ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

คิดหลอก

๒๕ มิ.ย. ๒๕๖๕

คิดหลอก

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๙๘. เรื่อง “ขันธ์ ๕ คือดารา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกมีคำถามอยากกราบขอความเมตตาจากหลวงพ่อได้โปรดไขข้อสงสัยของลูกด้วยเจ้าค่ะ

ปกติลูกจะต้องฟังธรรมก่อนนอนอยู่เสมอ หากจะนั่งสมาธิก็มักจะพิจารณาร่างกายเป็นโครงกระดูก ซึ่งลูกเคยส่งคำถามมากราบเรียนหลวงพ่อถึงวิธีการปฏิบัติแบบนี้ และหลวงพ่อเมตตาตอบว่าปฏิบัติถูกแล้ว เจ้าค่ะ

การฟังธรรมจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทางยูทูบ ส่วนใหญ่ท่านจะสอนให้เห็นว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวเรา ลูกฟังและเชื่อตามคำสอนตลอดมา แต่ก็เป็นความเชื่อที่เกิดจากการฟังธรรม ไม่ได้เกิดจากการภาวนาแล้วพบด้วยตนเอง อย่างที่เคยได้ยินว่า ต้องรู้เห็นด้วยตนเองเป็นปัจจัตตัง แต่อย่างใด

เมื่อเช้าลูกเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามกรรมเก่า และก็จะแตกสลายไปเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ทิ้งไว้ในโลกนี้ หากจิตยังไม่หลุดพ้นจากอวิชชา ก็จะต้องไปเกิดใหม่ ได้ขันธ์ ๕ ใหม่ตามกรรมที่ทำไว้อีก เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไป แล้วจิตที่ไม่มีการเกิดดับ (จิตเดิมแท้) จะต้องไปทุกข์ร้อนอะไรกับขันธ์ ๕ นั้นๆ เปรียบเหมือนการนั่งดูภาพยนตร์ ที่ขันธ์ ๕ จะเป็นผู้ได้รับบทบาทให้แสดงไปตามบทในแต่ละภพละชาติ คนดูภาพยนตร์ (จิตเดิมแท้) ก็ไม่ต้องไปทุกข์สุขกับขันธ์ ๕ ดาราที่แสดงไปตามบทที่เขาเขียนให้แสดงที่ได้รับมาตั้งแต่ก่อนเกิด แค่อาศัยขันธ์ ๕ ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา อย่างไม่ต้องหาเหตุผลอะไรก็พอแล้ว วันหนึ่งก็จะได้ไม่ต้องมานั่งดูภาพยนต์ที่ขันธ์ ๕ แสดงอีก

ลูกเรียนถามหลวงพ่อว่า ความคิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ และลูกขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อที่ได้ตอบคำถามลูกด้วยค่ะ

ตอบ : อันนี้มันเป็นความคิด ความคิดที่ใครๆ ก็คิดได้ แต่เวลาใครๆ ที่คิดได้ อย่างเช่นที่ว่าขันธ์ ๕ ฟังเทศน์จากครูบาอาจารย์มาว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ก็เชื่ออย่างนี้มาตลอด เชื่ออย่างนี้มาตลอด นี่ก็ความเชื่อไง

แต่โดยฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เวลาจิตของเรามันละเอียดขึ้น เวลาจิตของเรา จิตมันเคยได้พัก เคยได้เข้าสมาธิบ้าง ไม่ได้บ้าง มันก็พัฒนาของมันขึ้น ถ้าพัฒนาของมันขึ้น เวลามันเกิดความคิดขึ้นมาไง

อันนี้เราจะบอกว่า ถ้าเป็นปัญญา มันก็เป็นโลกียปัญญา ปัญญาที่เวลาเราเกิดขึ้น เราคิดของเราขึ้นมา

เราก็เชื่อขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้วพอเชื่อแล้วเราก็คิดจินตนาการ คิดเปรียบเทียบไง พอคิดเปรียบเทียบไปเราก็บอก เวลาขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มันก็เป็นขันธ์ ๕ อย่างนี้ ถ้าเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราก็มาได้ขันธ์ ๕ อยู่อย่างนี้ แล้วไอ้จิตเดิมแท้นั่นน่ะ มันเป็นผู้ดู เรื่องบทบาท เรื่องการแสดง

นี้เรามีสติมีปัญญาไง หนึ่ง แล้วเรายังไม่มีเวลาทุกข์มันกระทบรุนแรง เวลามันกระทบรุนแรงนะ แล้วเวลากิเลสมันขี่คอ มันไม่มีเวลาปฏิบัติ เวลาปฏิบัติมันคือขีดวงไม่ให้กิเลสมันเติบโต การปฏิบัติคือตรงข้ามกับกิเลสไง กิเลสมันคือความเคยตัวของมัน มันเคยมีอำนาจของมัน มันก็คิดตามอำนาจของมันไง

แต่เวลาเราคิดถึงขันธ์ ๕ ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ เราเกิดมาแล้ว เรามาได้ขันธ์ ๕ ในภพชาตินี้ เวลาเราคิดว่าธาตุ ๔ ไง ธาตุ ๔ ก็ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็เอาดิน น้ำ ลม ไฟให้มาเกิดเป็นคนอีก มันก็เป็นคนไม่ได้

ขันธ์ ๕ ก็เหมือนกัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราปั้นแต่งได้ มันเหมือนกับเปรียบเทียบนะ เปรียบเทียบเหมือนกับอาจารย์ใหญ่ เมื่อก่อนทางวงการแพทย์นะ เขาเดือดร้อนมาก เขาต้องมีอาจารย์ใหญ่เพื่อให้แพทย์ฝึกหัด แล้วศึกษาเรื่องอนาโตมี เรื่องผลกระทบของร่างกาย เรื่องการผ่าตัด

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเจริญนะ มันมีหุ่นยนต์น่ะ มันมีเขาสร้างมาโดยโครงสร้างร่างกายเหมือนกันหมดเลย แต่มันก็ทำไม่ได้หรอก มันไม่ได้ หมายความว่า เวลามันผ่าตัด มันเย็บ มันต่างๆ มันต้องใช้เนื้อไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้วถ้าอย่างนั้นแล้วเราก็มาดูขันธ์ ๕ จิตเดิมแท้มันก็ดูเฉยๆ ดูจนสิ้นกิเลสไป นี่ความคิดของเราไง มันไม่เป็นความจริงหรอก มันเป็นความจริงไม่ได้ เพราะความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดเด็กๆ ความคิดนี้ฝึกหัดใหม่ เพราะว่าถ้าวงรอบมันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นอย่างนี้ไง

เวลาในสมัยพุทธกาลนะ มันมีความเชื่อในลัทธิหนึ่งว่าคนเราต้องเกิดเป็นคน ๕๐๐ ชาติ พอครบ ๕๐๐ ชาติก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปเลย บางความเชื่อ เวลาเกิดมาแล้วเสพสุขอย่างเดียวเลย เวลาเสพสุขแล้วมันก็จะสิ้นกิเลสไปเลย

