เห็นคิด
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๔๗. เรื่อง “ยิ่งทุกข์ยิ่งเห็นทาง”
กราบเท้าหลวงพ่อ ใน ๓–๔ ปีนี้ผมมีแต่ทุกข์ ช่วงเวลาที่มีความสุขเดียวคือช่วงบวชตอนต้นปีพ่อเสีย และตอนนี้ผมนอนเฝ้าแม่ที่ป่วยติดเตียงอยู่
คำถาม
๑. ตอนบวชสุขมากๆ มองกุฏิฝาเปิด แนวป่า เหมือนวิมาน ตอนเนสัชชิกดึกสงัด เห็นว่านี่เป็นที่ของเรา เป็นบ้านของเรา เป็นที่อยู่ไม่นาน
นี้เป็นอุปนิสัยหรือเป็นแค่กิเลสยังไม่ตื่นครับ
๒. ตอนเดินเท้าเปล่าบนหินกรวด ลูกโดดมันตำเท้า ใจมันรำพึงว่า เกิดไปข้างหน้าย่ำไปบนทุกข์ จะสึกไปให้โลกกระทืบหรือ พอสึกมาเข้าใจว่า เราทำบุญสร้างบารมีมาอยู่นี้เพื่อแค่ไม่ให้ทุกข์ยากจนเกินไป ยังเป็นพระไม่ได้ วนแถววัดก็ยังดี
มีทัศนคติอะไรต้องปรับเพิ่มไหมครับ
๓. ผมมีช่วงให้ได้ภาวนาในแต่ละวันสั้นๆ เน้นพุทโธชัดๆ หน้าที่การงานต้องมองภาพรวม รับผิดชอบคนจำนวนมาก แต่สติปัญญาเราเหมือนไวขึ้น ฉลาดขึ้น บางจังหวะเห็นความคิดชั่วเหมือนตัวหนอนที่กัดกินร่างกาย เป็นกาฝาก ส้มหล่นอยู่ ๒–๓ ครั้งครับ จนแทบไม่คิดเรื่องนอกจากหน้าที่
อันนี้ควรมีส่วนเสริมเพิ่มเติมไหมครับ
๔. ไม่ใช่คำถาม ผมอหังการกับความรู้พิเศษที่ไปรู้เรื่องคนอื่น เรามองหลายคนพูดธรรมะดูดี แต่จิตไม่เป็นอย่างที่เขาพูด พอมีคำครูอาจารย์เตือนว่า “นั่นเรื่องของเขา” จึงเข้าใจครับ จะขอทำตัวเองให้ดีก่อน รักษาความกตัญญู และกราบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างยิ่งครับ
ตอบ : ไอ้ที่ว่าข้อ ๑. ตอนบวชที่มีความสุขมาก มองข้างฝา แนวป่า เป็นวิมาน ตอนเนสัชชิกดึกสงัดเห็นว่า นี่เป็นที่ของเรา เป็นบ้านของเรา เป็นที่อยู่ไม่นาน นี่เป็นอุปนิสัยหรือเป็นแค่กิเลสครับ
ไอ้เรื่องอย่างนี้มีแต่คนบวชใหม่ๆ ทุกคนน่ะ เวลาคนบวชใหม่ๆ ขึ้นมา ถ้ามันอิ่มบุญ อิ่มบุญของมัน
โดยประเพณีวัฒนธรรม ประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ชาวพุทธมีลูกชายเขาให้บวชๆ แล้วเวลาบวชขึ้นมาออกจากโบสถ์ สังเกตได้ไหม ประเพณีของเราเวลาออกจากโบสถ์ นั่นแหละเขาอยากทำบุญกัน เพราะว่านี่สะอาดบริสุทธิ์ มันเพิ่งออกจากโบสถ์สดๆ ร้อนๆ น่ะ ยังไม่ทำอะไรเลย เขาจะใส่บาตร ใส่เงินๆ ใส่เงินทำบุญ ทำบุญกับพระใหม่
แล้วพระใหม่ถ้าบวชมาแล้วนะ ถ้าบวชมาโดยที่มีอำนาจวาสนาบารมีนะ มันจะมีบุญของมัน มันจะอิ่มบุญ บุญทำให้รู้สึกมีความอิ่มเอมได้
เว้นไว้แต่บวชตามประเพณีแล้วเขาไม่มีวาสนาเลย เวลาบวชมันครึกครื้น มีมหรสพสมโภช มีความสนุกสนาน แหม! เพื่อนอบอุ่น บวชเสร็จเขากลับ นั่งคอตกเลยนะ ว่าเขาหลอกมาทิ้งวัด เขาหลอกกันมา โอ้โฮ! แห่แหนกันมานะ เสร็จแล้วเขากลับบ้านหมดเลย ทิ้งมึงไว้วัด โอ๋ย! มีความทุกข์มาก ไอ้บวชตามประเพณีนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่เดี๋ยวเขาปรับตัวของเขา
นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของบุญ เรื่องของบุญ เรื่องกุศล บุญน่ะ บุญ ขณะที่บุญมันเกิด แล้วบุญคู่กับอะไร บุญคู่กับบาป บุญและบาป
ถ้าเวลาบุญมันเกิดมันก็มีความสุขความสงบของมัน เวลาบาป หมดวาสนา หมดบุญกุศลของตน พระจะสึก พระจะสึกนะ ทิ้งหมดนะ บริขารนี่ทิ้งหมด ผู้หญิงจะคลอดลูก พระจะสึก ห้ามไม่ได้หรอก เวลาบาปมันสะสมหรือหมดบุญแล้ว เป็นอย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้ามันยังมีบุญมีกุศลอยู่นะ มันเห็นคุณค่า ว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ได้บวช เหยียบแผ่นดินผิด
คือว่าเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว เราไม่ได้สิ่งใดกับพระพุทธศาสนา ถ้ามันเกิดกับพระพุทธศาสนา แล้วจะได้สิ่งที่ดีงามจากพระพุทธศาสนา เวลาพระบวชเข้าไปแล้วพระจะต้องดีทุกๆ องค์เลยสิ ดูสิ พระในประเทศไทย ดีก็มี เลวก็มี ปะปนกันไป
นี่ไง ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้บวช เหยียบแผ่นดินผิด
ก็เขาบวชแล้ว บวชเป็นพระแล้ว ทำไมทำตัวอย่างนั้นล่ะ
