีวิตนี้ เรามีโอกาสแก้ไข มีโอกาสกระทำ เรากระทำที่นี่

ไอ้เรื่องการที่ตั้งความหวังๆ มันอยู่ที่จริตนิสัย ถ้ามันตั้งความหวังแล้วมันทุกข์มันยากอย่างนี้ แล้วมันจะเข็ดขยาดไปเอง

เพราะเราก็เคยเป็นแบบนี้ เราเคยตั้งความหวังกำหนดทั้งหมดน่ะ เสร็จแล้ว พอกระทำไปแล้ว มีประสบการณ์แล้ว เออ! วางไว้หมดเลย เพราะวางหมดแล้ว เราวางความหวัง แต่ไม่วางความเพียร ไม่เคยวางความเพียรเลย ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ เราเหมือนเดิม แต่ไอ้ความหวังเราวางเลย เพราะเข็ด แล้วเวลามันเป็นจริงนะ เอ๋อเลย เอ๊อะ! เป็นอย่างนี้นะ เอ๊อะ! เอ๊อะ! โอ้โฮ! เข้าใจหมดเลย

แล้วเวลามาตอบปัญหา มีคนมาถามอย่างนี้เยอะ ถามอย่างนี้เยอะ มันอยู่ที่วาสนาของคนนะ

นี่พูดถึงว่า เราจะละอย่างไร

ละต่อเมื่อมันเข็ดขยาดกับกิเลสตัวนี้ มันเข็ดขยาดกับอารมณ์อย่างนี้ แล้วมันวางเอง วางแล้วเรามาทำของเรา เพราะเราไประลึกถึงอารมณ์เดิม มันก็เจ็บๆ แสบๆ อย่างนี้ แต่ถ้าเราปล่อยวางมันไป แล้วเรายังประพฤติปฏิบัติของเราอยู่แบบเดิม มันจะเจริญก้าวหน้าไป จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๘๓. เรื่อง “จ่อลงไปที่ร่าง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ หลังจากที่เกล้าได้รับภารกิจงานในแต่ละวันเสร็จแล้ว ก่อนนอนกลางคืน หลังจากไหว้พระสวดมนต์เสร็จ จะเปิดเทศนาของครูบาอาจารย์ภาคปฏิบัติ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง หลายเทศน์หลายกัณฑ์ต่อเนื่อง ๗ คืน บางคืนก็หลับไป แต่ตื่นก่อนเทศน์จะจบกัณฑ์ บางคืนก็หลับไปเลย แต่ขณะที่ฟังนั้นไม่ได้กำหนดคำบริกรรม คือจะตั้งใจเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะไม่ได้เนื้อความ คือได้ยินแต่เสียงเทศน์อยู่

มีอยู่คืนหนึ่ง เกล้าเปิดเทศน์ของพระองค์หนึ่งที่เทศน์เป็นภาษาอีสาน (ภาษาเล่าให้ฟัง) พอจะจบเทศน์ก็รู้ว่าต้องตื่น แต่กลับมีอาการวูบๆ เป็นชั้นๆ เข้าไปเห็นร่างกาย แต่เหมือนไม่ใช่กาย ยิ่งพยายามตื่นยิ่งหน่วงวูบไป แล้วรู้อยู่ในกายนิ่งๆ อยู่

ผู้กลัวก็กลัว ผู้เห็นก็เห็นว่ากลัว และสัมผัสอาการนั้นได้ ร่างนี้ก็รู้สึกว่ามันผ่องๆ คือแน่นตึงไปหมด หนังศีรษะ ปาก ฟัน เนื้อตัว ทั้งร่างกายเหมือนจะระเบิด เริ่มสับสนแล้วมันคืออะไร พยายามตื่นก็ตื่นไม่ได้ แล้วมีเสียงผุดขึ้นมาว่า “ให้จ่อลงที่กาย”