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดมาแล้วเราก็จะเป็นมนุษย์ไง จริงหรือ เขาว่าเกิดเป็นมนุษย์ ๕๐๐ ชาติ ครบชาติที่ ๕๐๐ จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปเลย

กรรมดี กรรมชั่วนะ การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์เชียว แล้วเกิดเวลาคนที่มีอำนาจวาสนาเกิดเป็นมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ มันก็แบบว่าใกล้ชิด คือใกล้ชิดคือว่าความรู้สึกเดิมมันยังมีอยู่พร้อม

เวลาไปเกิดเป็นเทวดา ไปเกิดบนพรหม ๘๐,๐๐๐ ปี กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์นี่นะ ศาสนาหมดไปสองรอบ แล้วมาเกิดอีก แล้วมันจะได้ขันธ์ ๕ ไหม เป็นพรหม เป็นเทวดามีธาตุ ๔ ไหม

ขันธ์ ๔ ครับ ไม่มีรูป แล้ววัฏฏะเป็นอย่างไร

ไอ้นี่ผลที่ว่า ถ้าผู้ถาม พอจิตเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราอยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ ในปัญญา แล้วเราตรึกตรอง แล้วใคร่ครวญธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็เชื่อของเราแบบนี้ไง

เวลาเรามีความเชื่อ นี่เขาเรียกว่าศรัทธา ศรัทธาคลอนแคลนได้ ศรัทธาเปลี่ยนแปลงได้ ศรัทธาๆ อจลศรัทธา ถ้าเราทำความสงบของใจบ้าง จิตสงบขึ้นมา อ๋อ! อ๋อ! มันจะเกิดอจลศรัทธา คือศรัทธาที่มั่นคง ถ้ามั่นคงก็ทำคุณงามความดีของเรา

ฉะนั้น เวลามีศรัทธา มันก็มีความเชื่อ เห็นไหม

เมื่อเช้านี้ลูกมีความคิดขึ้นมาว่า ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕

มันเป็นกรรมเก่า คือจะบอกว่ามันเป็นสิทธิ์ไง

พอเกิดมามันก็มีร่างกายกับจิตใจ มีขันธ์ ๕ กับมีธาตุ ๔ แล้วเราก็ดูมันไป

จริงหรือ

ดูมันไปแต่ละภพแต่ละชาตินี่นะ แต่ละภพแต่ละชาติ ถ้ามันมีผลกระทบ ที่มันมีความทุกข์ที่รุนแรง คนที่เขายึดมั่นถือมั่น เขาทำลาย ลูกฆ่าพ่อ พ่อแม่ฆ่าลูก คนรักฆ่ากันอย่างนี้ นี่ขันธ์ ๕ หรือ ถ้าเวลาจิตใจมันไปเจอสภาพแบบนั้นน่ะ

แล้วเกิดมาในปัจจุบันนี้ ทุกครอบครัวเป็นทุกข์เป็นยากมาก เพราะห่วงลูกของตน เพราะสังคมไง ยาเสพติด ตอนนี้ออนไลน์หลอกหลวง แล้วเด็กวุฒิภาวะมันยังไร้เดียงสา โดนหลอกลวงหมดน่ะ นี่ดูเฉยๆ ใช่ไหม

ถ้าเราดูขันธ์ ๕ ไปเฉยๆ สิ มันไม่มีการหลอกลวง มันไม่มีใครมาคดมาโกง มันไม่มีใครมาทำร้ายเรา

เยอะแยะไปหมด

ถ้าเยอะแยะไปหมด จะนั่งดูเฉยๆ เราก็ดูขันธ์ ๕ ไปไง ดูจนเข้าใจแล้วเราก็สิ้นกิเลสไป

ดูขันธ์ ๕ ดูอย่างไร

นี่พูดถึงความคิดที่มันเกิดขึ้นไง

ถ้าความคิดที่มันเกิดขึ้น ใช่ ความคิดที่ผู้ถามเกิดขึ้น เราจะบอกว่ามันไม่ผิดหรอกนะ มันไม่ผิด หมายความว่า ถ้าเราเริ่มฝึกหัดปฏิบัติใหม่ เราพยายามจะทำความสงบของใจ เริ่มต้นกิเลสมันก็คัดค้านแล้ว ชีวิตเรา เราก็เป็นคนดีอยู่แล้ว เราก็ทำความดีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องมาทุกข์ทรมาน มานั่งสมาธิ มาเดินจงกรมให้มันทุกข์มันยากขึ้น

แค่จะปฏิบัติมันก็ขัดแข้งขัดขาแล้ว แล้วเวลามาปฏิบัติขึ้นมา มันทุกข์มันยากไปหมดเลย นั่งนี่มันเครียดมาก พุทโธก็ไม่ได้ นั่งก็เจ็บขา เจ็บเนื้อเจ็บตัว เจ็บปวดไปหมดเลย

ไอ้นั่นน่ะผลข้างเคียง แต่ความจริงขึ้นมา เราต้องการทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้ว เวลาที่ว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัตินะ เวลาท่านทำใจสงบแล้ว จิตเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าตามความเป็นจริง มันเห็นกิเลสไง

สิ่งที่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาถ้ายังปฏิบัติยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มันไม่รู้จักกิเลส แล้วมันไม่เห็นกิเลส ผู้ถามนี้มันเกิดปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นเกิดจากจินตนาการ

เพราะเขาบอก เมื่อเช้าความคิดมันเกิดขึ้นมา ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕

ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับมันไง เราก็ดูมันไปเฉยๆ ไง จิตเดิมแท้ก็ไม่เดือดไม่ร้อนไปกับมันไง ไม่เดือดไม่ร้อนตอนนี้เพราะอะไร เพราะเราไม่มีผลกระทบของกิเลสมันขี่คอไง มันไม่มีผลกระทบ เห็นไหม

หลงในเรื่องอะไรไง มันไม่มีผลกระทบจนโกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟไง มันไม่มีผลกระทบจนเป็นความทุกข์ความยากไง เวลามีผลกระทบขึ้นมา มันจะดูขันธ์ ๕ ได้อย่างไรล่ะ เพราะมันทุกข์มันยากขนาดนั้นน่ะ มันดูไม่ได้หรอก

มันจะดูขันธ์ ๕ ได้ มันต้องจิตสงบก่อน

แต่ผู้ถามๆ เพราะเขาประพฤติปฏิบัติมาไง ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้วฟังเทศน์มาตลอดไง แล้วหลวงพ่อก็บอกว่า ถามหลวงพ่อมาหลายครั้ง หลวงพ่อก็บอกว่าถูก

ถูกจริงๆ วิธีการปฏิบัติมันถูก แต่เวลามันพัฒนาขึ้นไป เวลามันมีผล ผลที่มันเกิดขึ้นจากการภาวนา

ผลที่เกิดขึ้นจากภาวนา เห็นอย่างนี้ถูกไหม ก็ถูกในระดับนี้ ถ้าพูดถึงว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ก็ถูก แต่จริงหรือเปล่าล่ะ ถ้าจริง เวลามันเจ็บปวดมันก็ไม่เจ็บปวดไง