นี่ไง เพราะกิเลสในใจของเขา เขาทนกับกิเลสสิ่งเร้าในใจของเขาไม่ได้
ฉะนั้นว่า ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วไม่ได้บวช เหยียบแผ่นดินผิด คือไม่มีโอกาส โอกาสที่ดีงามมาก
ถ้าโอกาสที่ดีงามมาก คนที่บวชไปแล้วต้องเป็นคนดีหมด คนบวชไปแล้วต้องเป็นพระอรหันต์หมดเลย มันไม่เป็นอย่างนั้นนี่
คนเราเกิดมามันมีบุญและบาป กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำบุญมา ทำบาปมา ความได้เกิดเป็นมนุษย์นี่เริ่มเกิด เกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่าแล้ว นี่เป็นอริยทรัพย์แล้ว แล้วขวนขวายค้นคว้าไป กิเลสกับธรรมมันต้องเป็นคู่แข่งขัน
ถ้ากิเลสมันมีมากกว่า มันก็เหยียบย่ำทำลายให้ชีวิตเราสร้างแต่เวรแต่กรรมต่อไปข้างหน้า
ถ้าบุญกุศลมันส่งเสริม ก็สร้างบุญกุศลเพื่อส่งเสริมให้จิตใจนี้ดีงามไปข้างหน้า แล้วเวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันต้องเหยียบย่ำทำลายทั้งบุญและบาป
ไอ้ว่าบุญๆ ไอ้ที่ว่าติดดีๆ มีปัญหามาก เวลามันทำแล้ว ถ้ามันถึงที่สุดแห่งทุกข์ เห็นไหม ข้ามพ้นทั้งบุญและบาป
ไอ้นี่พูดถึงว่า ไอ้ที่ว่าเห็นว่ามันเป็นวาสนา ถือเนสัชชิกแล้วมันวิเวก นี่มันบ้านของเรา มันที่อยู่ เป็นอุปนิสัยหรือเป็นกิเลส
มันก็เป็นบุญเป็นกุศล เพราะจิตใจมันกลมกลืน มันเป็นไปได้ แต่ถ้าพอเวลาเข้าสมาธิ ออกสมาธิไง เวลาจิตใจคนคิดบวก คิดสูงขึ้น แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง มันก็ถดถอย คิดพลิกแพลงไปร้อยแปด กิเลสร้ายนัก กิเลสในใจต้องควบคุมมันให้ดี แล้วรักษาให้ดี
แล้วรู้จักรักษาไหม รู้จักกิเลสไหม
เพราะอะไร
เพราะถ้ากิเลสเป็นเรา กิเลสเป็นเรา เรากับกิเลสเป็นอันเดียวกัน รักษาอะไร มันครอบงำเราต่างหาก มันจูงจมูกไปเลย มันลากไปเลย เพราะกิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส
กิเลสสักแต่ว่า เออ! เอ็งอยู่ห่างๆ กูนะ สักแต่ว่ากิเลส ถ้าเราเห็นมัน เรารู้จักมัน
แล้วถ้ากิเลส สิ่งที่มันจะชักจูงไปสิ่งที่ไม่ดีงาม สิ่งที่ชักจูงไปนะ เราพยายามมีสติปัญญาเท่าทันมัน แล้วละวางมันให้ได้ แล้วถ้ามันสงบระงับแล้ว ถ้าจิตสงบแล้วมันจะไปเห็นตัวมันอีกทีหนึ่ง เห็นตัวแล้ว อันนั้นน่ะจะเป็นภาวนามยปัญญา เพราะการจะเห็นกิเลสได้มันต้องมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน
ไอ้นอกนั้นน่ะมันเป็นเขาเล่าว่าทั้งนั้นน่ะ ถ้าเขาเล่าว่านี่เป็นอุปนิสัย เป็นกิเลสต่างๆ มันก็เป็นเรื่องวาสนาของคน เรื่องความรู้สึกนึกคิดของคน นี่เป็นเรื่องหนึ่ง
๒. ตอนเดินเท้าเปล่า กรวดมันตำเท้า ใจมันรำพึงข้างนอก มันทุกข์ไหม
อันนี้เวลามันเกิดปัญญา เวลาเกิดปัญญามันก็พิจารณาของมันได้ อะไรถ้ามันเกิดปัญญานะ มันจะน้อมเข้ามาให้เป็นประโยชน์กับตน
ธรรมะเป็นธรรมชาติๆ ธรรมะมีอยู่เต็มจักรวาล ธรรมะอยู่เต็มไปหมด เพราะอะไร
เห็นไหม สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันแปรปรวนไง สิ่งที่แปรปรวน สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งที่เป็นทุกข์เป็นอนัตตา นี่มันแปรปรวนของมัน มันเปลี่ยนแปลงของมัน แต่ธรรมะมีอยู่เป็นธรรมชาติ แล้วเราเห็นหรือเปล่า เรารู้หรือเปล่า แล้วเราเข้าใจหรือเปล่า
ถ้าจิตมันเป็นธรรม จิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตมีปัญญา เห็นแล้วมันเศร้า นี่ธรรมมันเกิด ธรรมสังเวช มันสังเวชน่ะ มันสังเวช มันหดหู่ มันทุกข์มันยาก นี่มันเตือนสตินะ ถ้ามีสติ เขาเรียกธรรมสังเวช ถ้ามีสติมีปัญญา
ถ้าไม่มีสติปัญญา มันก็โทษคนนู้น โทษเขาไปทั่ว แล้วถ้ามันไม่มีอะไร กิเลสมันยิ่งหนา มันยิ่งเอาแล้ว จะระรานเขาแล้ว ไม่พอใจ จะทำลายเขาแล้ว มันเป็นชั้นๆ ไปไง
ทีนี้ถ้าเราเดินเหยียบกรวด เหยียบจนเจ็บ มันทุกข์มันยาก
ถ้าปัญญามันเกิด เห็นไหม ธรรมสังเวช สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันแปรปรวนตลอดเวลา แล้วถ้าความคิดที่ดีงาม มันก็เป็นความคิดที่ดีงาม เดี๋ยวมันก็แปรปรวนของมันไป