เกล้าก็จ่อเพ่งที่อาการนั้นตามเสียงบอก มันกลับถอยจนตื่นมาระลึกได้ว่ามันเป็นเวทนา เกล้าเลยน้อมเข้ามาอาการวูบนั้นใหม่ แต่กลับออกไปฝันเห็นนั่นนี่ แต่ความสะเทือนใจนั้นยังมีอยู่ เลยจดจ่ออยู่กับอาการสะเทือนนั้นโดยไม่สนใจเรื่องราวของความฝัน จึงปรากฏอาการอย่างแรกไม่มีผิดเพี้ยน บวมๆ ตึงๆ

ทีนี้เลยเริ่มพิจารณา คือให้ตนเข้าใจว่าอาการแบบนี้มันคือเวทนา กลับไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าใจ มันถอยออก แต่ไม่ตื่นจากฝัน เกล้าก็เลยน้อมเข้าไปอีก ก็บริกรรมพุทโธเร็วๆ วูบเข้าไปอย่างเดิม อยู่ท่ามกลางอาการของกายอย่างเดิม แต่ครั้งนี้ชัดมาก คือเบา ลอย ร่างบวมแน่น เป็นที่สุดใกล้จะระเบิด

เกล้ารู้สึกว่าทนไม่ไหว คือมันเห็นเป็นสองอย่าง คือกายและคำบริกรรม ยิ่งตั้งบริกรรม อาการนั้นยิ่งแน่น เลยเพ่งอาการนั้นออกไปดังคลื่นน้ำใสๆ เป็นวงเป็นคลื่นออกไปแบบแผ่เมตตา อาการทุกอย่าง ภาพฝัน เสียงที่ไม่เป็นเสียง คือฟังศัพท์จับไม่ได้ความ ค่อยๆ ราบเรียนสงบลง ก็ตื่นมาอยู่ในสภาวะปกติ เวลา ๐๐.๔๖ น. ของคืนนั้นพอดี หัวใจเต้นตึกๆ สะเทือนใจมาก ไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยครับ

เกล้าอยากถามว่า ทำมาถูกต้องไหมครับ จะดำเนินการพิจารณาอย่างไรถ้าหากเกิดอาการดังกล่าวอีก ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยเมตตาชี้แนะทางแก้ไขให้เกล้าด้วยครับ กราบนมัสการอย่างสูง

ตอบ : อาการๆ เขาบอกกำหนดฟังพุทโธ กำหนดฟังเทศน์ต่อไป

ฟังเทศน์ก็คือฟังเทศน์ ปฏิบัติก็คือปฏิบัติ

แล้วคนที่ปฏิบัติมันมีอำนาจวาสนา มีจริตนิสัยมากมายมหาศาล ฉะนั้น เวลาเราปฏิบัติของเรา เราก็ปฏิบัติของคนนะ เวลาคนปฏิบัติ ปฏิบัติวิปัสสนาอ่อนๆ คือมีความรู้สึกนึกคิดของตนตลอดไป เวลาทำความสงบของใจเข้ามา อำนาจวาสนาของคนมากน้อยขนาดไหน

เวลาการประพฤติปฏิบัตินะ ทำบุญร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับสมาธิหนหนึ่ง สมาธิร้อยหนพันหนไม่เท่ากับภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง นี่พูดถึงหลักการในการประพฤติปฏิบัติ

แต่เวลาหลักการในการประพฤติปฏิบัติ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมารอดพ้นและปฏิบัติด้วยความถูกต้องชอบธรรม มันมีกี่องค์ นอกนั้นก็ปฏิบัติเพื่อเป็นจริตนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของตัวทั้งสิ้น

เวลาเราประพฤติปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐินะ ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็ให้เป็นอำนาจวาสนาของตนติดกับนิสัยของตนไป เพื่ออำนาจวาสนาต่อเนื่องไป

แต่ที่ปฏิบัติตามความเป็นจริงๆ เวลาทำความเป็นจริงนะ มันมีสัจจะมีความจริง แล้วมันเห็นตามความเป็นจริง ในเวลาความเป็นจริงที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมท่านเทศน์ไว้

นี่ก็เหมือนกัน เวลาฟังเทศน์ๆ ฟังเทศน์ก็เป็นฟังเทศน์ เวลาฟังเทศน์ ฟังเทศน์เอาบุญ ฟังเทศน์แล้วมันไม่เข้าใจไง ทีนี้ฟังเทศน์ไม่เข้าใจแล้วก็ฟังมาทุกคืนๆ ฉะนั้น เวลาฟังไปๆ เวลาอาการที่มันเกิด มันก็เกิดจากบุญกุศล จากวาสนาไง วูบไปเลย แล้วไปรู้ไปเห็น ไปเห็นกาย