เรามีหมอนวดเส้นนะ เวลากดลงไป “ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา” ดิ้นพราดๆ “ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา”

ไม่ใช่เรา มันต้องวางได้ตามความเป็นจริงไง เจ็บปวดขนาดไหนก็สักแต่ว่า เจ็บปวดไม่ใช่เรา

แต่นี่พอโดนกดเข้าไปที อู้ฮู! ดิ้นพราด จนร้องจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เรา

ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราตอนมันพูดไง แต่เวลากดเส้นลงไป โอ้โฮ! ดิ้นพราดๆ ไม่ใช่เรา

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน มันยังไม่มีผลกระทบไง

ฉะนั้น ความคิดแบบนี้ผิดไหม

ไม่ผิดหรอก แต่มันเป็นความคิดแบบโลกไง คำว่า โลกียปัญญาๆ” โลกียปัญญาคือเกิดจากความคิดของเรา แยกแยะของเรา การปฏิบัติของเรา ถ้าถามว่าถูกไหม

ถูกหรือผิดเวลาถ้าเป็นผู้ถามนะ เราก็บอกว่าถูก ไม่ผิดหรอก แต่มันถูกแบบว่าฝึกหัดกันขึ้นมาไง ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วถ้าถูก มันก็จะละเอียดขึ้นไปๆ ถ้าถูกแล้วมันปล่อยวางขึ้นมา เป็นอิสระขึ้นมา แต่ถ้ามันต้องเห็นตามความเป็นจริง เวลาเห็นตามความเป็นจริงมันเห็นกิเลส

เวลาขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ เราก็ดูเฉยๆ เพราะเราไม่เห็นกิเลสไง มันก็เหมือนเมนูอาหารไง มันไม่มีอาหาร แต่เมนู อ่านเมนูอาหารว่าร้านนี้มีเมนูอาหารชนิดนี้ๆ ถูกไหม ก็ถูก แต่อาหารอยู่ไหนล่ะ อาหารอยู่ไหน

นี่ก็เหมือนกัน ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้วเวลาขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง สังโยชน์มันขาด แล้วมันอยู่ไหนล่ะ

ไอ้นี่คำว่า ดูไปเฉยๆ” ที่เราโต้แย้งนี้เราจะบอกว่า สิ่งที่รู้ที่เห็น เรารู้เห็นด้วยปัญญาของเรา ปัญญาระดับนี้ ระดับพื้นฐานเริ่มต้น แต่ถ้ามันพิจารณาไปแล้ว จิตมันอิสระมากขึ้น เวลามันเห็นขันธ์ ๕ จริงๆ จิตเห็นอาการของจิตที่ตามความเป็นจริง โอ้โฮ! จะไม่กล้าพูดอีกเลยนะ โอ้โฮ! กิเลส กิเลสมันร้ายนัก กิเลสมันร้ายนัก

ถึงว่าไม่รู้จักกิเลส ไม่เคยเห็นกิเลส จะฆ่ากิเลสได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ไง เราไม่รู้ถึงเป้าหมาย เราจะไปถึงจุดเป้าหมายได้อย่างไร มันก็วนอยู่นี่ มันไม่ไปไหนหรอก

แต่ถ้าการฝึกหัด วนเพื่อจะหยุด หยุดเพื่อจะตั้งหลัก

ตั้งหลักแล้วจะให้รู้จริง

ถ้ารู้จริงนั่นน่ะ โอ้โฮ!

เราพูดประจำ แม้แต่ทำความสงบของใจ ฌานสมาบัติ อุตตริมนุสสธรรม อวดอุตตริมนุสสธรรมมันธรรมเหนือมนุษย์ไง แค่จิตสงบนะ ไอ้นี่ปัญญาๆ ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์ นั่นก็ไม่ใช่เรา นี่ก็ไม่ใช่เรา เขาว่าเราบ้าหรือเปล่า ก็ขันธ์ ๕ และธาตุ ๔ ก็คือเรานี่ไง แล้วมันไม่ใช่เราตรงไหนล่ะ

มันเป็นเราโดยสมมุติ สมมุติคือชั่วคราว จริงตามสมมุติ มันเป็นความจริงว่าร่างกายและจิตใจนี่เรา แต่เราโดยความสมมุติ มันไม่เป็นตามความเป็นจริงโดยพุทธบัญญัติ โดยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บอกมันไม่ใช่ของเราจริงๆ หรอก ของเราจริงๆ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลามันตายไป มันก็ทิ้งธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ อย่างที่โยมถาม โยมคิดนี่ใช่ แต่เวลามันไปเกิด มันไปเกิดในนรกอเวจี มันก็ไม่มีธาตุ ๔ นะ มันเป็นโลกแห่งจิตวิญญาณนะ ไปเกิดเป็นเทวดาเป็นทิพย์สมบัติหมด มันไม่มีธาตุ ๔ แล้วไปเกิดบนพรหม ขันธ์ ๑ มันไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันไม่เป็นแบบนี้หรอก

แต่ที่โยมคิดว่ามันเป็นแบบนี้ แล้วจิตเดิมแท้นี้เป็นแค่ผู้ดู เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แล้วโยมก็ฟังเทศน์ โยมก็ปฏิบัติ แล้วก็มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้

ถ้าบอกว่ามันถูกไหม ก็ถูก แต่คำว่า ถูก” ถ้าจิตเดิมแท้ที่เป็นผู้ดูเฉยๆ จิตเดิมแท้เป็นผู้รู้เท่าทัน มันก็จะปล่อยวางไปเอง

มันไม่ใช่ เพราะว่าไอ้นี่มันเป็นการคิด การจินตนาการ มันยังไม่เห็นตามความเป็นจริง แต่ถ้าเห็นตามความเป็นจริงนะ จิตเห็นอาการของจิต มันเห็นแล้วมันมีโทษไง

เหมือนเชื้อโรค เหมือนคนเจ็บไข้ได้ป่วย มันมีเชื้อโรค มันมีเหตุมีปัจจัย พอจิตเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ขันธ์ ๕ มันเป็นขันธ์ ๕ แต่มันเป็นขันธมาร มารมันควบคุมขันธ์ ๕ มารมันเป็นเจ้าของขันธ์ ๕ แล้วมารมันก็ใช้ขันธ์ ๕ รังแกเจ้าของขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ กับเรา เห็นไหม ดูสาวๆ สิ ศัลยกรรมๆ น่าสงสารเนาะ ให้เอามีดกรีดอย่างนั้นน่ะ เพื่อจะรักษาธาตุ ๔ ให้มันสวยไง นั่นก็ขันธ์ ๕ รังแกขันธ์ ๕ ทำให้ขันธ์ ๕ เจ็บปวดเปล่าๆ แต่อยากสวย