ถ้ามันที่ดีงาม เราก็เอามาใช้เป็นสารตั้งต้น เป็นความคิดบุกเบิกที่ดีงามของเรา มันก็เป็นประโยชน์กับเรา
๓. ผมมีช่วงที่ได้ภาวนาในแต่ละวันสั้นๆ มีความทุกข์ หน้าที่การงานต้องมองภาพรวม รับผิดชอบคนจำนวนมาก แต่สติปัญญาเราเหมือนไวขึ้น ฉลาดขึ้น บางจังหวะเห็นความคิดชั่วเหมือนตัวหนอนที่กัดกินร่างกายของเรา เป็นกาฝาก ส้มหล่นอยู่หลายครั้ง
อันนี้มันเป็นบุญเป็นกุศลนะ
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาเรียกฉลากยาๆ
เวลาศึกษาปริยัติเป็นฉลากทั้งสิ้น แต่เวลาถ้าเราได้กินดื่มยานั้น นี่ไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง ถ้ามีสติ สติเกิดขึ้น สติตัวเป็นๆ สติตัวจริงๆ ระลึกรู้เท่าทันความคิดของตน นั่นน่ะตัวยา สมาธิธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม
ถ้าสติ สติธรรมๆ สติมันมา เราเท่าทันความคิด นี่สติธรรม เราฝึกหัดของเรา เราได้ลิ้มรสไง รสของสติธรรม ถ้าจิตมันสงบระงับขึ้นมา รสของสมาธิธรรม ถ้ามันเกิดภาวนามยปัญญา นี่เรื่องของปัญญา นี่เนื้อหาสาระเลย นี่ข้อเท็จจริงเลย นี่เนื้อยาเลย เนื้อธรรมเลย ตัวธรรมเลย แต่มันชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราวไง
แต่ถ้าเวลาที่ผู้ประพฤติปฏิบัตินะ คู่ที่ ๑ นี่ของจริง อกุปปธรรม คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันมีเนื้อธรรม ธรรมแท้ๆ แล้วไม่แปรปรวน อกุปปธรรม คงที่ตายตัว วิมุตติๆ ถ้ามันเป็นจริงแล้วไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ของเราเป็นปุถุชน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็ศึกษาค้นคว้า แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นขึ้นมา มันก็เป็นชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว เราก็ฝึกหัดของเราไป เป็นประโยชน์ของเราไป
๔. ไม่ใช่คำถาม เป็นว่ามันเป็นความอหังการ ความรู้ของตนต่างๆ
ไอ้ความอหังการก็เรื่องหนึ่ง ธรรมดาของคนต้องมีมานะ ๙ เสมอเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา สำคัญว่าต่ำเขา ต่ำกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา สูงกว่าเขา สำคัญว่าสูงกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา
มานะมันมีกันทุกคน ถ้ามันมีทิฏฐิ มันมีมานะของมัน ไอ้นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันหรือไม่ ถ้าเราเท่าทัน เราบริหารจัดการขึ้นมา มันก็เป็นอยู่ในวงล้อม อยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ อยู่ในปัญญาก็เป็นประโยชน์
แต่ถ้ามันเหิมเกริม มันทะลุกลางปล้อง มันทำลาย มันไม่เป็นประโยชน์กับใครไง อันนั้นเราก็จะไม่ไปยุ่งกับมัน เราพยายามจะละจะวางให้ได้ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไปตามข้อเท็จจริง จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๘. เรื่อง “ความตื้นตันใจ”
กราบขอขมาด้วยค่ะที่หนูไม่มีปัญหาธรรม เพราะที่หลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อพร่ำสอนนั้นมันชัดเจนอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะใช้สติปัญญาปฏิบัติตามได้หรือเปล่า
แต่สิ่งที่หนูอยากจะกล่าวคือ หนูรู้สึกซาบซึ้งและขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะ ที่เมตตาให้หนูได้บวชเป็นเวลาหนึ่งเดือน วันที่กราบลาหลวงพ่อ คือพูดอะไรไม่ออกเลยค่ะ น้ำตาจะไหล จุกอยู่ที่คอ ต้องรีบหันหน้าหนีแล้วลุกเดินไป
ตลอดระยะเวลาที่หนูได้อยู่ที่วัด หนูรับรู้ได้ถึงความเมตตาของหลวงพ่อ ถึงหนูจะไม่เคยคุยกับหลวงพ่อเลย
ที่วัดป่าสันติพุทธารามไม่ใช่แค่สถานที่ปฏิบัติธรรม แต่คือบ้านหลังที่สองที่หนูระลึกได้ถึงความเมตตา ความปลอดภัย ความสบายใจ ความสุขสงบ หนูร้องไห้ทุกทีที่คิดถึงวัด คิดถึงหลวงพ่อ คิดถึงความเมตตา
