สิ่งมีชีวิต
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๗๙๒. เรื่อง “ทำอย่างนี้ถูกไหมคะ”
กราบเรียนหลวงพ่อ ลูกมีโอกาสขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยสั่งสอนด้วยค่ะ ลูกอายุใกล้ ๕๐ แล้ว ไม่มีครอบครัว อยู่กับพ่อแม่และน้องสาว ตัวลูกป่วยหนักเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่ตอนนี้อาการดีขึ้น โรคสงบตัว แต่ต้องกินยาควบคุมอาการค่ะ ทำงานได้ แต่มีภาระมากขึ้นและงานไม่มั่นคงเหมือนก่อน เนื่องจากเป็นการต่อสัญญา ถ้าเราไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินก็อาจจะไม่มีงานทำในอีก ๓–๔ ปีข้างหน้า ตอนนี้พ่อแม่มีอายุมากแล้ว ส่วนน้องสาวมีอาการทางจิตอ่อนๆ ต้องทานยา แต่พอทำงานได้ค่ะ
ลูกขอกราบเรียนถามหลวงพ่อดังนี้
ลูกอยากบรรลุธรรม หรืออย่างน้อยก็มีธรรมเพื่อเตรียมไว้รับกับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าลูกปฏิบัติตามนี้จะถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ ขอความเมตตาหลวงพ่อโปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ
๑. ในระหว่างที่ทำงาน ให้มีสติกับงาน ถ้ามีกิเลสเกิดขณะทำงานหรืออยู่กับผู้คน เช่น ความท้อแท้ไม่พอใจ ให้ใช้ปัญญาอบรมสมาธิหรือพุทโธ แล้วแต่ว่าวิธีไหนจะทำให้จิตสงบลงได้
๒. ในช่วงที่เรามีเวลาส่วนตัว ให้ฟังธรรม เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ เพื่อให้จิตมีกำลัง และทำซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าลูกเข้าใจถูกต้องไหมคะ
ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามเริ่มต้น เริ่มต้นจากว่า จากความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต ถ้าความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต เราเกิดมาเรามีพ่อมีแม่ แล้วเรามีน้องสาวจะต้องเป็นภาระดูแล
ถ้าเป็นภาระดูแลๆ คำว่า “ภาระดูแล” มันก็เป็นภาระของเรา แล้วเวลาเราเกิดเป็นลูก มีพ่อมีแม่ พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเรามา เลี้ยงดูจนเราเติบโตขึ้นมา แล้วเรามีหน้าที่การงานมั่นคง แต่ตอนนี้มันเป็นผู้ป่วย ป่วยแล้วหายจากโรคภูมิแพ้ตัวเอง แต่ก็ต้องมียาคุมอยู่ตลอดเวลาการทำงานของตน
ไอ้กรณีอย่างนี้ กรณีอย่างนี้เวลาไปแล้วมันห่วงหน้าพะวงหลังไปทุกๆ เรื่อง ไอ้เรื่องนั้นก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบ ไอ้เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ความดูแลของเรา ไอ้เรื่องนั้นน่ะมันเป็นทุกๆ เรื่องเลย แต่คนอื่นเขาก็คิดเหมือนเราเหมือนกัน เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบเหมือนกัน เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบของเขา
ถ้าเป็นคนที่มีจิตใจที่เป็นธรรม เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่ถึงเวลาแล้ว ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด คนเราต้องชราคร่ำคร่า เวลาชราคร่าคร่าไป มันก็เป็นกาลเป็นเวลา
ถ้าเป็นกาลเป็นเวลา เห็นไหม ในปัจจุบันนี้เรามีหน้าที่ความรับผิดชอบต้องดูแลทั้งพ่อทั้งแม่ แล้วดูแลตัวเราเองด้วย เพราะเราก็เป็นคนป่วย และน้องก็เป็นคนป่วย
ถ้าคนป่วยๆ ถ้าเราดูแลของเราได้ในความรับผิดชอบของเรา เราก็ดูแลด้วยความถูกต้องชอบธรรม แต่ถ้ามีอะไรติดขัดขัดข้อง มันธรรมดานะ ตอนนี้ทางรัฐบาลเขามีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้ามีปัญหาขึ้นไป สิ่งที่ทางรัฐบาล ทางหน่วยงานเขาจะมาช่วยดูแล มันเป็นไปได้ มันเป็นไปได้
ไม่ใช่ว่าถ้าเราจะดูแลแล้วมันต้องไปรับผิดชอบของเรา แล้วมันจะเป็นหน้าที่ของเราโดยความชอบธรรม ถูกต้อง
แต่โดยความชอบธรรม ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด มันต้องมีการขาดตกบกพร่อง มันต้องมีปัญหาของมันไปข้างหน้าแน่นอน ถ้าแน่นอนขึ้นมาแล้ว ถ้าหน้าที่เรายังมีชีวิตของเราอยู่นี่ เราก็รับผิดชอบในความรับผิดชอบของเราโดยความถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้ามันเกินกว่านั้นไป เราไม่ต้องไปวิตกกังวลจนมากดทับตัวเราเองไง
ไม่ต้องเอาสิ่งนี้มากดทับตัวเราเองว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบ แล้วเราต้องรับผิดชอบอย่างนี้ตลอดไป เพราะเวลามันพัฒนาของมันไป เขาจะดีขึ้นก็ได้ จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ จะพึ่งตนเองก็ได้ แล้วถ้ามีปัญหาขึ้นมา