นี่ก็เหมือนกัน ขันธ์ ๕ มันก็รังแกนะ มันทำเราชราคร่ำคร่า มันต้องชราคร่ำคร่าไปโดยธรรมชาติของมัน นี่ขันธ์ ๕ แล้วมันมีมาร มารมันก็ทำความทุกข์ความยาก มันไม่สมความปรารถนา มันก็ทุกข์ก็ยาก ไอ้ทุกข์ไอ้ยากนั่นแหละไอ้ตัวมารน่ะ

ถ้าเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงนะ เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้ามันจับต้องได้ตามความเป็นจริงไง จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอันนั้นมันถึงเป็นความจริง นี่พูดถึงว่าเป็นสัจจะความจริง

ฉะนั้น คำถาม ขันธ์ ๕ คือดารา

ขันธ์ ๕ มันต้องรู้จริงเห็นจริง แล้วจับพิจารณา

ไอ้นี่ขันธ์ ๕ เป็นดารา ดาราก็เป็นดาราผู้ดูเหมือนในหนัง ก็ตอนนี้ไง ทวิภพ ๕ ภพ ๑๐ ภพไง นิยายทีวี อู้ฮู! เรื่องอดีตชาติซับซ้อน เขียนกันซับซ้อน ก็มาจากนี่ไง เกร็ดประวัติศาสตร์ เกร็ดธรรมะนี่ไง แล้วก็เขียนกัน เขียนกันแล้วไปตามอย่างนั้น มันก็เป็นการดูละครทีวีเลย ปฏิบัติแบบละครทีวี

ปฏิบัติตามความเป็นจริง ละครทีวีมันก็เป็นนิยาย เป็นนิยาย เป็นเรื่องจินตนาการเขียนขึ้นมา เป็นเรื่องวิบากกรรมของแต่ละบุคคล แต่ของเรามันเป็นข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงมันต้องเห็นตามความเป็นจริง

ฉะนั้น คำถามถามว่า แค่จิตเดิมแท้เป็นผู้ดูขันธ์ ๕ แล้วเกิดชาติใหม่ก็ได้ขันธ์ ๕ ใหม่

จริงหรือ แล้วเกิดชาติใหม่จะเป็นมนุษย์อีกจริงหรือ แล้วเกิดชาติใหม่แล้วก็เป็นบุคคลคนใหม่ แต่จิตดวงนั้นน่ะ แต่บุคคลคนใหม่ แล้วอยู่ในสภาวะแวดล้อมอย่างใด มีความรู้สึกนึกคิดอย่างใด

พันธุกรรมของจิตๆ พันธุกรรมของจิตน่ะใช่ แต่สภาวะแวดล้อมที่มันทุกข์มันยากกว่านี้ สภาวะแวดล้อมอื่น แล้วเราจะมีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติหรือไม่ นี่พูดถึงเกิดเป็นมนุษย์ซ้ำๆ นะ แล้วถ้าไปเกิดระหว่างในวัฏฏะที่มันแตกต่างกันไป นั้นอีกเรื่องหนึ่งนะ นี่พูดถึงว่าผลของการเวียนว่ายตายเกิด สังสารวัฏ

แต่ในปัจจุบันนี้เราปฏิบัติไป ไอ้ปัญญาอย่างนี้ เราพยายามจะชี้ให้เห็นว่า มันเป็นปัญญาแบบวิทยาศาสตร์ ปัญญาแบบโลกที่เราคิดขึ้นมาโดยจิตใจของเรา แต่เวลามันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากธรรม เกิดจากศีล สมาธิ แล้วปัญญาที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้า ภาวนามยปัญญา ถ้าไปเจอข้างหน้า จะมีน้ำหนักแล้วทิ้งความเห็นอย่างนี้เด็ดขาด แล้วค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติไป

ที่พูดนี้ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องโลกๆ เป็นเรื่องปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฝึกหัดของเรา มันจะผิดไหม ไม่ผิด แต่ถ้าเชื่ออย่างนี้ มันจะเติบโตไปข้างหน้าไม่ได้ ถ้าเชื่ออย่างนี้ ก็คิดว่าพิจารณาอยู่อย่างนี้ คือให้จิตเดิมแท้ดูอย่างนี้ จิตเดิมแท้ก็เราคิดเอาเองว่ามันเดิมแท้ แต่ความจริงมันเป็นโลกียะหมด มันเป็นความรู้สึกนึกคิดโดยสัญชาตญาณของเราโดยข้อเท็จจริงของเรา

ฉะนั้น ให้ประพฤติปฏิบัติต่อไป แล้วมีสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นน่ะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นการยืนยันกับการปฏิบัตินั้น จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๙๙. เรื่อง “จิตแก้จิตติดนิมิต”

กราบหลวงพ่อ ตอนนี้หนูสมาธิเจริญวิปัสสนา หนูใช้วิธีของหลวงปู่ดูลย์ เอาจิตส่องใน จิตเห็นจิต เอาจิตผู้รู้ที่เกิดจากการทำสมาธิพิจารณาจิตอีกดวงที่มีกิเลส พอจับตัวกิเลสได้ก็ทำตทังคปหานกิเลส โลภ โกรธ หลง ไปทีละครั้งจนจิตโล่งขึ้นเรื่อยๆ

ขอถามดังนี้

๑. หนูใช้วิธีนี้ถูกไหมคะ

๒. พอหนูใช้วิธีจิตเห็นจิต แล้วฟังหลวงตาท่านบอกว่า ถ้ามีสมาธิสามารถคุยกับจิตได้ ตอนที่ทำเจริญวิปัสสนาแล้ว บางครั้งจิตมันก็หลุด อะไรมาเกี่ยวกับอดีตชาติ ชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร โดยไม่ตั้งใจถาม ตอนนี้ไม่มีนิมิตเข้ามากวนค่ะ

ขอถามว่า สิ่งนี้เป็นจริงไหมคะ เชื่อได้ไหมคะ

หนูฟังหลวงพ่อบอกว่า ถ้าอุปจารสมาธิแล้วอาจเข้าถึงสัญญาในอดีตชาติที่เป็นเนื้อส้ม ส่วนขันธ์ ๕ ใช้ชาตินี้คือเปลือกของส้ม จิตเหมือนคอมพิวเตอร์ที่สะสมข้อมูลไว้ ถ้าทำสมาธิก็เข้าถึงได้ค่ะ

๓. ต่อมาจิตเกิดนิมิต ค้นพบว่าเกิดจากจิตส่งออก หลวงปู่ดูลย์บอกบ้าได้ หนูเลยแก้ตัวด้วยการเอาจิตเห็นจิต ยึดจิตผู้รู้ของตัวเองเป็นหลัก มีอะไรเกิดขึ้นก็ถามจิตว่า นี่เป็นความจริงไหม จิตผู้รู้ดันตอบว่าจริง แต่ปรากฏว่าจิตยังคงติดนิมิตหนักกว่าเดิม ถามมันว่าอันนี้คืออดีตชาติใช่ไหม จิตมันตอบว่าจริง ตอนแรกหนูเชื่อ เพราะคิดว่ามันเป็นเนื้อส้ม เป็นอดีตชาติค่ะ แต่ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าพลาดไป