วันนั้นหนูพูดไม่ออกจริงๆ ค่ะ หนูจะกลับมาอีก หนูจะกลับไปอีกครั้งเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม กราบหลวงพ่อค่ะ
ตอบ : ตอนน้ำขึ้นนะ โอ้โฮ! อะไรก็ดีไปหมดเลย ตอนน้ำลดนะ ตอผุดเต็มเลย
เวลาน้ำมันขึ้น ถ้ามีศรัทธาแล้วถ้ากิเลสมันไม่ฟู ไม่ทะลุกลางปล้อง นี่ดีงามไปหมดเลย สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ต่างๆ ไอ้ดีงาม มีคนที่ดีงาม
กิเลสในใจคนมันน่ากลัว เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้ามันมีปัญหาขึ้นมา เราก็ค่อยแก้ไขของเรา เราทำของเราให้ดีขึ้น
แต่ถ้ามันเป็นบุญน่ะ เป็นบุญคือมันเห็นผิดชอบชั่วดีตามความเป็นจริง ถ้าเห็นผิดชอบชั่วดีตามความเป็นจริง เราเห็นจากใจของเรา ถ้าใจเราเป็นธรรม มันเห็นแล้วมันขอบคุณไง สัปปายะ ๔ สถานที่ หมู่คณะ อาหาร ผู้นำ ถ้ามันเห็นเป็นประโยชน์ มันจะขอบคุณ แล้วมันจะระลึกถึง ถ้าเห็นนะ
ถ้าเราไปในหมู่โจรนะ สัปปายะ ๔ เหมือนกัน สัปปายะ ๔ ของโจร อาหารก็แย่งชิงกัน หมู่คณะ หมู่คณะหักล้างกันตลอดเวลา แล้วหัวหน้าผู้อบรมนั่นมหาโจรเลย ไว้ใจไม่ได้ นั่นคือในหมู่โจร
แต่ถ้าเราในหมู่ของวัดวาอารามที่มันมีธรรมและวินัยเป็นศาสดา มันถูกต้องชอบธรรม แล้วเราเห็นเป็นความถูกต้องชอบธรรม คือเห็นตามเนื้อผ้า แต่ถ้าเราเห็นผิด เราเห็นผิดไง เราเห็นโจรเป็นธรรม แล้วเห็นธรรมเป็นโจร เห็นไม่ถูกต้องชอบธรรม
ถ้าเห็นถูกต้องชอบธรรม แล้วมันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันเป็นอำนาจวาสนาของคนไง อันนั้นถึงว่า ถ้าเขาเห็นแล้วเขาขอบบุญขอบคุณ อันนั้นก็เป็นกรรมของสัตว์ เป็นสัตว์โลกที่เป็นไปตามกรรม ตามข้อเท็จจริงนั้น จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๙. เรื่อง “เห็นถูกหรือไม่”
โยมพิจารณากายในต่อเนื่องทุกวันมา ๓ ปีเต็ม ช่วงแรกอยู่แค่กายเนื้อ อวัยวะภายใน แต่พิจารณาร่างสดๆ ส่วนใหญ่จะอยู่กับอวัยวะภายในต่อเนื่อง ยกเว้นหลับ
จนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ร่างกายสดๆ เห็นตัวเองนอนตายอยู่บนพื้นดิน เห็นเนื้อ เห็นกระดูกป่นไปรวมกับดินที่เราเหยียบ เห็นน้ำเลือดน้ำหนองไหลลงสู่ดิน กลายเป็นน้ำใต้ดิน น้ำที่เราเอามาอาบกินคือน้ำเลือด น้ำฉี่ตัวเอง ลมที่เคยไหลเข้าภายในกาย หลอมรวมกับลมที่พัดตัวเราไม่มี สิ่งที่ยึดว่าเป็นเราตอนนี้ไม่มีตัวตนให้ยึด ตัวเราอยู่ไหน
เขาจึงปรากฏเนื้อกระดูกก่อขึ้นจากดิน น้ำ อากาศ กลับมาเป็นตัวเราที่เป็นร่างสดๆ แล้วแสดงตัวใหม่ ค่อยๆ ตายไป ไหลไปกับธรรมชาติ ซ้ำๆ เกิดขึ้นขณะเดินจงกรม น้ำตาไหลพราก รู้เลยว่าน้ำตานั้นไม่ใช่ของเราอีกต่อไป คือน้ำจากขวดน้ำที่กินไปเมื่อกี้นี้
เขาแสดงให้เห็นซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้หลายรอบแล้ว จนจิตเห็นชัดว่า ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นกายนี้ไม่ใช่มีส่วนไหนเป็นตัวของเรา
หลังจากนั้นการเห็นทุกอย่างเปลี่ยนไป คือเวลาเอาจิตพิจารณากายจากเดิมเห็นเป็นอวัยวะภายใน ภายนอก ตอนนี้จิตเห็นทะลุผ่านจุดนี้ เห็นอวัยวะพวกผ่านไปเป็นดิน น้ำ ลม ไฟเลย คือตาเนื้อเห็นเป็นอวัยวะ ตาในเห็นเป็นธาตุ ๔ ที่มาประกอบเป็นอวัยวะนั้นๆ ไม่มีชื่อ และเป็นสิ่งเดียวกันหมด ทุกอวัยวะคือเป็นธาตุ เป็นหนึ่งกับธรรมชาติ หลับตา ลืมตา ใช้ชีวิตปกติ ตาในแปลความหมายเป็นแบบนี้ สลับกับความเห็นรูป มีรูปก่อนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เรา มีรูปจึงมีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา จิตเขามองทะลุกายเข้าไปเห็นจิตเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ และเห็นว่าทุกสิ่งนอกจากนี้ล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งว่าเป็นเรา และยึดสิ่งนั้นเป็นตัวตนของเรา ตอนนี้จึงเห็นสิ่งที่ว่าไม่มี