แต่ในปัจจุบัน ในหน้าที่การงานของเรา เรารับผิดชอบตรงนี้ รับผิดชอบตรงนี้ แล้วถ้ามันมีปัญหาไปข้างหน้า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เขามีของเขาๆ
แต่โดยธรรมชาติของเรา หน่วยราชการเราก็รู้ๆ กันอยู่ แต่รู้ๆ กันอยู่ มันก็เป็นสิ่งที่เราจะพึ่งได้ สิ่งที่เขาจะมีความรับผิดชอบ เพราะอำนาจรัฐ รัฐปกครองเขาต้องคุ้มครองดูแลประชาชนในประเทศนี้ แล้วถ้าประชาชนในประเทศนี้ ถ้ามันมีความตกทุกข์ได้ยากขึ้นมา เขาต้องรับผิดชอบ
แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง ในครอบครัวของเรา อย่างนี้ชัดเจนกว่า เพราะในครอบครัวของเรา ในบ้านของเรา เราดูแลของเรา สิ่งมีชีวิตไง
สิ่งมีชีวิตนะ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน เรามีเวรมีกรรมต่อกัน เราถึงได้มาเกิดร่วมกัน ได้เกิดร่วมกันแล้ว เราใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วถ้าใครมีจังหวะและโอกาส มีทางออกอย่างใด ก็ทำชีวิตของตนให้มั่นคงขึ้น ให้ดีขึ้น
นี่พูดถึงว่า สิ่งมีชีวิต มันเป็นข้อเท็จจริง
ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เราเป็นคนดี เป็นคนที่มีธรรมในหัวใจ เราก็มีภาระรับผิดชอบ แต่มันเป็นภาระไหม เป็น เป็นภาระทั้งนั้นน่ะ แต่เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิตไง สิ่งมีชีวิตแล้วเป็นมนุษย์ด้วย มันต้องมีความรับผิดชอบของเรา
แล้วความรับผิดชอบ จริตนิสัยเก็บไว้ในหัวใจดวงนี้ จริตนิสัยของเรา เราเป็นคนดีของเรา เราจะดูแลของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา แต่ถ้ามันเก็บกดไง นี่เป็นภาระหน้าที่ แล้วมันก็เป็นความทุกข์ความยากไง
นี่คำถามไง ลูกอยากจะบรรลุธรรม อย่างน้อยก็จะมีธรรมเพื่อเตรียมไว้เผชิญกับความทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้น
เราเอาความเป็นปัจจุบันนี้ หน้าที่การงานเราก็ทำของเรา ถ้าอะไรเกิดขึ้นแล้วเราแก้ไขไปเหตุการณ์เฉพาะหน้า อย่าวิตกกังวลจนเกินไป อย่าวิตกกังวลจนเกินไป อย่าเอาอนาคตมากดดันตัวเราเอง เราทำปัจจุบันของเราให้ดีขึ้น แล้วถ้าดีขึ้นแล้ว เห็นไหม
เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานี่ โควิด ในบ้านนะ ๓ คน ๔ คนนอนตายอยู่ในบ้านน่ะ เพราะไม่มีใครช่วยเหลือใคร เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ น่าเห็นใจมาก แต่มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ครั้งหนึ่งในโลกนี้ เป็นทั้งโลกเลย
อันนี้ก็เหมือนกัน สิ่งใดที่เกิดขึ้น ถ้าเรารับผิดชอบได้ เราทำสิ่งใดได้ เราก็เป็นหน้าที่ของเรา แต่ทำสิ่งใดแล้วมันก็บรรเทา บรรเทาด้วยความรับผิดชอบของเรา หน้าที่การงานของเรา
นี่วิตกกังวลไงว่าการงานมันจะไงไม่มั่นคง
ไม่มั่นคง เราก็ทำของเราโดยธรรมชาติของเรา มีอะไรเกิดขึ้นเราแก้ไขตอนนั้น อย่าไปวิตกกังวลจนเกินไป อย่าวิตกกังวลจนเกินไป อย่าให้มันมีความทุกข์จนเกินไป เราให้
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย
ธรรมคือเหตุและผลตามข้อเท็จจริงนั้น
แล้วถ้าโยมเป็นคนที่มีบุญมีกุศลไง เหตุการณ์ที่ว่ามันจะเกิดไปในทางที่เลวร้าย มันจะไม่เกิดขึ้น มันจะเกิดสิ่งที่ดีงามหรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าที่การงานอย่างนั้น เราก็จะมีคนอื่น มีที่อื่นให้เราได้ทำต่อเนื่องไป
ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ด้วยการทำบุญทำกุศล ทำคุณงามความดีของเรา ไม่ต้องวิตกจนเกินไป
นี่พูดถึงความดำรงชีพในสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตต้องขวนขวาย ต้องมีการกระทำ
ปลาเป็นต้องว่ายทวนน้ำ ว่ายทวนน้ำ ว่ายอุปสรรคดำรงชีพต่างๆ ปลาตาย ปลาตายมันลอยไปตามน้ำ มันไม่ว่ายทวนน้ำ สิ่งมีชีวิตต้องขวนขวาย ต้องมีการกระทำ มันถึงบอกว่าเป็นสิ่งมีชีวิต
คำถาม
๑. ในระหว่างที่เราทำงานให้มีสติกับงาน ถ้ามีกิเลสขณะทำงานหรืออยู่กับผู้คน เช่น ท้อแท้ ไม่พอใจ เราก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่ก็พุทโธ แล้วจะทำวิธีไหนให้จิตสงบลงได้
นี่พูดถึงว่าการประพฤติตัวในคำถามข้อที่ ๑. ถูกต้องไหม
ถูก ถ้ามันไปกว้านเอาฟืนเอาไฟ ไปกว้านเอาสิ่งที่ไม่พอใจ เอาความท้อแท้เอามาเสพ เสวยอารมณ์คือเสพ เสพอารมณ์ความรู้สึกอย่างนั้น มันมีแต่ความทุกข์ความยาก มันมีแต่ความวิตกกังวล ทำสิ่งใดแล้วมันไม่มีความสุขเลย
