คิดไป
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๕๓. เรื่อง “ลังเล”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ความตั้งใจของหนูคือตั้งใจที่จะบวชอยู่กับบ้าน โดยที่ตัวของหนูเองมีครอบครัวอยู่แล้ว แฟนเป็นคนดี ลูกก็เป็นคนดี แต่ด้วยความตั้งใจของหนูที่เห็นโทษภัยในสังขารของตัวเอง และความทุกข์ของพี่น้องที่ได้รับที่มีให้เห็นอยู่ทุกวัน และหนูมีความคิดอยู่ตลอดเวลาว่า สักวันความตายจะมาถึง
แล้วบางครั้งในวันหยุดของครอบครัว จะเดินทางไปเที่ยวด้วยกันตลอด พอเริ่มมีความสุข มันก็เริ่มมีความรู้สึกอย่างหนึ่งมาเตือนว่า ความสุขนี้อยู่กับเราอีกไม่นาน เป็นความคิดอย่างนี้มาโดยตลอด มันจะคอยเตือนอยู่อย่างนี้มาเรื่อยๆ
แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยรักษาสัจจะอะไรได้เลย แม้แต่เข้าพรรษาตั้งใจว่าจะกินมื้อเดียวให้ครบ ก็มีการตกหล่นบ้าง เวลาประพฤติปฏิบัติก็ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ครบตามกำหนดเวลา แต่เมื่อถึงเวลาทำก็ต้องยอมแพ้กับสังขารของตัวเองทุกครั้ง ด้วยความที่เป็นคนที่ยังลังเลอยู่
แต่ด้วยความตั้งใจและคิดอยู่มานานแล้วว่าอยากบวช แต่อยากบวชอยู่กับบ้าน เพราะยังมีหน้าที่ต้องดูแลลูก
(ด้วยความที่ตัวหนูเองประพฤติปฏิบัติแบบนี้อยู่กับบ้านบ่อยๆ และจะคอยสอนลูกอยู่บ่อยๆ เรื่องการทำบาปกรรม จนบางครั้งลูกเขาพูดว่า หนูรู้สึกว่าศาสนาพุทธสอนให้คนรู้สึกตึงเครียดเกินไป
หนูไม่ชอบและลูกของหนูก็โตแล้ว เขาเข้าใจทุกอย่าง ทุกวันนี้เขาก็ทำงานทุกอย่างที่ไม่ทำให้ผิดศีล เท่าที่มองดูความตั้งใจทำของเขา เขารู้ดี รู้ชั่ว แต่ด้วยความที่เขายังอยากให้หนูอยู่ในครอบครัวพ่อแม่ลูก เขาจึงมีการต่อต้านด้วยคำพูดในบางครั้ง หรือแม้แต่เทศน์ของหลวงพ่อ ในบางครั้งที่หนูฟังไม่เข้าใจ แต่ลูกก็สามารถอธิบายให้หนูเข้าใจได้)
ถ้าหนูตั้งใจที่จะอธิษฐานจิตด้วยการบวชตัวเองและประพฤติอยู่กับบ้าน และแฟนหนูก็อนุญาต แต่เขาก็อนุญาตแบบเกรงใจหนู และตัวเขาเองก็ปฏิบัติด้วย แต่ด้วยความที่เขายังอยากให้อยู่แบบครอบครัว หนูพอมองออกว่าเขาเกรงใจ แต่เขาก็ไม่ขัด
แต่ด้วยความตั้งใจของหนู เพราะความที่อยู่ทางบ้านมันทำให้หนูยอมแพ้กับกิเลสตัวเองอยู่หลายๆ อย่าง หนูจึงคิดว่า ถ้าหนูบวชซะ มันจะได้บังคับให้หนูเอาชนะกิเลสตัวเองได้ ถ้าหนูตัดสินใจบวช มันจะเป็นการผิดไหมคะ
และอีกอย่างหนึ่ง หนูมองว่า การอยู่เป็นครอบครัวแบบนี้มันทำให้หนูติดสุข และไม่สามารถตัดกิเลสอะไรหลายๆ อย่างได้
การบวชของหนู หนูก็ตั้งใจจะอุทิศให้เตี่ยและแม่ของหนูอย่างเต็มที่ อย่างน้อยหนูคิดว่ามันจะทำให้หนูอาจจะไม่ต้องตกนรกกับการกระทำกรรมของตัวหนูในอดีตหลายๆ อย่าง
ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยชี้ทางให้หนูด้วยค่ะ
ถาม : ๒๘๕๔ เรื่อง “ลังเล”
หนูขออนุญาตส่งคำถามต่อเนื่องจากว่า หนูอธิบายไม่หมด
ความตั้งใจบวชของหนูคือการถือศีล ๘ อยู่ที่บ้านโดยที่มิได้โกนหัวเหมือนแม่ชีทั่วไป แต่ตั้งใจรักษาศีลมิให้ขาด แบบนี้ทำได้ไหมคะ หากตกหล่นหรือบกพร่องจะเป็นบาปหรือไม่คะ สาธุ
ตอบ : คำถามนี้เขียนยาวเลย
แต่มันเป็นประเพณีของชาวพุทธ ตั้งแต่เราสมัยเด็กๆ นะ เราเห็นทางแถวบ้านเราเขาบวชชี เขาบวชชีแล้วเขาอยู่บ้าน ยิ่งทางซีกเหนือ ทางซีกเหนือส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวมอญ ชาวมอญเขาเคร่งครัดของเขา ส่วนใหญ่แล้วเขาก็บวช เขาก็ไปเรียนของเขา
