ธรรมขี้ขลาด
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข วิมุตติสุขในพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม มีรัตนะสอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม นี่รัตนะสองไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ เวลาเทศนาว่าการครั้งแรกได้พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เป็นรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เพราะอะไร
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเราฟังธรรมๆ แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าหัวใจเราเป็นธรรมไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม พระสงฆ์ๆ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติถ้าหัวใจเป็นธรรมมันมหัศจรรย์ขนาดไหน มันมหัศจรรย์ขนาดที่ว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา หากมีบุญมีกุศลขนาดนี้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เกิดเป็นมนุษย์ เพราะมีพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมหามายาเป็นพ่อและเป็นแม่
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ๆ ไง ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เราเกิดมาเป็นสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟังไง ถ้าผู้ได้ยินได้ฟังแล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ในหัวใจของเราก็จะมีคุณธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ เพราะสัจธรรมอันนั้นมันสะเทือนหัวใจในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมันมหัศจรรย์เพราะมันวิมุตติสุขๆ มารหลอกไม่ได้ กิเลสควบคุมไม่ได้
แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ แต่ทำไมมันทุกข์มันยากขนาดนั้น
มันทุกข์มันยากเพราะมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง เพราะมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เพราะมันไม่มีกิเลสไม่ได้ เพราะมันไม่มีกิเลสมันก็จะไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง
มนุษย์ มนุษย์เพราะมีอวิชชา มนุษย์ มนุษย์เพราะมีพญามาร แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน มาเกิดเป็นมนุษย์เพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเยาะเย้ยมาร ทำลายมาร ฆ่ามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดมเป็นองค์ที่ ๔ แล้ว ๓ พระองค์ข้างหน้านั้น แล้วลูกศิษย์ลูกหาของท่านมาเกิดอีกไหม
ก็พระอรหันต์ไม่มาเกิดไง พระอรหันต์เกิดไม่ได้ไง เพราะพระอรหันต์ฆ่าเชื้อตัณหาความทะยานอยาก ฆ่ามารตายหมดในหัวใจ ในธรรมธาตุ ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงกราบธรรมๆ
เราก็มาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่กิเลสเต็มหัวใจ เพราะการเกิดมันเป็นการยืนยัน เป็นการยืนยันว่ามีอวิชชา มีความไม่รู้ถึงได้มาเกิด ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ไม่มาเกิด ไม่มาเกิด วิมุตติสุข แล้วมีความสุข มีความสัจจะมีความจริงในหัวใจดวงนั้น ไม่เกิดอีกแล้ว
เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ท่านบอกว่า “เป็นชาติสุดท้าย”
ชาติสุดท้าย ถ้าชาติสุดท้ายมันก็ต้องชำระล้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากตามความเป็นจริงในหัวใจของท่าน แล้วหัวใจของท่านมีคุณธรรมมันถึงเป็นชาติสุดท้าย
ไอ้ที่ปากไอ้ที่พร่ำเพ้อนั่นน่ะ มันสุดท้ายวันนี้ไง แล้วก็มีพรุ่งนี้ มะรืนนี้ต่อไปไง มันจะสุดท้ายตรงไหนล่ะ สุดท้ายที่คำพูดหรือ สุดท้ายที่ความเชื่อหรือ สุดท้ายที่ความหลงใหลอันนั้นหรือ มันเป็นไปไม่ได้