หนูขอถามว่า เราเชื่อจิตได้แค่ไหนในสิ่งที่มันบอก อะไรเชื่อได้ อะไรเชื่อไม่ได้ ทำไมใช้จิตเห็นจิตจึงเกิดนิมิต

๔. ขั้นตอนในการพิจารณาจิตของหนูผิดตรงไหน ทั้งๆ ที่หนูก็ทำตามหลวงปู่ดูลย์ด้วยการใช้จิตเห็นจิตเพื่อแก้นิมิต แต่นิมิตก็ไม่หายไป ตอนนี้นิมิตเสียงเกิดขึ้นทั้งยามหลับและยามตื่น เป็นเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์ที่มันเวอร์เกินไป ไม่จริง

หนูกังวลใจมากๆ ค่ะ ขอหลวงพ่อชี้แนะทางปฏิบัติด้วยค่ะ ขอบคุณ

ตอบ : จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตเห็นจิตเป็นมรรค

แต่นี้เพราะหนูใช้วิธีการของหลวงปู่ดูลย์ไง จิตส่งใน จิตเห็นจิต

คิดหลอกตัวเองทั้งนั้น

จิตเห็นจิต ใช้วิธีการหลวงปู่ดูลย์ แล้วหลวงปู่ดูลย์ท่านก็ให้พุทโธไง 

หลวงปู่ดูลย์ คำว่า ดูจิต” ของหลวงปู่ดูลย์ ก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด

โยมหยุดหรือยัง จิตเห็นจิต เอาอะไรไปเห็น หยุดคิดๆ เคยหยุดคิดไหม เคยหยุดได้หรือเปล่า ไม่มีอะไรหยุดเลย คิดไปเรื่อย คิดหลอก คิดหลอกแล้วกิเลสมันก็หลอกคิด พอมันหลอกคิดขึ้นมาไง

ด้วยความเชื่อของมนุษย์ มนุษย์ก็คิดว่า เวลาครูบาอาจารย์พูดสิ่งใด เราก็จะเข้าใจสิ่งนั้น แล้วทำตามสิ่งนั้นได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความจริงไม่ใช่ เพราะความคิดของเราๆ ไง ความคิดของเราคิดแบบโลกๆ นี่ไง

เราคิดแบบโลก เราก็อ่านตามตำรา เราก็ฟังเทศน์ แล้วก็ทำตามนั้นน่ะ ทำตามนั้นกิเลสมันก็คิดหลอก หลอกไปเรื่อยๆ เลย แล้วหลอกไปเรื่อยๆ นี่ยังดีนะ ยังแบบจะปฏิบัตินะ เวลาคนที่ไม่ปฏิบัติเขาก็ไม่เชื่อเลย แล้วคนที่ปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไร

ไอ้นี่ปฏิบัติโดยวิธีการหลวงปู่ดูลย์

คำว่า วิธีการหลวงปู่ดูลย์” กิเลสมันเอามาครอบไว้ แล้วพอกิเลสมันครอบไว้ แล้วนี่คือการปฏิบัติตามวิธีการหลวงปู่ดูลย์ แล้วการปฏิบัตินี้ก็จะถูกต้อง

จริงหรือ วิธีการปฏิบัติของหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์สอนอย่างไร สอนให้ดูจิตๆ แล้วดูอย่างไร

ท่านให้รู้จิต รู้ถึงว่าจิตของเรามันอยู่ในสถานะอะไร รู้ถึงความเป็นไปว่ามันดีมากน้อยขนาดไหน ถ้ามันดี อย่างน้อยๆ มันก็มีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา แล้วถ้ามันดีขึ้นๆ มันใช้ปัญญาอบรมสมาธิ หมายความว่า คิดรู้ คิดรู้และรู้คิด ไม่ใช่คิดหลอก แล้วให้กิเลสหลอกคิด

นี่เวลากิเลสมันหลอกคิดไง แล้วมันก็ครอบไว้ว่าวิธีการปฏิบัติของหลวงปู่ดูลย์ แล้วก็อ้างหลวงปู่ดูลย์นะ

หลวงปู่ดูลย์ท่านนิพพานไปแล้ว หลวงปู่ดูลย์ท่านวิมุตติสุขโดยสมบูรณ์แบบของท่าน ท่านไม่มาเดือดร้อนกับคนถามเลยนะ แล้วเวลาท่านเทศนาว่าการไว้ ท่านเทศนาว่าการไว้เพื่อชาวพุทธ แล้วเวลาชาวพุทธที่มีสติปัญญา แล้วทำประพฤติปฏิบัติให้ได้สมความเป็นจริง ผู้ปฏิบัตินั้นก็เป็นบุญกุศลของผู้ที่ปฏิบัตินั้น

หลวงปู่ดูลย์ไม่ได้บวกและลบกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติใด หลวงปู่ดูลย์ท่านสมบูรณ์แบบในตัวของท่าน แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ แล้วอ้างชื่อหลวงปู่ดูลย์ๆ แล้วเอาหลวงปู่ดูลย์มาครอบไว้ว่าปฏิบัติตามแนวทางหลวงปู่ดูลย์

แล้วที่ไหนเป็นแนวทางปู่ดูลย์

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด แต่การหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด

ความคิดๆ วิธีการที่เราจะคิด เราจะทำกันอยู่นี่ หยุดได้ไหม หยุดไม่เป็น แล้วไม่เคยหยุด ก็เลยไม่รู้วิธีไง

แต่คนที่เขาเคยหยุด เขารู้ รู้คิด คิดให้รู้แล้วมันหยุดคิด หยุดคิดแล้ว พอหยุดคิดนะ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ เพราะผลของมันคือสมุทัย ให้ผลเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ความคิด การอ่าน การกระทำ มันใช้พลังงานทั้งสิ้น มันต้องมีพลังงานทั้งหมด แล้วเวลามันหยุดล่ะ

พลังงานที่หยุด สิ่งที่เคลื่อนที่ที่เร็วที่สุดคือความคิด แล้วมันหยุดสะสมในตัวมันเอง มันมีพลังไหม มันต้องมีพลังในตัวมันนะ แล้วถ้ามีพลังในตัวของมัน จิตเห็นอาการของจิต นั่นถึงจะเป็นความจริง แล้วนี่มันมีอะไรเป็นความจริงบ้าง อย่างเช่น

หนูใช้วิธีนี้ถูกไหม

ต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

คำว่า รู้คิด คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด แบบหลวงปู่ดูลย์ ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ด้วยการประพฤติปฏิบัติของท่าน แต่ท่านเองท่านก็บอกว่า เราก็รู้คิด แต่บางทีก็ต้องใช้พุทโธๆๆ เหมือนกัน 

หลวงปู่ดูลย์ก็ให้พุทโธ เพราะอำนาจวาสนาของคนไม่เหมือนกัน

กีฬามันมีลิมิตระว่างรุ่นของมัน เพราะน้ำหนักและประสบการณ์แตกต่างกัน นักกีฬาสมัครเล่น นักกีฬาอาชีพ นักกีฬาอาชีพเขายังมีระดับของเขา