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นผู้หญิงไง เราเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเราเป็นย่า เป็นยาย อยู่ในบ้าน เราก็คิดของเราร้อยแปด คิดไป คิดไป คิดไปทั้งนั้นน่ะ เวลาคิดไปแล้วเขาบอกในคำถาม เห็นไหม
หนูเป็นคนอบรมบ่มเพาะลูกของเรา ลูกของเราเป็นคนดีทั้งสิ้น ลูกของเราทำมาหากินได้แล้ว ลูกของเราทำสิ่งใดอยู่ในศีลในธรรม เวลาผลที่มันเกิดขึ้นมันก็เห็นของมันอยู่นั่นแหละ แต่ก็อยากบวช อยากจะประพฤติปฏิบัติธรรม กลัวตกนรกไง
มันก็บวชหัวใจสิ ถ้าบวชหัวใจของเราก็คิดไปได้
ไอ้ที่คำถามนี้ ถ้าเป็นธรรมดาแล้วมันเป็นคำถาม มันเป็นการละเมอเพ้อพก คิดไปเรื่อย พูดไปเรื่อย คิดไปเอง
แต่ถ้าทำสิ่งใดอะไรก็ให้มันจริงจัง
ไอ้นี่มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วก็เก็บอารมณ์ แล้วก็เขียนมาให้หลวงพ่อพูด
ที่เราจะพูดนี้พูดเพราะอะไร พูดเพราะว่าความคิดของสังคมชาวพุทธเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นน่ะ ใครๆ ก็คิดดี ใครๆ ก็ใฝ่ดี แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะอะไร เพราะคำถามเขียนว่า “ลังเล”
มันก็เป็นความลังเล เป็นต่างๆ แล้วตอนนี้มันบั้นปลายชีวิตแล้ว ลูกๆ ทำงานจนมีหน้าที่การงานหมดแล้ว แล้วลูกก็เป็นคนดีด้วย แล้วลูกยังเอาเทศน์หลวงพ่อไปอธิบายให้ฟังเข้าใจอีกด้วย เขายังอธิบายได้ แสดงว่าเขามีปัญญา เราฟังเทศน์หลวงพ่อไม่เข้าใจด้วย ลูกต้องอธิบายให้เข้าใจ ถึงจะเข้าใจ แล้วเข้าใจแล้ว แล้วก็คิดละเมอเพ้อพก คิดไป คิดไป คิดไปเรื่อยๆ
ความจริงมันไม่ต้องเขียนมาถามหรอก ชีวิตของเรา ถ้าเราตั้งใจของเรา เราก็ทำความดีของเรา ถ้าทำความดีของเรา เริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ไง เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา คนมีอำนาจวาสนาเขาออกประพฤติปฏิบัติของเขา เขาก็เป็นของเขาไป
ไอ้ของเรามีครอบครัวไปแล้ว มีครอบครัวไปแล้วนะ เราก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เรามีหน้าที่ ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ หน้าที่ของบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา หน้าที่ของครอบครัว หน้าที่หัวหน้าครอบครัวคือสามี หน้าที่ของผู้ช้างเท้าหลังคือแม่ แล้วจะมีลูกมีหลาน ก็ทำหน้าที่ แล้วมีหน้าที่ แล้วจะบวชก็บวชอยู่ที่บ้าน บวชอย่างไรก็ได้ เราทำอย่างไรก็ได้
ไอ้นี่พูดไปสองไพเบี้ย
หนูตั้งใจอย่างนั้นแล้วก็ทำไม่ได้ หนูตั้งใจอย่างนี้ก็ทำไม่ได้ หนูตั้งใจอะไรก็ไม่ได้
เขียนมานี่หลวงพ่อก็ตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ มันเป็นจริตนิสัยของคน มันเป็นความมุมานะ วิริยะของแต่ละบุคคล แล้วความมุมานะ ความวิริยะแต่ละบุคคล ในพระไตรปิฎกมากมาย ศึกษาพระไตรปิฎกไปสิ พระที่ออกประพฤติปฏิบัติขึ้นไป แล้วถ้าไม่ได้บรรลุธรรม ขี้ทุกข์ขี้ยาก ลำบากขนาดไหนเขาก็สู้
แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติได้บรรลุธรรม เห็นไหม พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปฟังเทศน์พระอัสสชิทีเดียวได้เป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรไปบอกพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะไปบอกบริวารของตน เป็นพระโสดาบันหมดเลย
เวลาจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