ยังดีนะ ยังมีธรรมตามมา เสียงสั่งให้กำหนดลงไปที่กาย

แต่ก็กำหนดไม่เป็น กำหนดไม่ถูก เวลากำหนดไม่เป็น กำหนดไม่ถูก ทำสิ่งใดไม่ได้ เข้าๆ ออกๆ อย่างนั้นน่ะ เพราะมันตกใจก็คลายออกมา พอคลายออกมา มันก็เข้าไปอีกไง พอเข้าไปอีก อันนี้มันเข้าไปโดยอัตโนมัติ เข้าไปโดยขาดสติ เข้าไปโดยที่ว่าเราไม่ได้เป็นผู้ควบคุม เราไม่ใช่เป็นผู้บริหารงาน

แต่ถ้ามันเป็นฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เขามีสติปัญญาตั้งแต่กำหนดพุทโธๆ กำหนดปัญญาอบรมสมาธิ มีสติปัญญาตลอด จะรู้จะเห็นสิ่งใด เราก็รู้เห็นโดยสติ โดยที่เรายังมีสติ มีความรู้สึกรอบคอบ

แต่ไอ้นี่ถ้ามันไปเกิดเป็นนิมิต เกิดเป็นความรู้เห็น มันเห็น แต่ควบคุมไม่ได้ เราควบคุมไม่ได้ มันก็งงๆ อย่างนี้ไง มันงงๆ อย่างนี้เพราะเริ่มต้นฝึกหัดใหม่มันจะเป็นแบบนี้ เป็นแบบนี้เพราะเราไม่ได้ฝึกหัด

เวลาคนจะขอใบขับขี่ มันต้องไปฝึกหัดขับรถนะ ไอ้นี่ฝึกหัดขับหัวใจ แล้วหัวใจมันคุมยากกว่ารถ รถน่ะ คนที่ขับไม่เป็น เขาไปขอใบขับขี่ ต้องสอบทฤษฎีก่อน แล้วก็ลองภาคปฏิบัติถอยหน้าถอยหลัง ถอยหน้าถอยหลัง ชนกรวยหมดล่ะ

อันนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องสงสัย แล้วไม่ต้องไปกังวล สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเป็นข้อเท็จจริงของจิต แต่เวลาในวงการปฏิบัติ เราจะทำคุณงามความดีของเรา

นี่เขาบอกว่า ๑. ทำมาอย่างนี้ถูกทางหรือไม่

คำว่า ถูกทาง” นะ ฟังธรรมๆ ก็กำหนดจิตไว้ แล้วมันจะเกิดสิ่งใดก็ค่อยแก้ไขไป แนวทางปฏิบัติเราก็ทำของเรา แล้วก็อยู่ที่โอกาสของบุคคล โอกาสของแต่ละคนได้มากน้อยขนาดไหน

แต่นี่เรายังมีบุญนะ เรายังมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วเปิดเทศน์ฟังทุกคืนเลย

ก็ฟังไป ๑๐๓.๒๕ ดีที่สุด เพราะว่าเทศนาว่าการถูกต้องชอบธรรม เพียงแต่ว่าเราจะได้ผลประโยชน์หรือไม่ได้ผลประโยชน์เท่านั้น ผลประโยชน์คือเข้าใจ แล้วเข้าใจแล้ววาง แล้วทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

อันนั้นคือฉลากยา ฉลากคือเราศึกษาทางทฤษฎี แล้วเรามาทำความจริงของเรา

ทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

วิธีการทำถูก เราเปิดเทศน์แล้วฟัง ฟังเทศน์ ฟังเทศน์ไม่ได้กำหนด ไม่ได้สิ่งใดเลย แล้วสติ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สติมันมีอยู่บ้างมันถึงวูบไปอย่างนั้น แล้วยังดี ยังควบคุมได้ ยังดูแลรักษาได้ วูบไปๆ เราก็กลับมา กลับมาฝึกหัดใหม่ สติมันจะเข้มแข็งขึ้น สติมันจะดีขึ้น ถ้าต่อไปจะอะไรสิ่งใดเกิดขึ้น มันมีสติควบคุมดูแลอยู่