ถ้ามันเป็นไปได้ เป็นไปได้นี่ไง เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วศึกษา ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราให้ขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของเรา
ถ้ามันเป็นความจริงของเรา เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง มนุษย์ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิตไง การดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นมันก็อยู่ที่วาสนาของคน วาสนาของคนทำได้มากได้น้อยขนาดไหน ถ้าทำได้มากน้อยขนาดไหน มันก็ทุกข์มันก็ยาก ทุกข์ยากเพราะหัวใจที่มันเร่าร้อน หัวใจเร่าร้อนเพราะกิเลสมันเหยียบย่ำมันทำลายไง
แต่ถ้าคนเขาเป็นธรรมๆ ในทางโลก เขาเกิดมาแล้วพระโพธิสัตว์ๆ พระโพธิสัตว์เวลาเขาเกิดมา เขาทำคุณงามความดีของเขา แล้วเขาสร้างคุณงามความดีต่อเนื่องกันไปไง แล้วความดีๆ ความดีเป็นบุญเป็นกุศลเต็มหัวใจของเขา เขาอิ่มบุญอิ่มกุศลของเขา เขามีความสุขของเขาไง
เขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มนุษย์ที่ทุกข์ที่ยาก ที่ทุกข์ที่ยากเพราะกิเลสมันเหยียบมันย่ำ กิเลสมันทำลาย กิเลสมันความคิดขัดแย้ง ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในชีวิตประจำวันไง กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันพลิกมันแพลง มันเหยียบมันย่ำอยู่อย่างนั้นน่ะ
ถ้าเป็นความจริงความจังของเราขึ้นมา เวลาเรามีอำนาจวาสนาของเรามาบวชพระ บวชพระๆ พระบิณฑบาตเลี้ยงชีพไง เลี้ยงชีพไว้ทำไม เลี้ยงชีพไว้ประพฤติปฏิบัติไง เวลาประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติที่ไหน
ปฏิบัติขึ้นมาก็ทำความสงบของใจเข้ามาก่อนไง ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้ามันมีอำนาจวาสนาของมันนะ มันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันรู้มันเห็น มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง
ไอ้ที่ความลังเลสงสัย ไอ้ที่กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง มันพลิกมันแพลงอยู่ในหัวใจ แล้วเราก็เดินตามมันมาตลอดเวลา แค่ทำความสงบของใจเข้ามา แค่นั้นน่ะมันก็มีความสุขแล้ว ถ้ามีความสุขแล้ว มันมีความเชื่อ มีความเชื่อมั่นในตัวของตัวเองไง
ถ้าคนไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เห็นไหม ให้กิเลสมันจูงไป กิเลสมันก็จูงไปล้มลุกคลุกคลานขนาดนั้นน่ะ ถ้าล้มลุกคลุกคลาน เราก็ฝึกหัดของเรา
ถ้าครูบาอาจารย์ท่านเวลาเทศนาว่าการ ท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มันเป็นจริตเป็นนิสัยไปในอนาคต เป็นจริตเป็นนิสัยนะ
เวลามันเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของตน เวลาฝึกหัดภาวนา เห็นไหม งานภายในๆ งานในหัวใจไง
เวลาบวชพระๆ แล้ว ถ้าเป็นทางโลกเขาบอกว่า พระไม่เห็นทำอะไรเลย พระเอารัดเอาเปรียบสังคม
มันจะเอารัดเอาเปรียบสังคมที่ไหน ถ้าเป็นพระที่แท้จริงนะ เป็นพระที่แท้จริงมันมีศีล เขาไม่ก้าวล่วงจากศีลนั้น
ศีล ๕ ศีล ๕ นี้เป็นฆราวาส ศีล ๘ ศีล ๑๐ นี่สามเณร ศีล ๒๒๗ ถ้าศีล ๒๒๗ ศีล ถ้ามีศีล สัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม มีศีลมีธรรมๆ ไง
ถ้ามันก้าวล่วงศีลของตัวเอง ทำลายศีลของตัวเอง เห็นไหม เวลาถ้าเป็นข้อเท็จจริงในวัฏฏะนะ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่บวชพระ เป็นนักรบๆ ถ้ามันทำความผิด ผิดศีลผิดธรรม มันมีบาปกรรมสองชั้นสามชั้นไง
ในสมัยพุทธกาล ที่ในพระไตรปิฎก ชาวประมงเขาไปทอดแหมา เขาได้ปลามา ปลาตะเพียนเป็นทองคำ เขาไม่กล้าแตะกล้าต้องเพราะไร เพราะเขากลัวอำนาจของกษัตริย์ เขาเอาไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันไง เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ได้ ต้องถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