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราปฏิบัติใหม่ เราจะบอกว่าเราจะปฏิบัติแบบวิธีหลวงปู่ดูลย์แล้วถูกหมด เอาที่ไหน

นักกีฬาขึ้นมา ทุกคนบอกว่าจะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ ๒๐ ล้าน ไม่มีทีมใดซื้อนักกีฬาคนคนนั้นเลย ถ้านักกีฬาเขาเล่นของเขา แล้วเขามีผลงานของเขา เขาเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถมาก ทีมนักกีฬาทุกชนิดรีบแย่งชิงตัวเขาเลย การปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติของเราได้ไง

หนูใช้วิธีอย่างนี้ถูกไหมคะ

วิธีส่วนวิธี แต่การปฏิบัติมันมีบาปบุญแตกต่างกันไป มันต้องเอาข้อเท็จจริง

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด แล้วเวลาจะหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด

นี่ความถูกต้อง นี่ข้อที่ ๑. นะ

๒. หนูใช้วิธีจิตเห็นจิต

หนูใช้วิธีจิตเห็นจิต เราก็คิดเอง เราก็สร้างภาพได้ว่าเป็นนิมิตๆ จิตเห็นจิต เห็นอย่างไร

ถ้าจิตเห็นจิตนะ คำถามไม่สับสนแบบนี้ คำถามที่สับสนแบบนี้เพราะคิดเองเออเอง คิดหลอก หลอกคิด กิเลสหลอกให้คิด แล้วก็คิดแบบกิเลสหลอกๆ

หนูใช้วิธีจิตเห็นจิต ฟังหลวงตาท่านบอกว่า ถ้าสงบแล้วสามารถคุยกับจิตได้

อันนั้นถ้าคนทำตามความเป็นจริง เขามีสติมีปัญญาของเขา เวลาธรรมมันเกิด ธรรมมันต่างๆ ขึ้นมา เขารู้ของเขา เขาระดับของเขา

ไม่ใช่ว่าจะมาคิด มาจิตคุย จิตสงบแล้วคุยกับจิต มันเหมือนกับนิยายทวิภพ ๓ ภพ ๔ ภพเลย เขียนเอาเลย มันเป็นคู่เวรคู่กรรม มันเป็นระหว่างทหารญี่ปุ่นรักกับสาวชาวไทย คิดกันไป อดีตชาติต่างๆ

นี่มันเป็นไปโดยความเห็นผิดของตน บางครั้งจิตมันก็หลุดออกไป ไปเห็นเรื่องอดีตชาตินี่จบเลย

อดีตชาติ เรื่องนิมิตร้อยแปด ไปดูสิ พระปฏิบัติหมดน่ะ อดีตชาติยิ่งใหญ่ทั้งนั้นน่ะ อดีตชาติอะไร ยิ่งศรัทธา แหม! ถ้ามีฐานะ อดีตชาติเคยเป็นคู่ครอง แต่ขอทานไม่ใช่

อดีตชาติเขาดูแล้วให้มันเกิดธรรมสังเวช ยิ่งรู้เขายิ่งเงียบ ยิ่งรู้เขายิ่งไม่เอาสิ่งนั้นมาเป็นผลกระทบไง แต่ถ้าเป็นกิเลส มันเอาสิ่งนี้มาลวงโลก พูดถึงความผูกพัน พูดถึงการออเซาะฉอเลาะเพื่อผลประโยชน์ไง

ไอ้คนที่เชื่อเขา เวลาอดีตชาติ ทำไมไม่บอกว่าอดีตชาติของเรามันเป็นพวกคนทุกข์คนจนล่ะ แหม! ถ้าคนมั่งมีศรีสุข แหม! อดีตชาติใช่เลย

นี่พูดถึงว่าการเห็นอดีตชาติ อดีตชาติเขาเห็นแล้วนะ มันเป็นเรื่องหลอกๆ เยอะมาก สัญญาอารมณ์ร้อยแปด ถ้าตามความเป็นจริงแล้วมันอยู่ในใจไง

ฉะนั้นบอกว่า หนูฟังหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า อุปจารสมาธิ มันเป็นสัญญา มันถึงสัญญาในอดีตชาติได้

เวลาเราพูด เราพูดอธิบายของเรานะว่า ฤๅษีชีไพรก่อนสมัยพุทธกาล เขาระลึกอดีตชาติได้ การระลึกอดีตชาติของฤๅษีชีไพร คือเขาทำสมาธิของเขา

ทำสมาธิๆ ถ้าทำสมาธิโดยข้อเท็จจริงของเขา เขาสามารถรู้ถึงจิตใจของเขา แล้วเขารู้ถึงอดีตชาติของเขาได้ แต่เขารู้อดีตชาติของเขาได้ คำว่า อดีตชาติ” มันไม่ใช่ชาติปัจจุบันนั้น มันเป็นอดีต อดีตของจิตที่ผู้เห็นนั้น ถ้าจิตของผู้เห็นนั้น อดีตชาติของเขาแต่ละภพแต่ละชาติ เขารู้ของเขาว่าเขามาจากไหน เขาเป็นอย่างใด

แต่สมัยก่อนพุทธกาล ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว โลกมันยังไม่เจริญแบบนี้

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า หนูเคยฟังหลวงพ่อบอกว่า อุปจารสมาธิมันเป็นสัญญาระลึกอดีตชาติได้ มันเป็นเนื้อส้ม

ไม่ใช่ คำว่า เนื้อส้มๆ” ของเรา เนื้อส้มคือตัวจิต เปลือกส้ม เปลือกส้มคือขันธ์ ขันธ์ ๕ เปลือกส้มคือขันธ์ ๕ ทำความสงบของใจเข้ามาให้เข้าถึงเนื้อส้ม ความรู้สึกนึกคิดนี่ขันธ์ ๕ แล้วปล่อยขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้ามันปล่อยได้ มันทะลุถึงใจของตน มันถึงเป็นสัมมาสมาธิ

แล้วใครทำสมาธิได้บ้าง ใครเคยทะลุเปลือกส้มบ้าง

เปลือกส้มคือความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นี่ ขันธ์ ๕ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นี่ขันธ์ ๕ พุทโธๆ ก็ปล่อยวางขันธ์ ๕ คือเรามีส้มใบหนึ่ง เรามีส้มใบหนึ่ง เราจะแกะเปลือกส้มนั้น เราจะกินเนื้อส้ม เราไม่กินเปลือกส้ม

แต่สังคมเขากินส้มโดยกินเปลือก กัดทั้งเปลือกทั้งเนื้อเข้าไปพร้อมกัน แล้วมันจะได้รสชาติอะไร ทั้งขม ทั้งเฝื่อน ทั้งฝาด เพราะมันเป็นเปลือกส้ม โดยความรู้สึกนึกคิด โดยธรรมชาติของมนุษย์ ที่ความคิดๆ อารมณ์ความรู้สึกนี้เปลือก

พุทโธๆๆ ปัญญาอบรมสมาธิคือปอกเปลือกส้ม เข้าสู่เนื้อส้ม เนื้อส้มรสหวาน ถ้าเราพูด เราพูดอย่างนี้ ถ้าพูดว่าเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วถึงสัมมาสมาธิ ระลึกอดีตชาติได้