สิ่งใดที่เกิดขึ้น ปรากฏสิ่งใดเกิดขึ้น เราก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ หมายความว่า ในเหตุการณ์อย่างนั้น ถ้ามันทำหน้าที่การงานจนจบสิ้นแล้ว เราก็ได้พักผ่อน เอาความรู้สึกของเรา ใช้ปัญญาอบรมสมาธิใคร่ครวญของเรา ทำหน้าที่การงานของเรา แล้วมันก็ปล่อยของมัน แล้วถ้ามันไม่อย่างนั้น เราก็พุทโธของเราไปจนกว่าจิตมันจะสงบอย่างนั้น แล้วทำวิธีนี้ ทำใจให้สงบลงได้ แล้วแต่จะทำวิธีให้มันสงบลงได้
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
จิตสงบคือจิตมันพ้นจากสิ่งที่มันโหดร้าย สิ่งที่มันพยายามจะครอบงำใจของเราไง มันสงบจากกิเลส มันสงบจากกิเลสเพราะอะไร เพราะเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราใช้พุทโธๆ เป็นคำบริกรรม เป็นบริหารจิตให้จิตมันปล่อยวางสิ่งที่ว่าเป็นสังสารวัฏที่จะมารุมล้อมทำลายหัวใจของเรา
แล้วเราอยู่กับพุทโธ เราอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราอยู่ในเหตุการณ์อย่างนี้ เราอยู่ในสัจธรรมอย่างนี้ เพื่อให้จิตมันสงบระงับเข้ามาถูกไหม
ถูก
๒. ในช่วงที่เรามีเวลาส่วนตัว ให้ฟังธรรม เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิเพื่อให้จิตมีกำลัง และทำซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าลูกเข้าใจถูกต้องหรือไม่
ถูกต้อง ข้อที่ ๑. เวลาเราทำหน้าที่การงาน เราก็อยู่กับการงานของเรา ทำงานให้มันจบสิ้นกัน นี่คืออาชีพของเรา นี่คือวิชาชีพ เราทำงานของเราให้จบเพื่อประกอบสัมมาอาชีวะ แล้วเราก็มีธรรมะเป็นที่อยู่ เป็นที่อาศัยของใจ
๒. ในเวลาส่วนตัว ให้ฟังธรรมหรือเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
ในเวลาส่วนตัว เราทำสิ่งใด หน้าที่การงานเสร็จแล้วเป็นหน้าที่ของเรา ทางของคฤหัสถ์เป็นทางที่คับแคบ คับแคบเพราะเราต้องมีเวลาส่วนตัว เราถึงมาฟังธรรม เราถึงเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
แต่ถ้าเป็นชีวิตประจำวัน เรามีหน้าที่การงานของเรา เราต้องรับผิดชอบชีวิตของเรา รับผิดชอบครอบครัวของเรา นั้นเป็นเรื่องหน้าที่ หน้าที่ของความเป็นมนุษย์
แต่เวลาทางของสมณะ ผู้ที่มีบวชพระ ผู้ที่มา นักปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมง ทางของนักพรต ทางของนักปฏิบัติเป็นทางที่กว้างขวาง
ถ้าทางของเรามันมีอยู่ประมาณนี้ เรามีโอกาสอย่างนี้ เราก็พยายามทำของเราอย่างที่เขียนมา อย่างที่ถามมา ถูกต้องไหม
ถูก ทำของเรามากขึ้น จิตมันจะพัฒนาของมันขึ้นมาเอง ถ้าจิตมันพัฒนาของมันขึ้นมาเองนะ จิต ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเราฟังธรรม เราเดินจงกรม ถ้าจิตมันสงบ นั่นล่ะอจลศรัทธา มันเกาะติดตรงนั้นเลย เห็นไหม
เวลาคนที่เขาไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เขาไปที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ตรัสรู้ แสดงธรรมเทศนา ปรินิพพาน ไปเพื่อยืนยัน เพื่อศรัทธา เพื่อความเชื่อ เพื่อความมั่นคงในพระพุทธศาสนา
เราทำความสงบของใจเข้ามา เราเดินจงกรมของเราเข้ามา เวลาจิตสงบเข้ามา นั่นน่ะพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราเข้าไปสู่หัวใจของเราเอง
ใจดวงนี้ พุทธะนี้ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า จิตไม่เคยตายๆ
จิตที่ไม่เคยตาย ถ้ามันเข้าไปสู่ตัวของมันเองได้โดยสัจจะ โดยความจริง โดยปัญญาอบรมสมาธิ โดยคำบริกรรมพุทโธๆ เวลาเข้าไปถึงตัวมันเอง ตัวเองมันจะมีความสุขของมัน แล้วศึกษาค้นคว้า พยายามฝึกหัด ทำบ่อยครั้งเข้า แล้วน้อมไปให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา เห็นไหม
เพราะเขาอารัมภบทมาไง ลูกอยากบรรลุธรรม หรืออย่างน้อยมีธรรมเพื่อเตรียมไว้รับกับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น
เห็นไหม เพราะเรามีเป้าหมาย เรามีความปรารถนาที่เราอยากจะมีคุณธรรมในหัวใจของเรา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้าพิจารณาเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงนะ มันจะเข้าใจ แล้วมันจะเข้าใจ มันจะปล่อยวางเป็นครั้งเป็นคราว นั้นคือการฝึกหัด อย่างที่ว่าทำซ้ำๆ นี่แหละ
ทำซ้ำ ฝึกหัดซ้ำๆ เข้าไป เวลามันถึงเป้าหมาย มันดอกบัวบานท่ามกลางหัวใจ เวลามันเป็นคุณธรรม ธรรมมันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ เวลามันสมุจเฉทปหาน มันขาดขึ้นมา นั่นล่ะ