นี่ไง ทำไมปลาเกล็ดมันเป็นทองคำ ปลาตะเพียนๆ เป็นเกล็ดทองคำ เวลาเป็นเกล็ดเป็นทองคำ เวลาเอามาถวายที่ท้องพระโรง เพราะว่าเอาไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร เวลามันอ้าปากขึ้นมา โอ้โฮ! มันเหม็นไปท้องพระโรงนั้นเลย
เอาปลาตะเพียนไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “มันเป็นเพราะเหตุใดพระเจ้าค่ะ”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไง ที่ว่า เราประพฤติปฏิบัติมาเพื่อเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของตนต่อไป ถ้ามันเป็นจริตนิสัยในทางชั่วร้าย มาบวชเป็นพระแล้ว เป็นนักปฏิบัติแล้ว ก็ยังปลิ้นปล้อนกะล่อนทำลายตัวเอง
ท่านบอก ปลาตะเพียนตัวนี้ ในอดีตชาติแต่ยาวไกลมา ได้บวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แล้วเวลาทรงจำธรรมวินัยๆ ศึกษาเล่าเรียนธรรมะแล้วเทศนาว่าการ มีคนเชื่อถือศรัทธาล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมดเลย
ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตนไง มันก็เอาความรู้สึกนึกคิดของเรา เอาความเห็นของตนบวกเข้าไปไง นี่ไง กล่าวตู่พุทธพจน์ กล่าวตู่ไง กล่าวตู่โดยความลุ่มหลง กล่าวตู่โดยความมักมาก กล่าวตู่โดยความไม่รู้ของตนไง คนเขาหลงเชื่อๆ นี่ไง เวลาสิ้นชีวิตไปไง ตกนรกอเวจีนู่น
เวลาตกนรกอเวจี เห็นไหม นี่ผลของวัฏฏะๆ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำบุญกุศลของตนมา ใครทำคุณงามความดีไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม กี่ภพกี่ชาติ เวลาทำชั่ว ทำร้าย ตกนรกอเวจี
นี่เป็นพระนะ นักปฏิบัตินะ แต่ปฏิบัติไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
ขนาดเทศนาว่าการคือเล่านิทานน่ะ จำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก็เล่านิทาน เล่านิทานไป คนเขาเชื่อถือศรัทธาขึ้นมา เขาเชื่อถือศรัทธาเพราะว่าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
แล้วคนศึกษา การศึกษามาก การศึกษาน้อย ก็แตกต่างกันไปใช่ไหม ไอ้นี่เวลาคนที่เขาเชื่อถือศรัทธาก็ โอ้โฮ! หลงตัวเองไง บวกกิเลสของตนบวกเข้าไปด้วยไง ตัวเองลุ่มหลงแล้ว ภาวนาไม่เป็นแล้วยังสอนคนอื่นให้ภาวนาหลงใหลไปด้วยไง ตกนรกอเวจีไง แล้วเวลากาลเวลามันผ่านไป ผ่านพ้นไป ใช้เวรใช้กรรมขึ้นมา มันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา แล้วเวลาพ้นจากนรกขึ้นมาเป็นชั้นๆๆ ขึ้นมา เวลามาเกิดแล้ว เกิดเป็นปลา เป็นอบายภูมิ มันก็อยู่ในเขตของนรกนั่นแหละ
แต่เวลามันอยู่ในแม่น้ำ ชาวประมงเขาไปทอดแหเขาได้มา ได้มาเวลาเกล็ดเป็นทองคำเลย เวลาอ้าปากมาเหม็นไปท้องพระโรง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ไอ้ที่ว่าเหม็นเต็มท้องพระโรง นั่นล่ะกล่าวตู่พุทธพจน์ นั่นล่ะเอากิเลสตัณหาของตนเองบวกเข้าไป อ้าปากมาเหม็นไปหมดเลย
แล้วที่เกล็ดเป็นทองคำล่ะ
ก็เป็นสาวกสาวกะไง ได้เป็นภิกษุไง ได้บวชพระไง ได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ไง ธงชัยพระอรหันต์ไง ทำคุณงามความดี เขาก็ได้ทำคุณงามความดีของเขามาเหมือนกัน เห็นไหม ศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเทศนาว่าการต่อไป ก็สร้างศรัทธาความเชื่อของเขา ถ้าเริ่มต้นที่ทำศรัทธาความเชื่อในคุณงามความดีมันก็เป็นบุญเป็นกุศล ไอ้บุญกุศลที่ได้บวชได้เรียนมา เกล็ดเป็นทองคำเลยล่ะ
แต่เขาเป็นปลา ก็ผิวหนังของเรา ขนของเราเหมือนกัน ถ้ามันดีมันชั่ว มันก็อยู่ที่วาสนาของคนไง ถ้าทำคุณงามความดีมาไง
แล้วมันมาจากไหนล่ะ