อดีตชาติ ถ้าฤๅษีชีไพรที่เขาเข้าถึงใจของเขา เขาระลึกอดีตชาติก็มี ฤๅษีชีไพรถ้าเขาระลึกได้มากได้น้อยก็มี นั่นคือระลึกอดีตชาติ

ฉะนั้นบอกว่า หนูเคยฟังหลวงพ่อบอกว่า อุปจารสมาธิอาจจะเข้าถึงสัญญาในอดีตชาติที่เป็นเนื้อส้ม ส่วนขันธ์ ๕ ในชาตินี้คือเปลือกส้ม จิตเหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่สะสมข้อมูลไว้ ถ้าทำสมาธิได้ หนูเคยฟังหลวงพ่อว่าอย่างนั้นนะ ฉะนั้นถึงบอกว่า สิ่งที่ว่าเวลาฟังหลวงตาพูดกับจิต หลวงพ่อพูดถึงเปลือกส้ม

๓. ต่อมาจิตเกิดนิมิต ค้นพบว่าเกิดจากจิตส่งออก หลวงปู่ดูลย์บอกบ้าได้ หนูก็เลยแก้ด้วยการจิตเห็นจิต

แก้ด้วยจิตเห็นจิตอย่างไร คำว่า แก้จิต” มันเป็นข้ออ้าง มันเป็นข้ออ้างว่าตัวเองทำถูก มันเป็นจิตเห็นจิตตรงไหน จิตเห็นจิต จิตของตนต้องสงบก่อน จิตของตนต้องมีสัมมาสมาธิ มีกำลัง แล้วจิตเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จิตเห็นจิต อันนั้นถึงจะเป็นเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ไอ้นี่บอกว่า หนูเลยแก้ว่า ให้อยู่ที่ผู้รู้ ให้มีหลัก จิตผู้รู้มันดันตอบว่า เวลาบอกว่าสิ่งที่รู้ที่เห็นจริงไหม มันบอกว่าจริง มันก็บอกเราว่าจริง

แต่ถ้าเป็นสมาธินะ ถ้าใครเป็นสมาธิแล้วจิตมันสงบแล้ว ถ้าเห็นนิมิต ถามปั๊บ ตอบหมด จบหมด คำว่า ถาม” คือมันหายทันที ถามไปนะ เพราะถามว่านั่นคืออะไร สิ่งที่รู้ที่เห็นมันจะปล่อยวางหมด ถ้ามันเป็นสมาธิ

สมาธิ เห็นไหม เวลาพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าฌานสมาบัติ แล้วเข้าสมาบัติมันหนาว ก็ไปเข้าอยู่ในกองฟาง แล้วเขามาจุดไฟเผา เผาเท่าไรมันก็ไม่ไหม้ เขาเลยกลัวว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของกษัตริย์ ถ้ารู้ถึงหู มันจะมีโทษ เขาก็ไปหาท่อนไม้ต่างๆ มาเผาเพื่อจะทำลายหลักฐาน เผาเท่าไรก็ไม่สะเทือนถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น

สุดท้ายแล้วเขาก็เลิกไป พอเวลาถึงครบ ๗ วัน พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ออกจากสมาบัติของท่านโดยความเป็นปกติ

นี่พูดถึงว่าถ้าเข้าสมาธิได้ สิ่งที่จะมีเภทมีภัยเข้ามากับจิตดวงนั้น ธรรมะคุ้มครอง การปฏิบัติธรรม สัจธรรมนั้นจะคุ้มครองโดยสัจจะโดยความเป็นจริง นี้เป็นข้อเท็จจริงเลย

ฉะนั้นจะบอกว่า สิ่งที่ว่าจิตเห็นอาการของจิต มันเป็นการคิดเอาเองหมดน่ะ แล้วก็ครอบเอาด้วยว่าปฏิบัติโดยแนวทางของหลวงปู่ดูลย์ไง

จะบอกว่าระลึกอดีตชาติได้ แล้วจิตก็ถามว่าสิ่งนั้นจริงไหม จิตมันก็ดันตอบว่าจริงอีก ตอนแรกหนูก็เชื่อ เพราะคิดว่ามันเป็นเนื้อส้ม มันเป็นอดีตชาติ ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าพลาดไป

ไอ้นี่คิดหลอก แล้วให้กิเลสหลอกคิด แล้วก็คิดไปตาม ถ้าปฏิบัติไปนะ เขาบอกว่าหลวงปู่ดูลย์บอกว่าบ้าได้

เราจะบอกว่าปฏิบัติไปมันบ้าแน่นอน เพราะมันปฏิบัติไปโดยขาดสติ ขาดข้อเท็จจริง

ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมะจะให้ความสุขความสงบ ผู้ใดด้นเดา คาดหวัง ปฏิบัติไปไง โดยคิดว่าเป็นแนวทางนั้น อ้าง อ้างว่าเป็นแนวทางหลวงปู่ดูลย์ แต่ทำตามความพอใจโดยการหลอกคิด กิเลสหลอกให้คิด แล้วมันจะเป็นอย่างไรล่ะ

ตอนแรกหนูก็เชื่อ คิดว่ามันเป็นเนื้อส้ม มันก็ไปเก็บเอาขององค์นู้น เก็บเอาขององค์นี้ แล้วก็มาหนุนความคิดของตนไง เวลาปฏิบัติก็ว่าปฏิบัติตามแนวหลวงปู่ดูลย์

เราจะบอกว่า ปฏิบัติโดยแนวกิเลส อะไรชอบ อะไรพอใจ ก็ว่าถูกต้อง แล้วก็อ้างว่าเป็นขององค์นั้นๆ แต่ตัวจริงไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีเลย

หนูขอถามว่า เราเชื่อจิตได้แค่ไหนในสิ่งที่มันบอก อะไรเชื่อได้ อะไรเชื่อไม่ได้ ทำไมใช้จิตเห็นจิตถึงเกิดนิมิต

มันตอบโดยตัวมันเอง จิตเห็นจิตมันไม่มีนิมิต เพราะว่านิมิตจะเกิดขึ้นต่อเมื่อในการกำหนดพุทโธๆ จนเป็นอุปจารสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ถึงจะเกิดนิมิต แล้วเกิดนิมิตก็เกิดนินิตเฉพาะคนที่มีบุญมีกุศลได้สร้างมา คนที่ไม่มีนิมิตเขาก็สงบของเขาเฉยๆ ไอ้นั่นพูดถึงว่าสัมมาสมาธิ แล้วสัมมาสมาธิ ถ้าเกิดนิมิตก็แก้ตามนิมิตนั้น

ไอ้นี่มันไม่ใช่นิมิต นี่เป็นการสร้างภาพ เป็นภาพต่อเนื่องกันไป สร้างภาพว่าอดีตชาติเป็นอย่างนั้นๆ เป็นอุปาทานน่ะ อุปาทานคิดเองเออเอง จิตคิดเองเออเอง มันเป็นอุปาทานเอง แล้วก็อ้างไปทั่ว