ต่อมาจิตเห็นทุกอย่างรอบตัวไม่ใช่เราไปหมด อายตนะทำงานปกติ สิ่งแวดล้อมมีเป็นปกติ จิตรับรู้ เวลากระทบจิตรู้ แต่ไม่เอาจิตออกไปรับ จึงไม่ทุกข์
การภาวนาต่อมาก็ยังเอาจิตมาพิจารณากายนี้อยู่ ถ้าเขาเห็นทะลุไปถึงจิตบริสุทธิ์ก็รู้ ถ้าเขาเห็นกายเนื้อก็รู้ รู้ต่อเนื่องแบบนี้ไปเรื่อยๆ จิตไม่หนัก เขาจะถึงจิตบริสุทธิ์หรือถอยมาเกาะกายเนื้อ เห็นเป็นธาตุ เห็นเป็นขันธ์ ๕ เห็นเป็นร่างสด สลับกับจิตไหลออก แต่กลับมาไว จิตเห็นเปลี่ยนได้เร็ว การยึดถือลดลงเรื่อยๆ เพราะทุกสิ่งที่ออกจากจิตที่บริสุทธิ์ล้วนปรุงแต่งทั้งสิ้น ไม่ใช่เรา
การเห็นอย่างนี้คือการเห็นถูกหรือไม่เจ้าคะ
ตอบ : นี่คือคำถามนะ อ่านซะยาวเลย อ่านซะยาวเพราะมันเป็นการรำพัน เป็นการรำพัน เป็นนิยามต่างๆ ที่ว่าประพฤติปฏิบัติมา เพราะเริ่มต้นจากการที่เขาว่า
โยมพิจารณากายต่อเนื่องมาทุกวัน ๓ ปีเต็ม ช่วงแรกอยู่แค่กายเนื้อ อวัยวะภายใน แต่พิจารณาร่างสดๆ ส่วนใหญ่จะอยู่กับอวัยวะภายในต่อเนื่อง ยกเว้นหลับ
เริ่มต้นจากคำว่า “เขาพิจารณาเรื่องร่างกายมา ๓ ปี” พิจารณาซ้ำพิจารณาซาก พิจารณาแล้วมันพิจารณากายเนื้อ กายเนื้อเป็นอวัยวะสดๆ ร้อนๆ แต่ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมันไปเห็นจากภายใน ถ้าเห็นจากภายในๆ เห็นจากภายใน แล้วพอเห็นจากภายในแล้วมันลากไปยาวเลย
เห็นจากภายใน เห็นจากภายนอกก็แล้วแต่ ต้องมีสติ คำว่า “มีสติสัมปชัญญะแล้ว” แล้วถ้าเห็นแล้วก็คือเห็น ถ้าเห็นเสร็จแล้ว ถ้ามันปล่อยวางแล้วก็กลับมาพุทโธ พุทโธๆ ให้จิตมันมีกำลัง
คำว่า “เห็น” คนมีเงินอยู่ ๑๐๐ บาท ใช้จ่ายทุกวันไป เงิน ๑๐๐ บาทนี้จะหายไปหมดสิ้น ถ้าใครมีเงิน ๑๐๐ บาท ใช้จ่ายบ้าง ๕ บาท ๑๐ บาท แล้วที่เหลือไว้เราก็ทำธุรกิจ เราซื้อขายแลกเปลี่ยนให้เงินมันเพิ่มจำนวนมากขึ้น
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่า พิจารณาเป็นกายนอก กายใน เห็นเป็นธาตุ เป็นอะไร
อันนั้นเห็นก็คือเห็นไง แต่ถ้าเห็นแล้ว เห็น เหมือนกับมีเงินอยู่ ๑๐๐ บาท เราก็จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายต่อเนื่องไป ใช้จ่ายไปเดี๋ยวมันก็หมด มันจะหมดเพราะอะไร
เพราะคำที่อธิบายมาทั้งหมดมันวกไปเวียนมา เวียนมาวกไป มันจับหลักอะไรไม่ได้เลย เดี๋ยวมันก็กลายเป็นธาตุ เดี๋ยวมันก็กลายเป็นอวัยวะ เดี๋ยวมันก็กลาย มันเร็ว พิจารณาไปมันเร็ว มันรู้
แต่ถ้าพิจารณาไปแล้ว ถ้ามันจะพิจารณา มันจะรู้มันจะเห็นสิ่งใด เราต้องมีสติสัมปชัญญะของเรา นี่ถ้ากำลังมันเป็นไปไง ถ้ากำลังมันเป็นไป กำลังมันเป็นไปนะ
เวลาว่าเห็นอย่างนี้เห็นถูกไหม
เราจะบอกว่า อย่างนี้เห็นความคิด นี่เห็นคิด
เวลาเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เพราะเราเน้นย้ำตรงนี้ เราเน้นย้ำว่า ถ้าทำความสงบของใจให้ได้ก่อน ทำความสงบของใจให้ได้ก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้ว เห็นไหม ถ้าใจสงบระงับแล้ว มันไม่ใช่ว่าปัญญามันจะหมุนไปอย่างที่คำอธิบายมาทั้งหมดนี้
ถ้าเป็นสมาธิคือมันหยุด เวลามันหยุดก็ได้ หยุดก็คือมันพักผ่อน หยุดก็คือมันสร้างกำลังของมัน แล้วคนที่มันหยุดแล้วมันออกไปใช้ความคิด ความคิดมันจะเป็นความคิดโดยชัดเจนของมัน
แต่ถ้ามันใช้ความคิดๆ ความคิดคิดตลอดไป คิดจนฟั่นเฝือ คิดจนเป็นความคิด คิดไปคิดมา
คำถามนี้ส่งมานะ นี่ตอบคำถาม ตอบไป ไอ้คนที่ฟังอยู่ เออ! คิดได้แล้วแหละ หลวงพ่อไม่ต้องตอบก็รู้แล้วล่ะ เพราะว่ามันคิดมากตลอดไป มันคิดออกไปทั้งหมด มันไม่สงบ มันไม่มีความสุข มันรู้ของมัน มันรู้ชัดเจนของมัน ฉะนั้น ถ้าเห็น เห็นไหม
เราอ่านทั้งหมด เพราะถ้าไม่อ่านทั้งหมด จะบอกว่า หลวงพ่อใช้อารมณ์ แล้วหลวงพ่อก็พูดอยู่คนเดียว ไม่ฟังใครเลย เราถึงทนอ่านจนหมดนะ
จะเห็นเป็นธาตุ เห็นเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ จะเห็นสิ่งใด เห็น เพราะว่าอะไร สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา โดยที่เราไม่มีหลักมีเกณฑ์ขึ้นไป ความรู้สึกนึกคิดของเราเป็นโลกทั้งสิ้น เขาเรียกว่าโลกียปัญญาๆ