“นั่นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาของเรามาแล้ว”
แล้วเวลาเทศนาว่าการอบรมบ่มเพาะจนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เป็นธรรมเสนาบดี เป็นผู้มีฤทธิ์มีเดช เป็นมือซ้ายมือขวาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนา นี่เขาสร้างของเขามา
เวลาพระในสมัยพุทธกาลติเตียนพระพุทธเจ้าว่าลำเอียง ถ้าจะตั้งอัครสาวกก็ต้องตั้งพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลก เป็นพี่ใหญ่
แต่พระอัญญาโกณฑัญญะ เวลาบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ไปเทศน์หลานของตนองค์หนึ่งได้เป็นพระอรหันต์ แล้วท่านก็เข้าป่าเข้าเขาไปอยู่ในป่าในเขา จนกว่าท่านจะหมดอายุขัย มาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระเต็มไปหมดเลย ไม่รู้จักพระอัญญาโกณฑัญญะ ไม่รู้จัก เพราะไม่ได้สุงสิงกับใครเลย อยู่ในป่าในเขาอยู่องค์เดียว
พระอัญญาโกณฑัญญะ จนจะหมดอายุขัย มาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน
แล้วพระในสมัยพุทธกาลมากมายที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ได้ธรรม ขี้ทุกข์ขี้ยาก ขี้ทุกข์ขี้ยาก ถ้าอดทนก็เพื่อสร้างอำนาจวาสนาบารมี
แต่ขี้ทุกข์ขี้ยากแล้ว เทวทัตเป็นหัวหน้าใหญ่ เจาะทำลายพระพุทธศาสนา สัตตรสวัคคีย์ๆ มากมาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติวินัยข้อไหนก็พยายามแถๆ อนุบัญญัติๆ มากมาย เวลาปฏิบัติไง
นี่ก็เหมือนกัน ก็ตั้งใจปฏิบัติแล้วมันก็โลเล ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล
นี่ไง ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติ มันก็อยู่ที่วาสนาของคน วาสนามันสร้างมาได้มากได้น้อยแค่ไหน พาหิยะ พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย แล้วก็โดนควายขวิดเสียชีวิตเลย เวลาผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่ายมันก็อำนาจวาสนาของเขา
ไอ้นี่ก็อำนาจวาสนาของเรา ถ้าอำนาจวาสนาของเรา เราตั้งใจของเรา เราจะปฏิบัติของเรา เราทำความเป็นจริงของเรา ถ้ามันได้ผล ได้ผลก็สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เห็นภาวนามยปัญญา จะมหัศจรรย์ในปัญญาของจิตเลย มหัศจรรย์มาก แล้วความมหัศจรรย์ ทีนี้ถ้ามหัศจรรย์ มันเป็นความจริงขึ้นมา มันก็เป็นความจริงไง ถ้าเป็นความจริง
ไอ้นี่ โอ้โฮ! เขียนมายาวเลย อยากบวชอยู่ที่บ้าน
เราเห็นประเพณีของชาวมอญเขาบวชกันเยอะแยะ สมัยเราเด็กๆ นะ เป็นคุณยายต่างๆ เป็นแม่ชีอยู่บ้านเลี้ยงหลาน เขาบวชแล้วอยู่ที่บ้าน
ไอ้นี่เขาบอกว่าเขาตั้งใจบวชชีโดยชีพราหมณ์ ไม่ต้องโกนหัว
ไอ้นี่มันเป็นเจตนา ทำได้เลย เพราะอะไร มันเป็นเจตนา มันเป็นกิริยาของใจ มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายใน ใครจะรู้ สามีก็ไม่รู้ ลูกหลานก็ไม่รู้ แล้วไม่ต้องให้เขารู้ด้วย ถ้าเขารู้แล้วเป็นภาระเลย
ยาย ยายจะเป็นพระอรหันต์แล้วหรือ รอหนูหน่อยนะ
สามีบอกว่า รอกันหน่อย
มันแซว มันเล่นตลอด ทำไมเราต้องไปมีภาระรุงรังไปรับผิดชอบเรื่องอะไรต่างๆ ร้อยแปด แค่ภาระการประพฤติปฏิบัติให้ชนะกิเลสในใจของตน อันนี้ก็เป็นงานที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว จะทำสิ่งใดต้องให้สังคมประกาศ ต้องให้คนยอมรับทั้งหมด จะนั่งสมาธิก็ต้องให้คนนั่งสมาธิเป็นแถวเลย ทุกคนต้องเดินทำตามฉัน
มันไม่มีอยู่จริงในโลกนี้หรอก ไม่มีหรอก