มาจาก กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา มาจากบาปจากบุญจากกุศลของตนที่ได้ทำมา ถ้าทำมาเป็นประโยชน์เป็นผล ถ้ามันเป็นประโยชน์ ถ้าเป็นคุณงามความดี คุณงามความดีมันก็ให้เกล็ดเป็นทองคำ
ไอ้ความชั่ว ความชั่วตกนรกอเวจีไปทุกข์ยากแสนเข็ญ แต่ไม่ตาย พ้นจากเวรจากกรรมมาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา พ้นจากชั้นนรกอเวจีขึ้นมาเป็นชั้นๆ ขึ้นมา เวลามา มาเกิดเป็นปลา เวลาตายจากปลาไป นั่นน่ะด้วยบุญด้วยบาปของตนที่ทำคุณงามความดี มันก็จะทำบาปอกุศลมันก็จะให้ผลตามบาปนั้น แต่ในการกระทำมันก็มีทั้งบุญและบาป เวลาบุญของมัน มันก็ให้ผลในทางเกล็ดให้เราได้เห็นน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ได้ฟังธรรมๆ มันไม่ฟังกิเลส จะฟังธรรม
แล้วธรรมอยู่ไหนล่ะ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พญามาร เวลาทำลาย พญามารมันดิ้นมันรน มันพลิกมันแพลง มันคร่ำครวญไง “เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไปๆ”
เวลาคร่ำครวญขึ้นมา ลูกสาวไง ๓ ไง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ลูกสาว ๓ คน “พ่อ พ่อเป็นอะไร”
“เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไปไง”
“โอ๋ย! พ่อไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องคร่ำครวญ เดี๋ยวพวกอิฉันจะไปจัดการเองค่ะ”
เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ จะไปยั่วยวน จะไปทำให้กลับมาอยู่ในอำนาจของตนไง
นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ พญามารๆ เจ้าวัฏจักร เราได้หักลงแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เรือน ๓ หลัง มันเรือนยอดของเรือน ๓ หลังคืออวิชชา เราได้ทำลายลงหมดแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอก
อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เวลาไปรื้อสัตว์ขนสัตว์ขึ้นมา พระอรหันต์มากมายมหาศาล
พระอรหันต์ คำว่า “พระอรหันต์” พระอรหันต์ต้องทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง แล้วขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เห็นไหม พระอนาคามี
เวลาพญามาร พญามารน่ะตัวร้าย ตัวร้าย เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หักลงแล้ว แล้วมันจะมีสิ่งใดเข้าไปถึงธรรมธาตุอันนั้นได้ เป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นไปไม่ได้ นี่ในพระพุทธศาสนาไง
แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ปฏิบัติขึ้นมา แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาในแนวทางของใคร จะแนวทางของไอ้ปลาทองคำใช่ไหม อ้ามาปากเหม็นหมดเลยนั่นน่ะ
ถ้าเอาจริงเอาจังของเรา ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เกิดมาแล้วเราก็มา
ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราเกิดในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วมีประจำชาติ ประจำชาติชาติก็ส่งเสริมไง ส่งเสริมการศึกษาการเล่าเรียนขึ้นมาทางวิชาการไง ถ้าศึกษาทางวิชาการ
ศาสนาเวลายืนยันกันมานะ เวลาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเราศึกษาๆ เราก็ต้องเรียงความ ต้องอะไร นั่นน่ะนิทานธรรมะ ถ้าเราศึกษาขึ้นมาจนเรามีความรู้ของเรา ถ้าความรู้ของเรา เราทรงจำธรรมวินัย ภาคปริยัติ
ปฏิบัติ ถ้าภาคปฏิบัติๆ ไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมาด้วยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความจริงของท่าน เวลาท่านเป็นความจริงของท่าน ท่านมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา
จิตใจดวงใดไม่มีมรรค จิตใจดวงนั้นไม่มีผล