เวลาเขาปฏิบัติ ว่างๆ ว่างๆ เขาปล่อยปละละเลย สติเขาอ่อนด้อย เวลาเรากำหนดพุทโธ เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เวลาจิตมันสงบระงับเข้ามา มันมีสติสัมปชัญญะ มันมีสติควบคุมดูแล สัมมาสมาธิ

ถ้าขาดสติมันสักแต่ว่า เวลามันขาดการควบคุมดูแลนะ อารมณ์ความรู้สึกมันก็หมุนไป เวิ้งว้างของมันไป แล้วใครดูแล

แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา จิตสงบโดยสติสัมปชัญญะ สุขมันก็รู้ว่าสุข กำลังก็รู้ว่ากำลัง ทุกอย่างมันรู้กำลัง รู้สถานะชัดเจนของมัน สมาธิก็คือสมาธิ แล้วเดี๋ยวเวลามันคลายออกล่ะ อยากเข้าอีกเข้ายากมาก

แต่ถ้าฝึกหัด ตั้งอารมณ์ แล้วดูแลของมัน เวลาเข้า ละเอียดเข้ามาก็รู้ว่าละเอียด เวลามันซ่าออกมา มันคลายตัวออกมาก็รู้ แล้วจะเข้าอีกเข้าอย่างไร ฝึกหัดจนมีความชำนาญ นี่ว่าทางที่ถูกต้อง

แต่นี่เราทำของเรา ไอ้เรื่องสติ เรื่องการควบคุม มันยังไม่ได้เกิดขึ้น ไอ้ที่เกิดขึ้นมันส้มหล่นไง ฟังเทศน์ๆๆ มันวูบไปเลยนะ ไปเห็นกายของตน มันตึงๆ แน่นๆ อะไร มันรู้ของมัน

ความจริงมันต้องรู้สึกตัว ไอ้นี่มันรู้ตึงๆ แน่นๆ รู้อารมณ์ไง รู้อารมณ์หมายความว่าอารมณ์ ความที่มันเป็น มันตึง

ชัดๆ ของเรา ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมันนะ สงบก็คือสงบ ถ้าเห็นกายๆ เราเป็นคนเห็น ถ้าเราเป็นคนเห็น เราพิจารณาได้ อุคคหนิมิต วิภาคะ ให้มันแยกส่วน ขยายส่วน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นคือเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าเห็นตอนนั้น นั่นถูกต้องชอบธรรม

ไอ้นี่มันเห็นโดยส้มหล่น เห็นโดยที่ว่าวูบไป เริ่มต้นจากสติ ๕๐–๕๐ แล้วก็ไปเรื่อย แต่ถ้าไม่มีสติเลย เหมือนกับฝันไปเลยนะ ไม่รับรู้อะไรเลย เห็นเป็นภาพ แล้วมาทบทวนเอาตอนออกจากอาการนั้นค่อยเห็น

นี่ข้อที่ ๑.

๒. จะดำเนินการพิจารณาอย่างไร ถ้าหากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นอีก

จะพิจารณาอย่างใด ต้องมีสติสัมปชัญญะก่อน

จะดำเนินการอย่างใด ดำเนินการอะไรไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเหมือนส้มหล่น มันเป็นอาการ เป็นเงาที่ควบคุมไม่ได้ เราควบคุมไม่ได้ใช่ไหม เราเห็น เราควบคุมไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีธรรมมาบอกว่าให้จี้ลงที่กายนั้น เราก็ทำไม่ได้ เพราะเราอ่อนด้อย เราฝึกหัด เราปฏิบัติ แต่เรายังไม่เข้มแข็งพอ

ถ้าฝึกหัดเข้มแข็งพอ สมาธิก็เป็นสมาธิ ถ้ามันเห็นของมัน มันชัดเจน สิ่งที่จะเห็นได้คือสมาธิต้องตั้งมั่น สมาธิต้องมีพื้นฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้น แล้วเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเรานั่งสมาธิหรือเดินจงกรม เดินจงกรมก็เห็น ลืมตาอยู่อย่างนี้ก็เห็น