คู่แฝดยังคิดต่างเลย สังคมคิดต่างทั้งนั้นน่ะ ลูกเราหลานเรามันก็คิดต่าง ความคิดต่างมันเรื่องของเขา ไอ้นี่ความคิดของเราต่างหาก ถ้าเรามีความคิดแล้วเราอยากกระทำของเรา นี่วาสนาของเรา เวลาบรรลุธรรมก็บรรลุธรรมคนเดียว เราปฏิบัติแล้วให้ทั้งครอบครัวบรรลุธรรม มันไม่มีอยู่ในโลกนี้
เวลาปฏิบัตินะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมโดยชอบ พระองค์เดียว เทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ได้พระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียว แล้วเทศนาว่าการจนเป็นพระโสดาบันทั้งหมด เทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์หมดเลย ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง
ไอ้นี่เหมือนกัน เราอบรมบ่มเพาะก็ให้สัจธรรมในหัวใจเรามันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมาก็เป็นความจริงในหัวใจของเรา จะบวชอยู่บ้าน จะบวชอยู่ที่ไหน บวชได้ทั้งนั้น
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เวลาเราเห็นทุกข์ มันก็เป็นเรื่องความทุกข์ เห็นทุกข์ เวลาครอบครัวพาไปเที่ยว
อ้าง
ถึงวันหยุดครอบครัวพาไปเที่ยว ดิฉันไม่อยากจะไปหรอก แต่มันต้องไป มันก็ต้องไปกับเขา แล้วพอไปแล้ว รักษาความสัตย์ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้
นี่มันเป็นสภาคกรรม กรรมร่วมกันทั้งสิ้น เราทำของเรา
ฉะนั้น ถ้าเราจะบวชของเรา ถ้าบวชแล้วมันจะดีขึ้นไปกว่านี้
ไม่ดีหรอก คนเก่า บวชขึ้นไปแล้วมันก็เห็นคนนี้ โลเลเหมือนเดิม เวลายิ่งบวชไปแล้ว พอมันปฏิบัติไปแล้ว พอมันทุกข์มันยาก เออ! พักก่อนก็ได้ เดี๋ยวค่อยมาทีหลังก็ได้ ร้อยแปดหรอก
ผลไม้ชนิดใดปลูกแล้วมันก็จะออกผลเช่นนั้น ความรู้สึกนึกคิดอย่างใด ปฏิบัติไปแล้วมันก็ออกผลอย่างนั้นน่ะ
มันมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นน่ะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทวนกระแสกลับ ปัญญาในพระพุทธศาสนาทวนกระแสกลับ ทวนเข้าไปในจิตของตน ไม่อ้างใครทั้งสิ้น ไม่อ้างสามี ไม่อ้างลูก ไม่อ้างหลาน ไม่อ้างครอบครัว ไม่อ้างอะไรทั้งสิ้น
ถ้าอ้าง อ้างก็อยู่บ้าน อยู่บ้านก็จบ จบแล้วก็คือจบ
แต่นี่คิดร้อยแปดเลยนะ ถ้าได้ทำแล้วมันจะดีอย่างนั้น ถ้าได้ทำแล้วมันจะดีอย่างนี้ แล้วถ้าไม่ได้ทำจะเสียดายมาก เสียดายแล้วมันกลัวมันทุกข์มันยาก
ปัจจุบันตัดสินใจอย่างไร คิดอย่างนั้น แล้วทำเลย แล้วทำเลย มันคิดของมัน ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ถ้ามันจะเริ่มต้นมันก็ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้าปัญญามันก้าวเดินได้ ไอ้นั่นก็เป็นอำนาจวาสนาของคนคนหนึ่ง แต่ถ้ามันทำสิ่งใดไม่ได้ มันก็ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่ไง ลูกหลานก็มีงานทำหมดแล้ว สามีก็ปฏิบัติด้วย เราก็ปฏิบัติด้วย
ก็ปฏิบัติไปก็จบไง ก็ปฏิบัติไปสิ เวลาปฏิบัติไป ถ้าปฏิบัติแล้ว ถ้าจิตมันสงบแล้ว ฝึกหัดภาวนาไป ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา
จะไปข้างหน้า ก็เสียดายตรงกลางและข้างหลัง จะไปข้างหลัง ก็เสียดายตรงกลางและข้างหน้า จะอยู่ตรงกลาง ก็เสียดายข้างหน้าและข้างหลัง เสียดายเขาไปหมดน่ะ
เสียดายมันก็ต้องอยู่กับวัฏฏะ อยู่กับสังสารวัฏนี้ต่อไป ถ้าอยู่กับสังสารวัฏนี้ต่อไป มันก็เท่านั้นเอง
เพราะมันคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยเฉื่อยไง คิดเรื่อยเปื่อย เรื่อยไป คิดไปเรื่อย คิดไปเรื่อย คิดไปเรื่อย คิดไปเรื่อย แต่มันมีแนวทางพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งนะ คิดเรื่อยเปื่อย คิดไปเรื่อย แล้วก็อ้างอิงอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาแล้วมันจะบรรลุธรรม เออ! คิดไปเรื่อยเปื่อย คิดไปเรื่อย
ตามความเป็นจริงนะ เวลาประพฤติปฏิบัติ โลกียปัญญากับโลกุตตรปัญญา สังคมประพฤติปฏิบัติทั้งหมดเป็นโลกียปัญญาทั้งสิ้น เพราะมันเกิดจากความคิดของคน เกิดจากความคิดของเทวดา เกิดจากความคิดของพรหม
เทวดา อินทร์ พรหมมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเฝ้าหลวงปู่มั่น มาขอธรรมะจากหลวงปู่มั่น เพราะความคิดทั้งหมดเกิดจากจิต โลกมนุษย์ กามภพ รูปภพ อรูปภพ วัฏฏะคือโลก คือวัฏฏะ
สิ่งที่วัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดเกี่ยวพันกับวัฏฏะทั้งสิ้น เป็นโลกียะทั้งสิ้น โลกๆ ทั้งสิ้น แล้วถ้าจะเอาสัจจะเอาความจริงไง เวลาเอาสัจจะเอาความจริง จากโลกียะจะเป็นโลกุตตระ
จากโลกียะ ต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ใจสงบระงับคือกิเลสตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย สิ่งที่เป็นสมุทัยที่มันเจือปนมามันเบาบางลง มันมีโอกาสได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้น มันจะเข้าสู่อริยสัจ เข้าสู่สัจจะความจริง อันนั้นจะเป็นโลกุตตระ
ไอ้โลกียะ ไอ้โลกุตตระ ไม่ต้องไปอ้างมันหรอก มันโลกียะทั้งสิ้น โลกุตตระไม่มี โลกุตตระมีต่อเมื่อเขายกขึ้นสู่วิปัสสนา
ไอ้ว่าโลกียะ โลกุตตระ มันชื่อน่ะ มันอ้าง ไม่มีอยู่จริง ถ้ามีอยู่จริงมันมีผลต่าง ผลก็ต่างกัน การปฏิบัติก็ต่างกัน
ฉะนั้น อยู่กับโลก ปัญญานี้เพริศแพร้ว โลกียะทั้งสิ้น เพราะถ้าผลของมันคือปัญญาอบรมสมาธิไง ผลของมันคือสมถะไง ผลของมันคือสมาธิ ศีล สมาธิ ศีล สมาธิ ตัวสมาธินี้ต่างหาก
ปฏิบัติกันเกือบเป็นเกือบตาย มันจะทั้งหมดๆ โลกียะทั้งหมดลงสู่สัมมาสมาธิ ถ้าถูกต้องชอบธรรม แต่ถ้ามันตกภวังค์ มันติดในความรู้สึกของตน มิจฉาทั้งสิ้น
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์นะ มันเรียบง่าย ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียบง่าย ไม่วุ่นวาย แต่เรียบง่ายด้วยความถูกต้องชอบธรรม
แต่ในการประพฤติปฏิบัติ กว่าจะพ้นจากโลก กว่าจะพ้นจากโลกียะ แล้วจะยกขึ้นสู่โลกุตตระ ไม่อย่างนั้นมันจะมีโลกียะ โลกุตตระไปทำไม เวลาเข้าโลกุตตระจบเลยนะ มันเห็นคุณค่าของมัน มีการรักษาของมัน ทำของมัน อันนั้นต่างหากถึงจะเป็นความจริง มันไม่คิดเรื่อยเปื่อยเพ้อเจ้อ คิดเพ้อเจ้อเพ้อฝันเรื่อยเปื่อย
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยากจะบรรลุธรรม อยากจะได้ธรรมขั้นนั้นๆ
เออ! เพ้อเจ้อ
ความจริงนะ เขาตั้งสัจจะ แล้วเขาทำจริงทำจังของเขา ถ้าได้สัจจะความจริงขึ้นมา มันจะเห็นว่า จากโลกียะทั้งหมดมันจะเข้าสู่โลกุตตระอย่างไร แล้วเข้าไปแล้วมันจะเป็นข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัตินั้น
ฉะนั้น ที่ว่าลังเล โลเล
ก็คิดไปเรื่อยๆ คิดเพ้อเจ้อ คิดเรื่อยเปื่อยไป จบ
อันนี้เป็นคำถามเนาะ เป็นคำถามถามสด
ถาม : การบอกบุญต่อๆ กัน กับการเรี่ยไร
๑. การโพสต์รูปลงโซเชียลที่เขียนชื่อคนและจำนวนเงินที่ฝากมาร่วมบุญที่วัดหลวงพ่อ เข้าข่ายถือเป็นการเรี่ยไรหรือไม่ ไม่ควรทำหรือสามารถทำได้