ความคิด คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด หยุดคิด คิดจนมันหยุดคิดไง
ถ้าคิดจนหยุดคิด มันจะเข้ามานี่แล้ว ปัญญาอบรมสมาธิ
ถ้าปัญญาอบรมสมาธินะ เพราะอะไร เพราะปัญญาอบรมสมาธิ หมายความว่า เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าเป็นปัญญาชน มันอยู่ที่จริตนิสัย โลภจริต โทสจริต โมหจริต จริตนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นสัทธาจริต ถ้าสัทธาจริตมันมีความเชื่อมั่น พุทโธๆ อยู่ได้และทำได้
เป็นพุทธจริต คือจริตของพุทธะ จริตของผู้ที่มีปัญญา มันจะบอกว่า พุทโธแล้วมันเครียด พุทโธไม่มีเหตุมีผล มันไม่ยอมรับพุทโธ
ถ้าไม่ยอมรับพุทโธแล้วทำอย่างไร
เพราะมันเป็นพุทธจริต พุทธะคือปัญญา ถ้าปัญญา ปัญญามันจะคิดก็ให้มันคิดในธรรมะไง เช่น เรามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ถ้าเริ่มต้นเรายังไม่ทัน เราปล่อย ปล่อยให้มันคิดไป คิดไปคือกิเลสมันปรุงของมันไป เรามีสติเท่าทันความคิดนี้ไป คิดจนเหนื่อย
ใหม่ๆ มันก็ยังไม่เห็นร่องเห็นรอย แต่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันจะเห็นร่องเห็นรอย คิดเป็นอย่างนี้ ระหว่างคิดเป็นอย่างนี้ หยุดคิดเป็นอย่างนี้ แต่ยังไม่เท่าทันมัน พอสติมันเท่าทันมัน พอคิดๆ ไปมันหยุดเลย หยุดด้วยสตินะ พอมันหยุดของมัน นี่ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิคือสติปัญญาเท่าทันความคิดของตน แล้วความคิดของตนมันหยุด หยุดนั่นคือสมาธิ แต่แป๊บเดียว มันแป๊บๆๆ มันหยุด มันหยุดให้คนที่ใช้สติเท่าทันเห็นว่าหยุด แล้วถ้าเห็นว่าหยุด มันก็เห็นว่าหยุดกับคิด คิดกับหยุด ถ้าเห็นหยุดกับคิดแล้ว เพราะมันหยุดได้ เราเห็นไง
แต่เริ่มต้นเราไม่เห็น เราได้แต่ทฤษฎี เราได้แต่ความเชื่อจากครูบาอาจารย์ว่าปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิ แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ
แต่ถ้าเราฝึกหัดของเรามันก็หยุด เพราะอะไร ความคิดเร็วกว่าแสง จิตมันไวมาก สันตติมันซับซ้อนจนเราไม่รู้ว่ามันคิดมากี่ชั้นมันถึงเป็นอารมณ์ของเรา เราไม่เท่าทันมันหรอก แต่เวลาถ้ามันหยุด เห็นไหม เพราะอะไร เพราะจิตเห็นจิต จิตเท่าทันจิต จิตเท่าทันความคิดของจิต
จิตที่มันมีความรู้สึกนึกคิด แต่เดิมไม่มี จิตส่วนจิต จิตคือธาตุรู้ สัญญาอารมณ์ ข้อมูล คือสิ่งที่กระทบ สิ่งที่ถูกรู้ สัญญาอารมณ์คือข้อมูลสิ่งที่ถูกรู้ มันก็เป็นความคิดต่อเนื่องไป นี่คือความคิดของโลกียปัญญา แล้วโลกียปัญญาเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วความรู้สึกนึกคิดของคนก็เป็นอยู่แบบนี้ นี่ธรรมชาติของจิต
กายกับใจนะ ใจคือจิต กายคือธาตุ ๔
ฉะนั้น ธาตุ ๔ คิดไม่ได้ ใจต่างหากคิด ทีนี้พอใจต่างหากคิด เวลาคิดเท่าไรนะ พอคิดเท่าไรเราก็ไม่เท่าทันมันไง แต่เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เรามาฝึกหัดของเรา แล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เพราะพุทโธแล้วมันไม่หยุด เราก็ใช้สติปัญญาเท่าทัน ให้ทันความคิด
คิดไปเลย แต่สติตามมันไป สักวันหนึ่งมันต้องหยุด
พอหยุดแล้วเราก็รู้ว่าคิดกับหยุด แล้วเราก็ฝึกหัดมากขึ้นๆ ไอ้หยุดมันจะยาวขึ้น แล้วหยุดแล้วมันก็คิดอีก คิดอีกก็หยุด หยุดแล้วทำอย่างไร หยุดแล้วถ้ามันไม่คิดก็พุทโธไปเรื่อยๆ พุทโธไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันคิด คิดก็ตามมันไป นี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ
ย้อนกลับมาคำถาม ไอ้ที่ว่าเห็นกายๆ เพราะอะไร
เพราะมันมีสุตมยปัญญา ปัญญาคือศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา จินตมยปัญญา เราเริ่มฝึกหัดแล้ว แล้วฝึกหัด เวลาปัญญามันเกิด ๒–๓ หน้ากระดาษ เป็นธาตุ เป็นกาย เป็นอะไร