ถ้ามันเห็น เห็นเพราะอะไร

เห็นเพราะจิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง แล้วถ้าเห็น เราเป็นคนเห็น เราเป็นคนควบคุม เหมือนที่ว่าสติร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนั้นน่ะถึงจะพิจารณาได้

อย่างนี้จะทำอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร

ดำเนินการก็ฝึกหัดอย่างนี้ แล้วตั้งสติให้ดี แล้วควบคุมให้ดี

เข้าตามตรอก ออกตามประตู เป็นสมาธิก็เป็นสมาธิ เข้าไปเป็นสมาธิ เข้าตามตรอก ออกตามประตู เข้าบ้านก็เปิดประตูบ้าน ในบ้านมีห้องมีหับ มีทรัพย์สมบัติที่ไหนบ้าง เข้าใจ

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบแล้ว เข้าตามตรอก ออกตามประตู เข้าบ้าน เข้าบ้านก็วิปัสสนาไง ในบ้านมีทรัพย์สินอะไร มีทรัพย์เท่าไร เก็บทรัพย์ไว้ที่ไหน นี่วิปัสสนา มันชัดเจนอย่างนั้น

วิธีการดำเนินการอย่างใด

ฝึกหัดอย่างนี้ ฝึกหัดอย่างที่ทำมา เพราะทำอย่างอื่นมันก็ไม่ได้ ถ้าทำอย่างอื่น ทำอย่างอื่นไปแล้ว นี่ทำอย่างอื่นไม่ได้ถึงทำแบบนี้ ทำแบบนี้คืออาศัยฟังเทศน์ อาศัยฟังเทศน์ ถ้าจิตมันสงบขึ้นมามันก็รับรู้ของมัน

แล้วถ้ามันจะรู้จะเห็นอย่างนี้อีก

ไอ้นี่มันเห็นคราวนี้ คราวต่อไปจะไม่เห็น

แต่มันแปลก มันแปลกที่ว่า ทีแรกก็เห็น เห็นแล้วดึงกลับมา กลับมาเดี๋ยวมันก็ลงอีก

มันเห็นซ้ำ อาการแบบนี้มันเห็นซ้ำ ที่ว่าไอ้บวมๆ ๒ รอบ ๓ รอบ แต่ไอ้บวมๆ ๒ รอบ ๓ รอบ มันเป็นบวมๆ ๒ รอบ ๓ รอบในขณะนั้น แต่ไปวันอื่นจะไม่ได้อย่างนี้ มันจะไม่กลับมาอย่างนี้อีกหรอก กลับมานี่มันเป็นปัจจุบันหมด วันนี้เห็นอย่างนี้ วันนี้เห็นอย่างนี้ แต่ผู้เห็นคนเดิม ผู้เห็นคนเดิม ผู้เห็นมีกิเลสเหมือนเดิม ผู้เห็นพยายามจะสำรอกคายกิเลสของตน

ฉะนั้น ดำเนินการไปแบบนี้ เพราะดำเนินอย่างนี้คือภาวนาได้ ดำเนินการอย่างอื่นภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่ได้ เพราะเราดำเนินทางนี้ นี่จริตนิสัย สันดาน สันดานของคน การปฏิบัติของคน อำนาจวาสนาของคน เวลาปฏิบัติมันต้องกลับมาที่นี่ด้วย

ฉะนั้นว่า จะดำเนินการอย่างใด

ก็ฝึกหัดอย่างที่ทำนี้ เพราะอย่างที่ทำนี้ทำแล้วมันได้ผล ทำแล้วมันทำให้เราภาวนาไง ถ้าไปอย่างอื่นมันไม่เอา เบื่อ ทุกข์ ลำบากลำบน อย่างนี้ได้

ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ปฏิบัติ แล้วปฏิบัติแล้วฝึกหัดพัฒนาตัวเองขึ้น ให้เป็นหลักการในการปฏิบัติของตน แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ปฏิบัตินั้น เอวัง