๒. การโพสต์บอกว่า พรุ่งนี้จะไปทำบุญ หรือบอกว่าที่วัดนี้จะมีกฐิน จะออกโรงทาน โดยลงรูป คลิปในโซเชียล แต่ไม่ได้เขียนเชิญชวนให้ร่วมทำบุญตรงๆ แล้วมีคนโอนเงินมาทำบุญหรือฝากเงินมาร่วมด้วย ถือเป็นการเรี่ยไรไหม แม้ไม่ได้เปิดบัญชีรับเรี่ยไร
๓. การบอกบุญในทางเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ไลฟ์ส่วนตัว โซเชียลต่างๆ กับเพื่อนญาติธรรมที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท ถือเป็นการเรี่ยไรไหม
๔. หลังไปทำบุญที่วัดแล้วประกาศลงรูปหรือคลิปวิดีโอทางโซเชียล แต่มีคนโอนเงินหรือฝากเงินมาร่วมบุญทีหลัง ถือว่าเป็นการเรี่ยไรไหม ควรหรือไม่ควรรับเงินนั้น
ตอบ : อันนี้เป็นคำถามนะ
แต่ข้อเท็จจริงของเรา เพราะเราบวชมาตั้งแต่ต้น พอบวชมาแล้วมีความตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติ แล้วเวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกไง ในบริษัท ๔ ในสังคมสมัยพุทธกาลนะ เขาเจอวัว วัวสีเหลืองๆ ประชาชนวิ่งหนีแตกตื่นหมดเลย เขากลัวการเรี่ยไร เขากลัวการบอกบุญ
เวลาบวชมาใหม่ๆ นะ ในสถานที่ทำงาน ในสถานที่ราชการ เขากลัวมากซองผ้าป่า ซองกฐิน
เวลาเราคุยกับพระ พระเขาบอกว่า ท่านคิดอย่างนี้ได้อย่างไร เราเอาบุญไปให้เขาถึงบ้าน
แต่ไอ้คนที่เขาต้องใส่ซอง ใส่ต่างๆ เขาลำบากใจจนพูดไม่ออก เงินเดือนเขาชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว เงินใช้จ่ายของเขา บางคนบางครอบครัวเขาไม่มีเงินใช้จ่าย เขาต้องไปกู้นอกระบบอยู่แล้ว เราจะไปบอกบุญบอกอะไรกับเขา มันบอกบุญเรื่องอะไร
บอกบุญ นี่ไง ประเพณีวัฒนธรรมไง เรื่องทานๆ ไง
แต่เวลาเราบวชมาเป็นพระ เราเป็นพระปฏิบัติ พระปฏิบัตินะ หลวงตาพระมหาบัวท่านออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ ท่านไปธุดงค์ของท่าน ท่านหาบ้านน้อยๆ ๑ หลัง ๒ หลังก็พอ ๒ หลัง ๓ หลังอย่างมาก เพื่ออะไร เพื่อจะไม่ให้เข้ามากวนเรา
อันนี้ก็เหมือนกัน เวลาพระปฏิบัติๆ ไอ้เรื่องอย่างนี้เขาไม่ต้องการเลย เขาต้องการความสงบ เขาไม่ต้องการความวุ่นวาย เขาไม่ต้องการให้ใครเข้ามาก่อกวน
ฉะนั้น ถ้าแนวทางของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่เป็นแบบนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่มีเลย เรื่องบุญนี่ไม่มี ไม่เกี่ยว ขนาดไปอยู่กับชาวมูเซอ ไปชาวเขา ไปบิณฑบาต
“ตุ๊ ตุ๊มาทำไม ตุ๊ ตุ๊เอาอะไร”
หลวงปู่มั่นบอก “มาเอาข้าว”
“เอาข้าวสารหรือเอาข้าวสุก”
“ข้าวสุก ข้าวสุก”
ในป่าในเขามันไม่มีเงินมีทองมาเรี่ยไรกันหรอก ในการประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงมันไม่มี มันเป็นนิสัย มันเป็นนิสัย มันเป็นสันดาน
เราเห็นการเรี่ยไรนะ แล้วไอ้พวกทำงานออฟฟิศ ทำงานต่างๆ เขากลัวมาก ไอ้ซองขาวสิ้นเดือนเป็นตั้งๆ เขากลัวกันมาก เราเห็นแล้วเรารังเกียจมาก
เวลาในหน่วยงานราชการ เวลามีปัญหาก็จะไปหาหัวหน้า แล้วขอฝาก
มันมีโครงการช่วยชาติฯ ที่ลูกศิษย์ลูกหาเขาไปตั้งกองผ้าป่า ไปตั้งตามหน่วยงานต่างๆ มันก็เลยเป็นช่องให้คนอื่นทำตาม เขาก็ทำกันมาแล้วตลอด
แต่เวลาหลวงตาโครงการช่วยชาติฯ เราตั้งแต่บวชมาไม่เคยบอกใคร บอกบุญ แล้วไม่เคยฎีกาใครทั้งสิ้น เว้นไว้แต่โครงการช่วยชาติฯ โครงการช่วยชาติฯ เราช่วยหลวงตาเต็มที่เลย แต่เรื่องเรี่ยไรเราก็ไม่ทำ เพียงแต่ว่าเวลาซองผ้าป่าของหลวงตามา เราให้ลูกศิษย์ลูกหาจัดการกันเอง เราไม่ทำ เราไม่ทำ