ไม่ต้องทำอะไรเลย พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ นี่ พิสูจน์กันว่าจริงหรือเท็จ พิสูจน์กันว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ

ถ้าจิตมันไม่เป็นสมาธินะ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีสัมมาสมาธิ โลกียะ คือกิเลสหลอกหมด หลอกคิด คิดหลอก ให้กิเลสหลอกคิดไปเลย แล้วยังอ้างแนวทางหลวงปู่ดูลย์อีกนะ

หลวงปู่ดูลย์ท่านวิมุตติสุขไปแล้ว จบ ท่านไม่มาเดือดร้อนกับใครหรอก แล้วเวลาท่านเทศนาว่าการไว้ จับทางไม่ได้ จับทางไม่ได้ แล้วไม่มีอำนาจวาสนาทำให้ได้เป็นแบบนั้น มันถึงเหลวไหลไง เหลวไหลไปตามให้กิเลสมันหลอก จบ

๔. ขั้นตอนในการพิจารณาจิตของหนูผิดตรงไหน ทั้งๆ ที่หนูก็ทำตามหลวงปู่ดูลย์ด้วยการใช้จิตเห็นจิตเพื่อแก้นิมิต แต่นิมิตก็ไม่หายไป ตอนนิมิตเสียงเกิดขึ้นทั้งยามหลับและยามตื่น มีเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์มาเวอร์เกินไป

มีเสียงครูบาอาจารย์ เราจะบอกว่าจิตแว่วหรือเปล่า จิตเภทน่ะ หูแว่วไหม หาหมอเถอะ ไปโรงพยาบาลนะ หาหมอจิตแพทย์ ไม่เสียหายหรอก ไปหาหมอ แล้วหมอจะบอกว่า ห้ามภาวนา ไปหาหมอ หมอจะบอกว่าห้ามภาวนา แล้วให้กินยา แล้วรักษาตามนั้นไป

นี่พูดถึงว่า ในขั้นตอนของการพิจารณาของหนูผิดตรงไหน

ผิดเพราะคิดเองเออเอง ตามแนวหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์เป็นอย่างไร

ความคิดทั้งหมดนี้เป็นสมุทัย คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด

ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์

จิตเห็นจิตเห็นมรรค

จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตเห็นจิต เห็นอย่างไร จิตเห็นจิต จิตสงบเป็นสมาธิ

จิตที่จะเห็นเขา มันยังไม่มี จิตจะไปดู จิตจะเห็นเขา มันไม่มี แล้วใครไปเห็น

อุปาทานทั้งนั้น

จิตสงบแล้ว จิตสงบ สัมมาสมาธิมันจะชัดเจนมาก จิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จิตเป็นหนึ่ง แล้วมีกำลังตั้งมั่น ไม่พาดพิง

ที่เรามีความคิด มีความรู้สึก ความรู้สึกนี้จิตมันพาดพิงนะ จิตมันพาดพิง มันถึงมีอารมณ์ความรู้สึก มันถึงรับรู้ นี่จิตพาดพิง

ถ้าจิตมันเป็นหนึ่งของมันนะ สัมมาสมาธิ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย มันถึงมีกำลัง

สิ่งที่เคลื่อนที่ที่เร็วที่สุดคือความคิด ถ้ามันหยุดนิ่งมันจะมีกำลังเท่าไร พอมันมีกำลังของมัน มีพลังงานของมันแล้ว ถ้าจิตเห็นจิต ตัวจิตเห็นจิต

ไอ้นี่มันไม่มีจิต มันมีแต่อุปาทาน มันมีแต่คิดหลอก

อะไรไปเห็น

พื้นฐานตัวเริ่มต้นไม่มี นับหนึ่งไม่ได้ หนึ่งไม่มี ก้าวแรกไม่มี ก้าวต่อๆ ไปไม่มี ถ้ามันมีเรา แล้วก้าวเดินก้าวแรกออกไป จิตเห็นอาการของจิต

แต่จิตมันไม่มี แล้วหนูผิดตรงไหน

นี่ไง ผิดตรงที่ว่าจิตไม่มีพื้นฐาน สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานของการรื้อภพรื้อชาติ เขาเกิดบนจิต เกิดบนภวาสวะ เกิดบนความรู้สึก ไม่ใช่เกิดจากสมอง เกิดจากจินตนาการใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานมันไม่มี แล้วงานจะไปเกิดที่ไหน

คนสมัครงานๆ ถ้าสมัครงาน เขารับทำงาน ถึงมีงานทำ คนตกงานๆ ไม่มีงานทำ ไอ้เรานี่ตกงานทั้งนั้นเลย เพราะภาวนาไม่เป็น คนภาวนาเป็นถึงมีงานทำ

จิตเห็นอาการของจิตตามข้อเท็จจริงของหลวงปู่ดูลย์ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด หยุดนิ่งนั้นคือจิต แล้วจิตเห็นอาการที่มันเสวยอารมณ์ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง นี้ถึงจะเป็นแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ดูลย์

นี่ไง หนูผิดตรงไหน

ผิดตรงที่ว่าเริ่มต้นไม่มีตัวจิตตั้งแต่แรก ไม่มีจิตตั้งแต่แรก ไม่มีสัมมาสมาธิตั้งแต่แรก แล้วอะไรไปรู้ อุปาทานทั้งสิ้น หลอกคิด กิเลสหลอกให้คิด

ฉะนั้น สิ่งที่มันเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่หนูก็ทำตามหลวงปู่ดูลย์ด้วยการใช้จิตเห็นจิตเพื่อแก้นิมิต แต่นิมิตก็ไม่หายไป ตอนนี้นิมิตเกิด

มันจะหายไปได้อย่างไร ในเมื่อเริ่มต้นตั้งแต่หลอกคิด คิดหลอก แล้วมันจะหายไปไหนล่ะ

ไปหาหมอนะ หาจิตแพทย์ แล้วเขาให้ยากิน กินตามนั้นนะ อย่าซ่อน อย่าซ่อนยานะ กินตามนั้นแล้วรักษาของตนไป นี่พูดถึงว่าการปฏิบัติไง

นี่พูดถึงคำถามเนาะ คำถาม แก้จิตติดนิมิต

มันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น กลับไปทำใหม่ กลับไปเริ่มต้น ไม่ต้องไปคาดหวังอะไรทั้งสิ้น หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แล้วถ้าดูจิตๆ ดูให้รู้ คือปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าปัญญาอบรมสมาธิตามความเป็นจริง หยุดหมด หยุดคิด นั่นน่ะปัญญาอบรมสมาธิ หยุดนิ่งนั่นคือสมาธิ แต่แป๊บเดียว ก็พุทโธต่อเนื่องไป

เริ่มต้นต้องมีพื้นฐานว่า สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาคือการรู้แจ้งใจของตน

รู้แจ้ง ไม่ใช่รู้หลอก หลอกคิด กิเลสหลอกพาให้คิด เอวัง