จินตมยปัญญา จินตนาการ จินตนาการไปพร้อมกับมีความสงบของใจบ้าง จินตนาการไปพร้อมกับรากฐานของพระพุทธศาสนา จินตนาการไปศรัทธาความเชื่อของเรา แล้วมันเกิดจินตนาการไป มันก็เลยไหลเลยไง เป็นธาตุไปรู้ เป็นที่จิตบริสุทธิ์ ความคิดเกิดจากจิตบริสุทธิ์ ถ้ามองเท่าทันความคิด มันจะเข้าถึงจิตบริสุทธิ์
เพราะอะไร
เพราะเราศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาไง จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส เราก็เข้าใจว่าจิตเดิมแท้นี้เป็นจิตบริสุทธิ์ไง
จิตบริสุทธิ์อยู่ที่ไหนล่ะ
ยังอีกไกล มันยังไม่เข้าถึง อันนี้เพียงแต่ว่าเรามีข้อมูล มีพื้นฐานไง
ฉะนั้น เวลาปัญญามันเกิด มันเกิดไปหมดเลย ภาวนาไปเรื่อยๆ เห็นว่าความคิดมันหนักๆ เวลาความคิดถ้ามันผ่านไปแล้วมันถึงจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ เวลาจิตบริสุทธิ์มันคิด มันจะออกมาเป็นความคิด
จินตมยปัญญาของคนก็พิจารณาไป
ถ้ามันว่าเห็นอย่างนี้ถูกไหม
จะบอกว่ามันไม่มีก็ไม่ได้ เพราะมันมี
การภาวนาเริ่มต้นยาก ยากตรงคราวเริ่มต้น ยากจากคราวเริ่มต้นเพราะเรายังจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ชัดเจน อย่างเช่นว่า ปัญญาอบรมสมาธิ มันคิดอย่างไร มันหยุดอย่างไร มันคิดจริงๆ แล้วมันไม่หยุดด้วย แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้วฝึกหัดจนเห็นมันหยุด อ๋อ! มันหยุดเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวมันคิดอีกแล้ว ก็มันเป็นธรรมชาติของมันไง แล้วก็คิดต่อเนื่องไป คิดต่อเนื่องไป เท่าทันมัน มันหยุด อาการที่หยุดมันจะแน่นขึ้น ดีขึ้น กำลังจะมากขึ้น ถ้าเราฝึกหัดต่อเนื่องไปด้วยความวิริยะ ด้วยความอุตสาหะ ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยการขวนขวาย
ไม่ใช่ด้วยการเรียกร้อง ฉันทำแล้วนะ ฉันปฏิบัติแล้วนะ มันต้องได้อย่างนั้น มันต้องได้อย่างนี้
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำสิ่งใดมา มันก็ต้องเป็นบุญเป็นกุศลของคนคนนั้น ถ้าใครทำได้มากได้น้อย มันก็เป็นวาสนาของคน
อันนี้ก็เหมือนกัน คำถามทั้งหมดที่พูดมานี่ คำถามของเขาสรุปคือว่า อย่างนี้ใช่เห็นกายไหม
เพราะเราปฏิเสธมาตลอดไง ไอ้พวกเห็นสติปัฏฐาน ๔ แนวทางสติปัฏฐาน ๔ เราบอกว่านั้นเป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอม ปลอมเพราะเกิดจากจินตนาการ ปลอมเพราะเกิดจากความคิด ปลอมเพราะเกิดจากเราจำมาจากตำรา
เราทำตามตำรา ทำเป็นสูตร สติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา เราศึกษามา เราค้นคว้ามาทั้งนั้นน่ะ เรารู้ แล้วมีหลายสำนักสอนอย่างนี้เลย ให้ทำอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้นเลย มันก็ทำตามจินตนาการไง แล้วมันก็ได้ผลว่างๆ มีความสุข เท่าทันอารมณ์ตนเอง
มันก็ใช่ เพราะถ้าสรุปโดยข้อเท็จจริง นั่นคือปัญญาอบรมสมาธิ แต่เขาคิดว่านั่นเป็นวิปัสสนา นั่นเป็นปัญญา ก็เลยเป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ ไง ปลอมๆ คือโลกียะ คือปลอมอยู่กับโลก ปลอมอยู่กับชาวพุทธ ปลอมอยู่กับผู้ที่ปฏิบัติไง
ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง จิตสงบแล้วจิตมีกำลัง จิตมีสติสัมปชัญญะ จิตรู้ได้ว่าถูกและผิด ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้ว่ามีกิเลสหรือไม่มีกิเลส รู้ว่าจับกิเลสได้หรือจับกิเลสไม่ได้ แล้วรู้ ถ้าจับกิเลสได้แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือไม่เป็น พิจารณาได้หรือไม่ได้
มันไม่ใช่ปัญหาแบบคำถามที่ถามมา เพราะปัญหาที่ถามมานี่ ในตัวของมันเองมันขัดแย้งกันเอง มันขัดและมันแย้ง
เพราะคำว่า “มันขัดมันแย้ง” มันก็เวลาใช้ปัญญาไป ผู้ที่ภาวนาจะรู้ว่าความคิดนี้เร็วมาก ความคิดโดยปกตินะ แล้วถ้าความคิดไปเกิดในภาวนามยปัญญาน่ะ ทำไมหลวงตาใช้คำว่า ติ้วๆ มันหมุน ปัญญามันจะเร็ว โอ้โฮ! เร็วสุดๆ เร็วเลยล่ะ แต่สติสัมปชัญญะเท่าทันหมดเลย ควบคุมได้ทั้งหมด บริหารจัดการได้ทั้งสิ้น แล้วมันเป็นไปโดยธรรมทั้งสิ้น โดยมรรคสามัคคี มรรคญาณ จักขุญาณ เกิดญาณทัสสนะ เวลามันเป็นจริงนะ