เพราะเวลาที่หลวงตาท่านประพฤติปฏิบัติโดยเริ่มต้น ท่านบอกเลย หนึ่ง อย่ากวนบ้านกวนเมือง พระอย่าคิดโครงการ อยากสร้างอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ไปหาเงิน
ของเราไม่ให้สร้าง ไม่ให้มี ไม่ให้ทำ แล้วถ้ามี ถ้าทำ ทำเอง
เราพูดทุกวัน เวลาคนเขาจะมาช่วย บอกไม่ต้อง เราหาเรื่องเอง จะบอกว่าเราเสือก เราเสือกเอง เราก็ทำเอง
ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าบอกบุญอย่างนั้น บอกบุญอย่างนี้ ไม่ต้อง
อนุโมทนาบุญ ถ้ามาวัดหลวงพ่อ แล้วเป็นรูปหลวงพ่อ แล้วถ้าคนเขาเห็นเขาชื่นใจ ก็ให้เขาอนุโมทนาก็จบไง
อนุโมทนาคือความระลึกถึงโดยหัวใจ มันมีค่ากว่าแบงก์ มันมีค่ากว่าแก้วแหวนเงินทอง จะไปทำบุญที่วัดเรา ก็บอกให้เขาอนุโมทนา คือบอกให้เขารับรู้ แล้วให้เขาชื่นใจก็จบ
ไอ้ที่ว่าต้องเรี่ยไรๆ
บอกตรงๆ เรารังเกียจมาก รังเกียจมากๆ รังเกียจมากๆ เพราะนี่คือต้นเหตุแห่งการเสื่อมถอย เพราะมันเป็นเรื่องของวัตถุ
เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องวัตถุ ใครก็ทำได้ ตอนนี้วัดที่สร้างใหม่ ไปดูสิ เขาสร้างวิจิตรพิสดาร โอ้โฮ! สั่งหินอ่อนจากอิตาลี โอ๋ย! สั่งเมืองนอกทั้งนั้น วัสดุในเมืองไทยยังสร้างวัดไม่ได้เลยนะ มันไม่คุ้มบุญ ต้องสั่งนอกทั้งหมด วิจิตรพิสดาร
หลวงตาบอกว่าฐานส้วม ส้วมจะสร้างให้มันสวยงามขนาดไหน คนเข้าส้วมก็เข้าไปถ่าย พระอยู่ในวัดมันก็ฉันแล้วก็ถ่าย เหมือนกัน มันจะวิจิตรพิสดารไปที่ไหน
ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าบอกบุญๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น
จะไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อ แล้วก็บอกเขา เขาจะฝาก
ไม่ต้องฝาก ฝากมายังไม่เอาเลย ไม่จำเป็น ห้ามเด็ดขาด
กรณีที่ไล่ออกไป ธรรมมิกา ไปเรี่ยไรกันเอง ไปตั้งผ้าป่าไปทอดที่นู่น ทอดที่นี่ เรามารู้ทีหลังนะ เสียใจจนบัดนี้ แล้วจะเสียใจไปจนตาย
มึงอย่ามายุ่งในวัดกู วัดของกู กูสร้างมาเพื่อปฏิบัติ ถ้าใครปฏิบัติไม่ได้ เชิญกลับบ้านไป ไม่ควรมาที่นี่
เวลาชาวพุทธก็อยากจะมีวัดดีๆ อยากจะมีที่ปฏิบัติที่ไว้วางใจได้ แล้วพอมาแล้วมันก็มากวนกันเอง ทำลายกันเอง ทำลายโดยการบอกบุญ ทำลายโดยการว่า อันนี้เอาบุญมาให้นะ อันนี้เป็นความดีนะ
ถ้าความดี มึงมาวัดกูทำไม วัดกูมีทางจงกรมนะกับมีที่นั่งสมาธิเท่านั้น
อย่างอื่นนะ ถ้าพระสงบมันเสือก ก็ให้มันหาเงินเอง ถ้ามันเสือกน่ะ แล้วพวกมึงไม่ต้องมาเสือกกับกู ห้ามเด็ดขาด
เราเห็นความผิดปกติ ความไม่ดีงามมาแต่ในพระไตรปิฎก แล้วบวชนะ พูดจนเดี๋ยวนี้ พูดโดยสัจจะ ตั้งแต่บวชมาไม่เคยเรี่ยไรใครเลย ไม่เคยขอใครเลย
เขามาทำบุญ ยังบอกเขาเลยนะว่า ไอ้กระดาษอย่างนี้ไม่จำเป็น ไม่ต้อง และไม่อยากได้ด้วย
แต่มันเป็นน้ำใจของเขา อย่างที่เราบอก อนุโมทนา เอ็งมาทำบุญบอกรูปแล้ว เขาเห็นแล้วเขาสาธุ แค่นี้จบแล้ว เพราะกระดาษที่เขาฝากมามันเป็นกระดาษ แต่หัวใจของเขาที่เขาชื่นชมอันนั้นน่ะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านไปไหนก็แล้วแต่ ท่านบอก ไปเอาใจคน ไปเอาใจคน
นี่เหมือนกัน ถ้าวัดของหลวงพ่อเป็นที่เขาเห็นแล้วเขาชื่นชมบ้าง ใจเขาเป็นบุญ จบ แค่นี้ ถ้าเขาเห็นแล้วเขาชื่นชม
ถ้าเขาเห็นแล้วเขาขวางตา ไอ้วัดนี้มันทำไม่เหมือนวัดอื่น มันทำลายประเพณีของการเรี่ยไร
เชิญไปที่อื่น อย่ามาเหยียบที่นี่