ลูกอยากบรรลุธรรม อยากมีธรรมอย่างน้อยเพื่อไว้รับมือกับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น
เราฝึกหัดของเรา ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เห็นไหม
เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย
เราเกิดมา เกิดมาจากเวรจากกรรม เพราะมีเวรมีกรรมขึ้นมาเราถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเราพยายามเกิดมาแล้ว เราพยายามประพฤติปฏิบัติ พยายามฝึกหัดขึ้นมา เราฝึกหัดขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะเป็นบนหัวใจดวงนี้ไง
จิตที่ไม่เคยตายๆ ถ้ามันมีคุณธรรมขึ้นมา ถ้ามีคุณธรรมขึ้นมา ไม่ลูบไม่คลำในสัจจะความจริงที่จะเกิดขึ้นเลย พระโสดาบันไม่ลูบไม่คลำใดๆ ทั้งสิ้น รู้ชัดเจน รู้ชัดเห็นจริงตามข้อเท็จจริงนั้น แล้วทำอะไรหัวใจเราไม่ได้
เพราะหัวใจ เห็นไหม ลูกอยากบรรลุธรรม หรืออย่างน้อยก็มีธรรมไว้เตรียมรับความทุกข์
ถ้ามันมีสัจจะความจริงอย่างนี้ เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด การกระทำอย่างนี้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรม
ฉะนั้น คำถาม ทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่คะ
ถูก ฝึกหัดของเรา แล้วพยายามทำของเราให้มันเป็นข้อเท็จจริงของเรา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นตามความเป็นจริงที่เราฝึกหัด ถ้าเป็นตามความเป็นจริงนั้น เห็นไหม เกิดจากอะไร
เกิดจากความขยันหมั่นเพียร เกิดจากที่ว่าจิตมีสามัญสำนึกที่จะค้นคว้า
หัวใจเรียกร้องความช่วยเหลือ แล้วเราศึกษาค้นคว้าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังธรรมๆ แล้วฝึกหัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อหัวใจของเราไง
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มันต้องสมควรสัจธรรมเป็นความพอดีแล้ว แล้วมันไม่ใช่เป็นของใคร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ไม่มีกำมือในเรา แบตลอด ธรรมะนี้เป็นสาธารณะ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะค้นคว้าแสวงหา แล้วค้นคว้าแสวงหาขึ้นมาจากใจของตน เพราะจิตไม่เคยตาย จิตดวงนั้นต่างหาก งานที่ยังเป็นคุณงามความดี งานตรงนี้ต่างหาก งานความเพียรชอบ งานชอบ ความชอบธรรมคือความชอบในการบรรเทาทุกข์ในใจของตน ความชอบธรรมคือทำใจของตนให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๙๓. เรื่อง “จิตวูบ”
ขณะก้าวขาขวาขึ้นรู้สึกตัว ขณะลงไปที่พื้นไม่รู้สึกตัว (เหมือนหลับไปไม่กี่วินาที) รู้สึกตัวตอนหน้าไปอยู่ที่พื้นซีเมนต์ คิ้วแตก คางและปากเลือดไหลเต็มไม่หยุด แต่ไม่ตกใจ
ถ้าเป็นสมาธิเหมือนหลวงปู่ชอบ ก็จะยืนเฉยๆ ไม่ล้มใช่ไหมคะ (ไม่มีความรู้สึกเฉยๆ) แต่หลวงปู่บุดดาหายไป ๓ ชั่วโมง คือมีความคิดและทิ้งความคิด
ขณะล้ม ตัวรู้หายไปไหมคะ ถ้าตาย ตัวรู้จะไม่กลับมาใช่ไหมคะ นอนหลับก็ตาย นี่ก็เหมือนกันสิคะ (ไม่มีตัวรู้) และนอนหลับกับตายมีอะไรบ้างที่ต่างกัน ขอบคุณค่ะ
ตอบ : นี่คำถามเนาะ จิตวูบๆ จิตวูบนะ ถ้าพูดจิตวูบในการประพฤติปฏิบัติ ในการค้นคว้าของเรา เวลาจิตวูบ เวลามันวูบหายไป ถ้ามันเป็นภวังค์หรือมันเป็นสิ่งต่างๆ มันไม่รู้สึกตัว แต่เวลาจิตวูบ จิตวูบอย่างนี้ เวลาคนเขาเป็นลม คนที่จะเป็นลม คนที่มีอาการไม่ปกติ เวลาวูบหลับไป
เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาล เขาวางยาเพื่อจะทำการผ่าตัด เขาวางยาจนสลบไป ไอ้นี่คนที่มีความรู้สึกนึกคิดแล้วมันวูบไป
แต่คำถามนี้มันแปลก แปลกที่บอกว่า ขณะที่ก้าวขาขวาขึ้นรู้สึกตัว ขณะลงไปที่พื้นไม่รู้สึกตัว เหมือนหลับไป
นี่ขณะที่ตัวเองเดินจงกรมของเขาอยู่ไง แล้ววูบเลย หน้ากระแทกพื้น แต่ไม่ได้ตกใจ ไม่ได้มีสิ่งใดเลย แล้วก็จะยกไปที่ว่า สมาธิของหลวงปู่ชอบ
ของหลวงปู่ชอบมันไม่เป็นแบบนี้ ของหลวงปู่ชอบ สิ่งที่เขายกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ขณะที่ท่านเดินธุดงค์ไป แล้วจะไปผ่านป่าใหญ่ทางเพชรบูรณ์หรืออย่างไรก็ไม่รู้ ระหว่างชายป่าทางนู้น ถ้ามันเดิน ถ้าไม่ไปตอนสาย มันข้ามพ้นไม่ได้ ข้ามพ้นไม่ได้ แล้วกลางป่านั้นจะมีเสือเยอะมาก แล้วชาวบ้านเขาก็หักห้ามไว้ว่าอย่าเพิ่งไป