ไอ้นี่ที่พูดนี่ชื่อหมดเลย แต่เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริง มันรู้ครบสมบูรณ์แบบ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ในหัวใจผู้ปฏิบัตินั้นสมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ติต้องได้เลย ถ้ามีที่ติได้ ที่วิจารณ์ได้ มันสมบูรณ์แบบไม่ได้
แล้วมันจะเป็นขั้น เป็นตอน เป็นชั้น ศีล สมาธิ ปัญญา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ ความชอบธรรม โอ้โฮ! มันสมบูรณ์แบบ
แต่คำถามนี้ เดี๋ยวมันเป็นธาตุ เดี๋ยวมันเป็นอวัยวะ
เราจะบอกว่ามันไม่ผิด แต่มันก็ไม่ถูก
แต่ในระหว่างที่ประพฤติปฏิบัติ เราก็ฝึกหัดของเราไป ถ้าปัญญามันเกิดมาก มันวุ่นวาย เราก็ไปพุทโธซะ พุทโธๆๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คือไม่คิด หยุดมันบ้าง หยุดให้จิตมันมีกำลัง ให้มันเห็นถูกไง เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
เห็นคิด เห็นกาย ให้เห็นตามความถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้ามันถูกต้องชอบธรรม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สมบูรณ์แบบในใจของตน
แต่คำถามทั้งหมดมันขัดมันแย้งหมดเลย แต่เราอ่าน เราอ่านเพราะว่าบอกว่า ภาวนามา ๓ ปีแล้วนะ แล้วถ้าไม่อ่านไม่สอนเลย โอ๋ย! ทำมาเยอะแล้วนะ
ไอ้ที่ทำมาก็ทำมา แต่ที่ทำอยู่นี้มันขัดมันแย้งในตัวมันเอง ถ้ามันขัดมันแย้งเพราะอะไร เพราะสมถกรรมฐาน ต้องมีฐาน ฐานที่มั่นคง ฐานที่ดีงาม แล้วเวลาเรายกขึ้นสู่วิปัสสนาใช้ปัญญาไปแล้ว จากฐานที่มั่นคง ฐานที่มีกำลัง มันก็จะพิจารณาไปโดยความถูกต้องชอบธรรมบ้าง กิเลสหลอกลวงบ้าง
กิเลสมันมีอยู่โดยดั้งเดิมในใจของคนที่เกิด สิ่งมีชีวิตมีอวิชชา คือความไม่รู้จักตัวเองทั้งสิ้น จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส มันมีกิเลสอยู่วันยังค่ำ ผ่องใสคืออวิชชา ผ่องใสคือไม่รู้ ตัวมันเองไม่รู้จักตัวมันเอง แล้วมันจะเป็นธรรมไปได้อย่างไร
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส
จิตเดิมแท้น่ะ ไอ้ผ่องใสๆ ตัวนั้นน่ะ มันจะข้ามพ้นกิเลสในตัวของมัน ในตัวอวิชชา ในตัวของความไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้
อีกไกล ค่อยๆ ฝึกหัดนะ
ไอ้ที่พูดนี่ อุตส่าห์เอานี่เป็นเคสตัวอย่างนะ ว่าการเห็นกาย เห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเป็นอย่างไร แล้วคำถามนี้เขียนมาทั้งหมดเลยว่าเห็นแล้วรู้
นี่มันเป็นนิยาม เป็นความเห็นแบบลูบๆ คลำๆ จะว่าไม่เห็นก็คือเห็น จะว่าเห็นก็ไม่ใช่อริยมรรค
ลูบๆ คลำๆ ก็ต้องฝึกหัดให้มันชัดเจน
การรู้การเห็นนะ เอกสารต้องเป็นเอกสารจริง ไม่ใช่เอกสารเท็จ ไม่ใช่เอกสารที่สร้างขึ้น
สร้างเอกสารเท็จ แล้วใช้เอกสารเท็จ ถ้าเอกสารมันจริง เราใช้เอกสารจริง แล้วเสนอเรื่องให้เป็นตามความเป็นจริง มันถึงจะเป็นวิปัสสนาการปฏิบัติตามความเป็นจริง
ไอ้นี่เอกสารเทาๆ เพราะปฏิบัติมา ๓ ปี จะว่าไม่ใช่
ไอ้นี่คือการฝึกหัด ไม่ผิด ไอ้ที่พูดว่ามันไม่ผิด แต่มันก็ไม่ถูก เพราะมันเป็นการฝึกหัด
เราก็ฝึกหัดของเรา ถ้ามันไม่ถูก เราก็วางซะ แล้วกลับมาพุทโธ กลับมาทำความสงบของใจให้มันมั่นคงขึ้น กลับมาสร้างสติสัมปชัญญะให้เข้มแข็ง แล้วจะไปทำอะไรทำด้วยสติสัมปชัญญะ ผิดก็รู้ว่าผิด ถูกก็รู้ว่าถูก ผิดก็แก้ไข ถูกก็พยายามส่งเสริม ก็ฝึกหัดปฏิบัติไป ทำซ้ำ ทำซ้ำ
หลวงตาพระมหาบัว
ปฏิบัตินี่ถูกไหม
ถูก
แล้วทำอย่างไรต่อไป
ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
ทำซ้ำ ทำซ้ำ ฝึกหัดให้จิตใจเข้มแข็ง ให้จิตใจได้แก้ไข การเห็นผิดของตนทำให้มันถูกต้องชอบธรรม แล้วมันจะเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เอวัง