ที่นี่ ที่ทำมาอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น มันเป็นเรื่องจริตนิสัยของเราเอง
แล้วเราเกิดไม่ทันหลวงปู่มั่น แต่หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าเรื่องหลวงปู่มั่นให้เราฟังไว้เยอะ พระเวลาเล่าให้ฟังแล้ว เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านระลึกถึงหลวงปู่มั่น ท่านจะนั่งร้องไห้เลย น้ำตาไหลพราก ท่านเคารพของท่าน ท่านบูชาของท่าน หลวงตาเวลาพูดถึงหลวงปู่มั่น ท่านหันหน้าเอาหน้าเข้าข้างฝา นั่งร้องไห้เลย
นี่คนเคารพบูชาครูบาอาจารย์เขาเคารพด้วยหัวใจ
เขาไม่เอาชื่อหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์มาเป็นสินค้าขายหาเงินกัน เขาหาแต่หัวใจ หาคนที่เคารพบูชา แล้วถ้าเขาจะมาทำบุญ จะอะไรก็แล้วแต่ ให้เขาเห็น ให้เขาอนุโมทนา ให้เขาสาธุ สาธุ แค่นี้ แค่นี้ แค่นี้พอ อย่างอื่นไม่เอา ไม่ต้อง ทุกอย่างเป็นภาระไปหมด เวลาจะประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ไม่ทำ
ถ้าเวลาจะปฏิบัติธรรม ถ้าปฏิบัติแล้ว เวลาแล้วมันทุกข์มันยากขึ้นมา ได้สุมหัวคุยกัน ได้ควักเงิน ได้เรี่ยไร ได้ร่วมกันตั้งกองผ้าป่า จะไปทอดที่นั่น เดี๋ยวพระเขาจะอนุโมทนากับเรา เดี๋ยวมันจะได้บุญกุศล
มึงลืมพุทโธไปเลยนะ มึงลืมทางจงกรม ลืมนั่งสมาธิไปเลย มาสุมหัวกันเพื่อจะมาหาคะแนน มันเป็นเรื่องไร้สาระมากนะ
ฉะนั้น คำถาม ๑ ๒ ๓ ๔ ห้ามทั้งนั้น เราห้ามมาตั้งแต่ต้น แล้วห้ามมาท่ามกลาง แล้วจะห้ามตลอดไป แล้วอย่าทำ แล้วไม่ต้องทำ แล้วไม่ต้องมาเสนอหน้า ไม่ต้องมาอวด มาช่วยเหลือ
บอกทุกวัน ถ้ากูเสือก มันก็เป็นเรื่องของกู ทำไมพวกมึงต้องเสือกด้วยล่ะ ถ้ามึงจะเอาบุญ ก็ระลึกถึงอนุโมทนานี่ไง อนุโมทนา ชื่นใจ ชื่นชมในการกระทำนั้น นั่นน่ะคือบุญแท้ๆ ไม่ต้องทำอย่างอื่น
แล้วพอมันทำไปแล้วนะ มันเสียหายหมด เวลาเริ่มผ่อนคลาย เริ่มให้ใครช่วยการได้ ไปหมดน่ะ ศาสนามันจะเสื่อม เสื่อมอย่างนั้นน่ะ แล้วก็ไปโทษคนอื่น โอ้! คนนู้นจะทำลายศาสนา คนนี้จะทำลายศาสนา
ไอ้พวกเรี่ยไรนี่แหละ ไอ้พวกจะมาช่วยหลวงพ่อนี่แหละตัวทำลายศาสนา ไอ้ตัวทำลายศาสนา ไอ้ตัวที่จะมาช่วยๆ กันนี่แหละ ไอ้คนที่จะมาส่งเสริมนี่แหละ มึงน่ะตัวทำลายศาสนา
ถ้าไม่ทำลายศาสนา ทางจงกรม นั่งสมาธิ หัวใจมีค่ากว่าทุกๆ อย่าง แล้วอย่างอื่นที่ต้องการมา ที่จะไปแสวงหามา ไม่ต้อง ไม่อนุญาต แล้วไม่ให้ทำทั้งสิ้น
เรื่องของโลกเป็นเรื่องของโลกเขา เรื่องของบุญ เรื่องของกุศล นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่เราจะเอาข้อเท็จจริงเลย ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ให้มันลุกกังวานขึ้นมากลางหัวใจสิ ให้มันเห็นจริงสิ
ถ้าไม่เห็นจริง นี่ขนาดว่าเราไม่มีอะไรเลยนะ แล้วห้าม ห้าม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทุกอย่าง เขายังดิ้นยังกันพราดๆ อยู่อย่างนั้น
ถ้าลองโอเคนะ สินค้าใหม่ สินค้าสด มันขายได้ ไอ้เรี่ยไรจนไม่มีคนสนใจเลยน่ะ มันเรี่ยไรจนไม่มีใครเอา ไอ้ที่ไม่เรี่ยไรมันก็อยากจะเรี่ยไรเต็มทีนะ เพราะอะไร มันยังสดใหม่กับการเรี่ยไรไง เพราะเราไม่เคยเรี่ยไรเลยไง ลองได้เปิดสิ สดๆ ใหม่ๆ เลย อันนี้สดๆ ซิงๆ
นี่ไง ที่บอกว่าการทำลายศาสนาๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ผู้ที่จะทำลายศาสนาคือพระภิกษุสงฆ์นี่แหละ พระภิกษุสงฆ์นี่แหละคือตัวทำลายศาสนา ไม่ใช่ลัทธิหรือใครจะมาทำลายศาสนา ตัวภิกษุสงฆ์นี่แหละคือตัวทำลายศาสนา เอวัง