ท่านจะไปน่ะ พอไปท่านก็เดินธุดงค์ไป เดินผ่านไปในป่า ท่านจุดเทียนไปไง แล้วพอไป เสือมันก็ร้อง ร้อง พอเสือร้อง ท่านเดินไปโดยสติโดยสัมปชัญญะ เวลาเสือร้องมันเหมือนกับว่ามันกดดันน่ะ
เสือร้อง ท่านก็ตั้งสติของท่านไปไง พอไปๆ ข้างหน้าก็เห็นเสือ หันไปข้างหลังก็เห็นเสือ ด้วยความกลัว ด้วยความกลัวเสือ โดยสัญชาตญาณของมนุษย์มันกลัวเสืออยู่แล้ว เพราะเสือมันทำร้ายคนได้ มันเห็นคนเป็นอาหารได้
นี่พอเห็นก็กำหนดไง จิตมันลงวูบเลย ท่านก็ยืนของท่านไง มันไม่ล้มลง
คำว่า “ยืนของท่าน” ท่านกำหนด เห็นไหม เพราะสติสัมปชัญญะ แล้วเวลาจิตมันลงเข้าสมาธิ มันเข้าสมาธิโดยสติสมบูรณ์แบบ
เวลาเข้าสมาธินะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันจะมีสติสัมปชัญญะของมันตลอดไป เรามีสติสัมปชัญญะของมันตลอดไป มันรู้ตัวตลอดไป
แต่คำถามนี้ คำถามของผู้ถาม ขณะที่ก้าวขาขวารู้สึกตัว แล้วก้าวขาซ้ายไม่รู้สึกตัว ล้มไปหัวฟาด หน้าฟาดกับซีเมนต์ คิ้วแตก ปากคางเลือดเต็มไปหมด
ไอ้ก็เหมือนกับสิ่งที่เวลาขับรถหลับใน หลับไปเลย
อันนี้ก็เหมือนกับคนเป็นลมแล้วมันวูบไป คนเป็นลมวูบไป มันวูบไปเพราะทำไมล่ะ เพราะมันล้มหัวฟาดปากแตก แล้วเวลามันตื่นขึ้นมา เขาบอกว่าเวลาตื่นขึ้นมา เวลารู้สึกตัวมันเฉยๆ มันไม่ตกใจ มันไม่อะไร
พวกเราปฏิบัติใช่ไหม ไอ้วูบอย่างนี้มันก็เหมือนนั่ง เวลานั่ง ครูบาอาจารย์ของเราไปนั่งตามหน้าผา ถ้ามันกลัว ตกไปก็ตายเลย ถ้ามันวูบไป
เวลาแก้ตกภวังค์ๆ ภวังค์ที่ว่า ตกภวังค์บ่อยๆ แล้วจะเป็นสมาธิ มันเป็นไปไม่ได้ ตกภวังค์ครั้งแรก ลูกหลานของมัน ตกไปนี่ยังพอจะรู้สึกตัวบ้าง พอมันโตขึ้น มันเป็นวัยรุ่นนะ ตกภวังค์คราวนี้หายไปเลย
แล้วตกไปบอกว่า จากที่ไร้เดียงสา จากที่มันโตขึ้นมา จากที่มันเป็นพ่อเป็นแม่คน จากเวลาเป็นปู่เป็นย่านะ ภวังค์ๆ หายหมดเลย ตกภวังค์ ภวังค์มันจะกลับมาให้มีสติสัมปชัญญะมันเป็นไปไม่ได้ อันนั้นเวลาตกภวังค์
เวลาพระกรรมฐานเขาแก้ เขาแก้ ไปนั่งหน้าผาเลย ตกก็ตายเลย เขาสละอย่างนั้นเลย แล้วถ้าลงภวังค์มันก็ตก มันก็คะมำตกไปหน้าผานั้น แต่ถ้ามันกลัว มันมีสติสัมปชัญญะ มันพยายามรักษาของมัน ถ้ามันลงสมาธิ เด่นชัดมาก แล้วเวลาลงสมาธิไปแล้ว ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา ถ้าลงมาอัปปนา สักแต่ว่าปรากฏ จิตนี้เด่นมาก ไม่รับรู้สิ่งใดเลย นั่นน่ะเวลาลงอย่างนั้นน่ะ ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง
นี่พูดถึงว่า เป็นแบบเหมือนหลวงปู่ชอบไหม
นี่พูดถึงว่า เข้าสมาธิกับจิตวูบ
จิตวูบคือจิตตกภวังค์ ไม่ใช่สมาธิ แต่ถ้าจิตเป็นสมาธิแบบหลวงปู่ชอบ เพราะว่าท่านไม่ได้วูบนี่ เสือมันอยู่ข้างหน้า เสือมันอยู่ข้างหลัง มันชัดเจนน่ะ แล้วมันลง มันแตกต่างกัน คือที่มาแตกต่างกัน
การเข้าสู่สมาธิคือมีสติสมบูรณ์แบบเข้าสมาธิ ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุดโดยตลอดรอดฝั่ง
แต่ของเราไม่ใช่เข้าสมาธิ จิตวูบ คือขาดสติ สติขาดไปเลยจนมันวูบ จนหัวกระแทกพื้น คิ้วแตก อันนั้นเป็นขณะที่จิตวูบ
จิตวูบคือว่าเราขาดสติ แล้วจิตมันเว้นวรรค แล้วมันวูบไป แล้วพอหน้ากระแทกพื้นรู้สึกตัวขึ้นมาก็จบ
นี่พูดถึงว่า อารัมภบทนะ
ทีนี้คำถามไง ขณะที่ล้ม ตัวรู้หายไปค่ะ และถ้าตาย ตัวรู้จะไม่กลับมาใช่ไหมคะ
ขณะที่ล้ม ตัวรู้หายไปจบแล้ว นี่คือภวังค์ เริ่มต้นแตกต่างจากการเข้าสมาธิ
ขณะล้ม ตัวรู้หายไป แล้วเขาก็ถามนะ ถ้าตาย ตัวรู้ก็จะไม่กลับมาใช่ไหมคะ
แน่นอน ถ้าล้ม ตัวรู้หายไป ตกภวังค์นะ สัมภเวสี เวลาตายก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีสติ จิตนี้เหมือนว่าวเชือกขาดกลางอากาศ ว่าวเชือกขาดกลางอากาศ แล้วแต่ลมมันจะพัดไป ไปตกที่ไหนก็ไม่รู้ นี่ข้อที่ ๑.
นอนหลับกับตายก็เหมือนกันสิคะ
เห็นไหม เพราะความเข้าใจผิดตั้งแต่ข้อแรก ความเข้าใจผิดของเรา เราก็เลยเข้าใจผิดต่อไปไง
นอนหลับ นอนหลับก็คือนอนหลับ คนนอนหลับมันเป็นปกติ แล้วคนมันนอนหลับไป คนตาย ตาย จิตมันออกจากร่างไป นี่ไง
นอนหลับกับตายก็เหมือนกันสิคะ
มันจะเหมือนกันได้อย่างไรล่ะ มันไม่เหมือนอยู่แล้ว มันไม่เหมือน ตายคือหมดอายุขัย ตายไปเลย คนนอนหลับ นอนหลับมันก็เป็นภวังค์อันหนึ่ง เป็นภวังค์อันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ฟื้นมา เดี๋ยวมันก็ตื่นนอน ก็จบ
แล้วนอนหลับกับตาย มีอะไรบ้างที่ต่างกัน
ต่างกันคือว่า คนนอนหลับเดี๋ยวก็ตื่น ชีวิตเราอยู่กับเรา คนตาย ตายจากภพชาตินี้ มันก็ไปเสวยภพชาติอื่นต่อไป