ท่านมีมรรคมีผลในหัวใจของท่าน ท่านชำระล้างเป็นบุคคล ๔ คู่ไง คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ไง ถ้าคู่ที่ ๔ ทำลายเรือนยอดของเรือน ๓ หลังนั้นไง ได้หักลงแล้วไง หักลงแล้ว เห็นไหม แล้วไอ้ลูกสาวมาร ไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง นั่นน่ะเป็นสัจจะเป็นความจริง ผู้ที่ปฏิบัติมามันถึงมีร่องมีรอยไง ถ้ามีร่องมีรอยขึ้นมา นี่ธรรมทายาทๆ ไง
เวลาท่านอบรมบ่มเพาะให้ลูกศิษย์ลูกหาขึ้นมา ได้ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ได้เป็นกำลังของวงกรรมฐานไง วงกรรมฐานให้เป็นการยืนยันว่า กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันเจริญขึ้นมาด้วยมรรคด้วยผล ด้วยคุณงามความดีในหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจดวงนั้น มันเป็นวิมุตติสุขๆ วิมุตติสุขมันอยู่ในใจดวงนั้นโดยข้อเท็จจริง
ไอ้เราก็เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็อยากจะประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน เวลาศึกษาขึ้นมา จบ ๙ ประโยค มันมีแต่ธรรมขี้ขลาด ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าทำอะไรเลย ทำอะไรเลยก็ทำไม่เป็นความจริงทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าธรรมขี้ขลาด มันก็เป็นขี้ข้าของขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง
ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันก็เป็นการจุนเจือด้วยขี้เหมือนกัน
ถ้ามันขี้ขลาด มันจะรู้เห็นอะไรไม่ได้เลย มันจะทำความจริงของมันไม่ได้เลย เพราะมันขี้ขลาด มันถึงล้มลุกคลุกคลาน ก้มกราบตั้งแต่ไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เพราะไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงมันยิ่งใหญ่ มันเป็นลูกสาวของพญามาร
เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก็โลภ อยากได้อยากดี อยากได้อยากดีขึ้นมา แล้วไอ้พวกความขี้ขลาด ขี้ขลาดด้วยความหลักเกณฑ์มันไม่มีในหัวใจไง มันก็เป็นขี้ข้า ขี้ข้าให้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงมันบีบย่ำย่ำยีไง แล้วไอ้ธรรมขี้ขลาดมันก็แค่จำมา ความจำ กิเลสมันไม่กลัวหรอก มันเอาขี้หลง ไอ้ลุ่มหลง หลงใหลในความรู้ความเห็นของตน แล้วหลงใหลไปแล้วมันก็มืดบอดไง
เวลาคนมันขี้ขลาด มันไม่กล้าเข้าไปเผชิญกับสิ่งใดนะ มันก็เกิดความกลัว เกิดความวิตก เกิดความกังวล เกิดความลังเลสงสัย แล้วถ้ามันไปในที่มืด มันก็ขี้กลัว ตื่นตระหนกตกใจ ไม่มีสติปัญญาทำสิ่งใดได้ทั้งสิ้น ธรรมขี้ขลาด
ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เราต่างหากเป็นผู้บุกเบิกค้นคว้าหาใจของตนให้ได้
ใจของตนๆ เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ทั้งนั้นน่ะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีเว้นวรรค ด้วยบุญด้วยกุศลได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ทำบุญกุศลขึ้นมาในพระพุทธศาสนาได้ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมมากน้อยขนาดไหนมีอายุขัยทั้งนั้น หมดอายุขัยแล้วก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสิ่งใดที่ไว้วางใจได้
ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เราสร้างคุณงามความดีกันอยู่นี่แหละ สร้างคุณงามความดีขึ้นมา ทำคุณงามความดีมันก็ให้บุญกุศล ตั้งแต่เริ่มต้นทำแล้วสบายใจ ทำแล้วสุขใจ เพราะอะไร เพราะเราสร้าง เรามีศีลมีธรรมไง เรามีศีลมีธรรมคุ้มครองหัวใจของเราไง เราไม่ให้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงมันชักลากชักนำเราไปจนล้มลุกคลุกคลานไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต ถ้าดำรงชีวิต เราแสวงหามาด้วยความถูกต้องชอบธรรม แล้วเราก็ใช้ดำรงชีวิตของเราไปให้มันสุข ให้มันมีความสุขความสงบในหัวใจของตน