จิตนี้ไม่เคยตาย จิตนี้ไม่เคยตายไง จิตไม่เคยตาย มันก็ไปตามแต่อำนาจวาสนาของมันไง กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันไง
คนนอนหลับกับตาย มีอะไรต่างกัน
คนนอนหลับก็คือนอนหลับ จิตมันโดยสามัญสำนึกของมนุษย์ มนุษย์ก็มีการพักผ่อน ถ้ามนุษย์ไม่นอนหลับเลย ชีวิตนั้นอยู่ไม่ได้
ชีวิต ชีวิตโดยปัจจุบัน เช้ามาเราก็ทำหน้าที่การงานของเรา เวลานอนหลับพักผ่อนมันก็นอนหลับพักผ่อน มันพักผ่อน เดี๋ยวก็ลุกมาทำงานต่อ
คนตาย ใครไม่กลัวตาย คนตายมันสุดวิสัย เรารู้ไม่ได้ หมดอายุขัยวันไหน จะหมดอายุขัยเมื่อไหร่ เว้นไว้แต่เจ็บไข้ได้ป่วย หมอบอกเลย อีกกี่เดือนตายๆ นั้นเป็นกรณีหนึ่งที่ว่าหมอเขารู้ด้วยอาการป่วย แต่ถ้าคนตายโดยปกติ ตายไปเลย
จบ คนนอนหลับกับคนตายต่างกัน ไปต่างกัน
ไอ้นี่คำถามนะ จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๙๔. เรื่อง “ความสงบ”
กราบหลวงพ่อ ผมกราบเรียนถามครับ
ผมปฏิบัติภาวนาพุทโธ ในขณะที่นั่งสมาธิภาวนาพุทโธตลอดครับ เมื่อผมพุทโธรัวๆ ตอนนั้นเหมือนกับมีอาการหมุนติ้วๆๆ เหมือนพายุหมุน ผมก็พุทโธๆ จนมันหยุด แล้วก็นิ่งเงียบไม่มีอะไร ถ้าผมไม่คิดก็จะนิ่งอยู่แบบนั้น เหมือนรู้อยู่ตื้อๆ แบบนั้น ไม่มีความคิดเข้ามาแทรกเลยครับ แบบนี้เรียกว่าสมาธิแบบไหนครับ กราบขอบพระคุณ
ตอบ : ถ้าพุทโธๆ ไป เวลาอาการมันเกิด เวลาอาการมันเกิดที่มันหมุนติ้วๆๆ ถ้าหมุนติ้วๆ คนมันก็งง แล้วมันไม่รู้จะทำสิ่งใด
คำถามนี้เขายังปฏิบัติใช้ได้ เขาบอกมันจะหมุนติ้วๆๆ ขนาดไหนนะ เขาก็พุทโธของเขา พุทโธๆ พุทโธจนมันหยุด นี่มันหยุดแล้ว ถ้ามันหยุดนะ อาการมันหยุดแล้ว แล้วก็นิ่ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าผมไม่คิดก็นิ่งอยู่แบบนั้น มันรู้อยู่ตื้อๆ
อันนี้มันเป็นครั้งแรก ถ้ามันเป็นครั้งแรก เวลาเราพุทโธๆ ไป มันจะมีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เขาเรียกว่าจริตนิสัย
โดย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ พุทโธๆๆ ถ้ามันจะสงบ มันจะสงบแบบปกติธรรมดา นี่โดยสามัญสำนึก เหมือนคนชั้นกลางมันมีมาก
ไอ้ที่ว่าเวลาหมุนติ้วๆ หรือว่าเวลาพุทโธไปแล้วมันจะมีหลุด มีมากนะ เวลาพุทโธๆ มันจะเห็นจิตออกจากร่างนี้ไปเลย แล้วไปยืนอยู่ตรงหน้าเรานี่ แล้วก็มองกลับมาที่เรานี่ อู๋ย! เขาเห็นว่าเป็นความมหัศจรรย์
ไม่ใช่ อาการมันเป็นอย่างนั้นหมด แล้วถ้าอาการเป็นอย่างนั้น ถ้าตามอันนี้ไปนะ เดี๋ยวก็จบ มันจะเสื่อมหมดเลย เสื่อมแล้วจะทำภาวนาอีกไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร
ไม่ได้ เวลามันออกไปๆ มันออกไปมันก็เป็นอาการที่ว่าจิตมันส่งออก ส่งออกแล้วเราก็ตามมันไปไง พอตามมันไป เห็นไหม จิต จิตมันอยู่ที่ไหน จิตมันอยู่ที่กลางหัวอกนี้ใช่ไหม เวลามันออกไปแล้ว มันส่งออกไป มันก็หายไปน่ะสิ หายไป หายไป จบไปเลย
อาการแบบนี้มีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ อาการที่พอจิตมันจะสงบ มันจะเห็นนู้น มันจะมีความแปลกประหลาด มันจะมีอะไรสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์นะ สิ่งใดเกิดขึ้น เราจะควบคุมได้โดยพุทโธของเรา เพราะอะไร ถ้าเราพุทโธของเรา แสดงว่าจิตเรามันยังเด่นชัด
แต่ถ้าพุทโธๆ จนพุทโธมันไม่มี มันหายไป มันหายไปมันจะเสื่อมไปหมดเลย พอเสื่อมไปแล้วจะกลับมาภาวนาอีกไม่ได้
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาพุทโธมันหมุนติ้วๆๆ ถ้าตามอาการหมุนนี้ไป อาการหมุนมันจะพาให้หมุนใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น แล้วจะตามอาการนี้ไป แล้วก็จะเสื่อมไปหมดเลย หายไปหมดเลย เพราะไอ้ที่เห็นๆ นั้น เห็นเพราะจริตนิสัย
แต่ถ้าพุทโธๆ มันจะหมุนติ้วๆ ขนาดไหน ผมก็พุทโธเร็วๆ พุทโธจนมันหยุด
มันหยุดนี่ใช่
แต่พอมันเงียบ มันนิ่งของมัน แต่มันตื้อๆ นี่มันคืออะไร
เวลาถ้ามันหยุด มันหยุดคืออาการมันหยุด แต่จิต สมาธิมันเบาบางไง แต่ถ้ามันเกิดขึ้น เราก็พุทโธต่อเนื่อง พุทโธต่อเนื่องไป มันจะละเอียดขึ้นๆ คำว่า “ละเอียดขึ้น” มันจะไม่ตื้อๆ ไง
อาการตื้อๆ อาการที่แบบเหมือนกับจิตหนักๆ โอ้โฮ! มีคนถามเยอะมาก มีอาการจิตหนักๆ มีอาการรู้ต่างๆ เพราะมันปล่อยอารมณ์ทั้งหมด แต่ตัวของมัน น้ำหนักในตัวของมัน มันยังมีความรับรู้ของมันอยู่
แต่ถ้าเราพุทโธต่อเนื่องไป ไอ้ที่น้ำหนักหรือสิ่งนี้มันจะเบาบางลงๆ จนมันเป็นอิสระ เพราะมันวางจากสิ่งอื่นทั้งหมด มันเป็นตัวมัน แต่ตัวมัน มันไม่ลงสู่สมาธิที่เบาบางลงไปกว่านี้ไง
ฉะนั้นบอกว่า มันตื้อๆ ตื้อๆ มันคืออะไร
มันคือว่าเราเข้าสมาธิได้ระดับหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาเรานะ สอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา คำว่า “สมาธิๆ” เพราะคำว่า “สมาธิ” ถ้ามันสมาธิคือสัมมาสมาธิ แล้วสมาธิ คำว่า “สมาธิ” ปั๊บ จิตมันต่างจากปุถุชน
ปุถุชนเรา เรามีสมาธิของมนุษย์นะ มนุษย์ถ้าไม่มีสมาธิ เราจะควบคุมความคิดของเราไม่ได้ สมาธิแบบนี้เป็นสมาธิแบบปุถุชน
อย่างเช่นเด็กๆ เวลาไปหาหมอ หมอบอกสมาธิสั้น สมาธิยาว สมาธิของแต่ละบุคคลมันก็มีวาสนาของจิตดวงนั้น แล้วเวลาศีล สมาธิ ปัญญา เวลาเราทำความสงบของใจเข้ามา เราจะทำศีล สมาธิ ปัญญา
สมาธิอย่างนี้ ที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสอนให้เราทำความสงบของใจก่อน คือทำสมาธินี่แหละ แต่ครูบาอาจารย์ท่านบอกท่านทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
เพราะโดยปกติแล้วเรามีสมาธิแบบมนุษย์ เรามีสมาธิแบบปุถุชน คือมันก็มีจุดยืนของมัน แต่มันก็คิดฟุ้งซ่านไปแบบปุถุชน แบบโลกียปัญญา ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดมันจะเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นโลกียปัญญา ปัญญาคือเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องโลก เป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นความจริงของโลก
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเหนือโลก มันเหนือโลกตรงไหน
มันเหนือโลกใช่ไหม ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา อวดอุตตริมนุสสธรรม ธรรมที่เหนือมนุษย์ ตั้งแต่ฌาน ศีล สมาธิ ปัญญา มันเหนือโลก
ทีนี้พอมันเหนือโลกขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ก็พยายามทำความสงบของใจแบบผู้ถาม
เวลาผู้ถาม เวลาทำเข้าไปแล้วมันก็อยู่ที่จริตนิสัยของแต่ละบุคคล ถ้าคำว่า “จริตนิสัย” คือเวรกรรมที่มันสร้างของมันมา มันจะมีอุปสรรคมากหรืออุปสรรคน้อย มันก็อยู่ที่กรรมที่แต่ละดวงจิตสร้างมาๆ
พอสร้างมา เวลาทำขึ้นไปแล้วมันจะชนะตัวของมันเอง มันก็ต้องปล่อย ปล่อย ปล่อยสิ่งที่เราสร้างมาๆ ปล่อยให้มันเป็นอิสระเข้ามา ถ้าปล่อยให้เป็นอิสระเข้ามา
ถ้ามันเป็นจริตนิสัยที่มันเห็นอาการหมุนติ้วๆ อันนี้มันเป็นอุปสรรคของเฉพาะผู้ถาม แล้วผู้ถามก็มีสัจจะมีความจริง มีสัจจะมีความจริงก็พยายามจะพุทโธๆ สู้กับมันไง พุทโธๆ จนมันหยุด
เออ! อันนี้เก่ง เพราะอะไร เพราะไอ้ตอนที่หยุดนี่เหนื่อยมาก บางคนเหนื่อยมาก บางคนเบาบาง สู้มันไม่ได้ ตามมันไป ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ
อันนี้ พุทโธๆ จนมันหยุดนี่เก่งนะ เก่ง พอมันพุทโธจนมันหยุดแล้ว ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใครทั้งสิ้น เชื่อผลจากการปฏิบัติของเรา
ผลจากการปฏิบัติของเรา เราพุทโธๆ มันเกิดอาการติ้วๆ มันหมุนไปตลอดเลย ก็สู้กับมัน พุทโธๆ จนมันหยุด นี่เก่ง คือว่ามีศรัทธามีความเชื่อ มีความสามารถทำให้มันหยุดได้ แต่หยุดแล้วมันเป็นแค่นี้ แล้วแก้ไข ก็ต้องพุทโธต่อเนื่องไป ทำซ้ำไง
คราวนี้เราได้ทำไร่ไถนา ฤดูกาลนี้เราได้ทำไร่ไถนา ในฤดูกาลหน้า เราก็รอฟ้ารอฝน แล้วเราก็จะทำไร่ไถนาเราต่อเนื่องไป นี่พูดถึงการทำไร่ทำสวน เขาก็ทำลงที่ดินของเขา
นักปฏิบัติ เราจะพยายามทำความสงบของใจ เราก็จะหาหัวใจของเรา เราก็พุทโธๆ หรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิลงบนหัวใจของเรา เราก็ทำซ้ำๆ จนกว่ามันจะมีความชำนาญ
ชาวไร่ชาวนาเขาทำทุกปีๆ จนเป็นอาชีพของเขา เขาทำจนเขามีความชำนาญของเขา เขากำหนดของเขาได้ตลอดเวลา
ไอ้เราเหมือนกัน เราเป็นนักปฏิบัติๆ เราก็ต้องค้นคว้าหาหัวใจของเราไง เราก็ทำลงบนหัวใจของเรา แก้ไข เราก็ต้องกลับไปพุทโธต่อไง เราก็พยายามทำความสงบของใจเข้ามา
แล้วถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องชอบธรรมนะ เวลามันหยุด มันหยุดนะ เราก็พุทโธต่อเนื่อง มันหยุด เราก็หยุดกับมัน
เหมือนกับขับรถไปบนกลางสะพาน แล้วก็จอดรถไว้บนสะพาน ขับรถมันขับรถ เราขึ้นสะพาน เราก็ลงสะพานต่อเนื่องไปถึงเป้าหมายของเรา
นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆ ถ้ามันหยุด หยุดเราก็พุทโธต่อไปสิ เราไม่หยุดรถของเราบนสะพาน เราจะขับรถของเราขึ้นสะพาน แล้วก็ลงสะพาน แล้วก็จะไปสู่เป้าหมายที่เราปรารถนา
ถ้ามันพุทโธๆ จนมันหยุด นี่เก่ง แต่มันไม่พุทโธต่อไปไง ถ้ามันพุทโธต่อไป ก็เท่ากับเราขับรถของเราต่อไป ถ้าพุทโธต่อไป เพราะมันยังพุทโธได้ไง
มันมีกรณีหนึ่ง พุทโธๆๆ จนพุทโธหายไง
แล้วบอกว่า ถ้าสมมุติว่าให้นึกพุทโธได้ไหม ได้ครับ
แสดงว่ามันหายไปโดยความสะเพร่าของเรา มันไม่ใช่หายไปโดยข้อเท็จจริง
ถ้าโดยข้อเท็จจริง พุทโธๆๆ จนมันละเอียดนะ ละเอียดอย่างใดก็แล้วแต่ พุทโธต่อเนื่องไป นั่นน่ะเราจะขับรถขึ้นสะพาน แล้วลงสะพานไปสู่เป้าหมายนั้น
พุทโธๆๆ จนพุทโธหายเลย แล้วสมมุติถ้านึกได้ไหม ได้ครับ
แสดงว่าสะเพร่า ไม่เอาจริง หรือไม่รอบคอบพอ การปฏิบัตินั้นก็มีอุปสรรคไง
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของมัน ขับรถขึ้นสะพาน ลงสะพาน ต้องไปถึงเป้าหมายนั้น พุทโธๆๆ พุทโธจนพุทโธไม่ได้ ไม่ได้ มันไม่ได้ในตัวมันเอง แล้วมันรู้มันชัดๆ มันจะมีความสุข ความสงบ มันมีความมหัศจรรย์ มันไม่ตื้อๆ ตื้อๆ
ตื้อๆ นี่เราก็ชมนะ ชมว่ามันไม่ไปกับหมุนติ้วๆ อันนี้ใช้ได้ แต่ตื้อๆ มันก็บอกอยู่แล้ว ตื้อๆ หนักๆ มันเป็นของมีน้ำหนักไง มันไม่ใช่ของปุยนุ่นไง มันไม่ใช่ความสว่างไสวไง เห็นไหม มันแตกต่าง ผลลัพธ์มันฟ้อง มันฟ้องว่าเราทำไม่ถึงที่สุด เราทำไม่ต่อเนื่องไป
ไอ้นี่แค่หมุนติ้วๆ มันหยุด มหัศจรรย์แล้ว ก็คิดว่านี่คือเป้าหมายแล้ว แต่ความจริงมันยังพุทโธต่อเนื่องไปได้ อย่างเช่น ลมพายุเกิดขึ้น ลมพายุนั้นผ่านบ้านเราไป พอมันผ่านบ้านเราไปแล้ว สิ่งที่เหลือเราก็ซ่อมแซมบำรุงรักษาบ้านเรา
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาลมพายุมันมา แล้วมันผ่านไปไง ไอ้หมุนติ้วๆๆ มันมาแล้วมันผ่านไป แล้วบ้านเราล่ะ ไม่ดูแลรักษาบ้านเราต่อไปไง ถ้าจะดูแลรักษา เราก็ทำต่อเนื่องไป ไอ้อาการตื้อๆ มันจะดีขึ้น เพราะมันมีแรงส่งมาจากไอ้หมุนติ้วๆ แล้วหยุด
ไอ้หมุนติ้วๆ แล้วหยุดนี่คือผลงาน ถ้าผลงานนี้ภูมิใจนะ แต่มันจะมีงานต่อไปไง ผลงานเราได้มาครึ่งหนึ่ง แต่มันยังมีผลงานต่อเนื่องไป เราไปวางมือซะ แล้วถามว่านี่มันคืออะไร นี่มันคือจิตที่มันปล่อยวางจากอาการที่มันลากไปจนมันเป็นตัวของมัน แต่มันยังไม่เบาบางพอ
ถ้าวิธีการให้ทำเบาบาง ก็พุทโธๆ พุทโธคือคำบริกรรม บริกรรมคือจิตนั้นมันฟอกตัวมันเอง จิตนั้นมันมีการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวเพื่อหยุดนิ่ง เคลื่อนไหวเพื่อสงบ
ถ้ามันหนักๆ มันไม่ได้เคลื่อนไหว มันมีน้ำหนักของมันไง ถ้าพุทโธๆ บริกรรม บริกรรมคือการเคลื่อนไหวของใจนั้น เขาเรียกว่าต้องมีคำบริกรรม ต้องมีงาน มีการเคลื่อนไหว มีการกระทำ เพื่อให้จิตนั้นมันฟอก เพื่อให้จิตนั้นมันสะอาดของมันด้วยคำบริกรรมของมันไง นี่พูดถึงว่า แก้ไข ถ้าจบนะ
ฉะนั้น แบบนี้เรียกว่าสมาธิแบบไหนครับ
เป็นสมาธิตื้อๆ ที่รู้อยู่ในหัวใจนั้นครับ เป็นสมาธิของเรา เป็นสมาธิ เป็นสมาธิด้วยความภูมิใจไง ด้วยความภูมิใจว่า เราประพฤติปฏิบัติแล้วเราก็ทำได้ของเรา นี่เป็นแนวทาง
จากการปฏิบัติเริ่มต้น เราจับหนทางอะไรไม่ได้เลย จิตนี้เป็นนามธรรม เหมือนอากาศที่เราไม่มีแผนที่ ไม่มีพิกัด แต่พอเราทำของเรา มันมีแล้ว เราทำได้ของเราแล้ว แล้วทำของเราให้มันต่อเนื่องไป
สาธุนะ เวลากาลามสูตรๆ ไม่ให้เชื่อใครทั้งสิ้น ให้เชื่อผลจากการปฏิบัติ นี่เราก็ปฏิบัติแล้ว แล้วเราได้เห็นแล้ว แล้วทำแบบเดิม ทำแบบที่โยมพุทโธ โยมใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ทำแบบนี้ แล้วให้ละเอียด ให้รอบคอบขึ้น ถ้าละเอียดและรอบคอบขึ้น มันเป็นประสบการณ์ แล้วทำไปมันจะมีผลงานของมันไง
เวลามีผลงาน เห็นไหม ผู้ที่มีอำนาจวาสนาในการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าปฏิบัติขึ้นไปแล้ว ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันอยู่ที่ประสบการณ์ในใจนั้นน่ะ ประสบการณ์ในใจนั้น แล้วเวลาไปหาครูบาอาจารย์ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติแล้ว ท่านจะมีประสบการณ์ในใจของท่าน
แล้วเวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับคือขณะจิต คือนิโรธ ดับทุกข์ด้วยเหตุ ด้วยมรรคไง มรรค ๘ ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้อง เอวัง