แต่ถ้าความสุขความสงบในหัวใจของตน เราเกิดเป็นมนุษย์ไง ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวชได้เรียน เหยียบแผ่นดินผิด
ไม่ได้บวช ไม่ได้เรียน ไม่ได้รบ ไม่ได้ทำลายข้าศึก มีโอกาสแล้ว มีโอกาสได้ฝึกหัด มีโอกาสได้จำกัดวงของความโลภ ความโกรธ ความหลง ไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขีดวงมันไว้ แล้วอย่าไปเชื่อมัน เพราะอะไร
ถ้าไม่เชื่อมัน ถ้าเราไม่ใช่ธรรมขี้ขลาด เราเป็นศีลเป็นธรรม เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำไมไม่ใช้ธรรมะอันนั้นเข้าไปต่อกรกับมันล่ะ ถ้าเข้าไปต่อกรกับมัน มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิไง ปัญญาอบรมสมาธิ มันจะทำความสงบของใจเข้ามาไง ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา เห็นไหม นี่ไง เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง อวิชชา พญามาร มันบงการ ถ้ามันมีความสุขสงบเข้ามา สัมมาสมาธิไง
ถ้าสัมมาสมาธิ เห็นไหม โดยประพฤติปฏิบัติขึ้นมาโดยข้อเท็จจริง ทำสมาธิกันไม่เป็น ถ้าทำสมาธิเป็น มันสงบระงับเข้ามาไง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงต้องสงบตัวลง มันถึงเป็นสัมมาสมาธิ
ความว่าเป็นสัมมาสมาธิเพราะอะไร
เพราะไอ้คนที่ภาวนาไม่เป็นมันติดสมาธิ มันว่านั่นคือนิพพาน นี่มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนไง สมาธิก็คือสมาธิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านปฏิบัติมาแล้ว ทำไมท่านรู้ไม่ได้
เริ่มต้นขึ้นมา ทุกคนปุถุชนคนหนา อวิชชา พญามาร เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง มันมีลูกสาว ๓ คน ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ นั่นน่ะแม่ทัพใหญ่
แม่ทัพใหญ่เพราะมันครอบงำจิตของสัตว์โลกไว้ทั้งหมด เทวดา อินทร์ พรหมรบราฆ่าฟันกันทำไม เทพบุตรเขาแย่งนางฟ้า เขาศึกสงครามเพราะอะไร เพราะกามราคะ กามราคะก็ลูกสาวของมาร มันครอบงำทั้ง ๓ โลกธาตุ แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง มันอยู่เต็มหัวใจของเราอยู่แล้ว เพราะครอบครัวมันสมบูรณ์แบบ ถ้าครอบครัวสมบูรณ์แบบ
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติทำไมท่านไม่ล้มลุกคลุกคลานมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปีนะ ศึกษาเล่าเรียนมาทุกศาสดา ทุกครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ แล้วแก้กิเลสได้ไหม ไม่ได้
แล้วกึ่งพุทธกาล ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง กองทัพธรรมๆ ปราบผีปราบมารตั้งแต่ภาคอีสานมาทั้งสิ้น ไม่เชื่อมัน ผีสางนางไม้มันจะมีคุณค่าอะไร ผีสางนางไม้มันยังต้องขออยู่ขอกินกับมนุษย์ แล้วมนุษย์ไปบูชา ไปยอมเชื่อฟังเขาทำไม ทำไมมนุษย์ไม่มีสติปัญญาขึ้นมาให้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้านับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรามีรัตนตรัยคุ้มครองดูแลเรา ถ้าคุ้มครองดูแลเรา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง
แล้วที่ว่า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กว่าท่านจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้จิตใจมันมั่นคงขึ้นมา ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง ทั้งๆ ที่ศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง พระป่าพระกรรมฐานมากมายมหาศาล แต่พระป่าพระกรรมฐานดันภาวนาไม่เป็นน่ะ
ถ้าจิตมันสงบเข้ามาไง ไม่อย่างนั้นแค่จิตสงบทำไมติดสมาธิล่ะ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิไง ไอ้นี่มันมิจฉา มันเป็นธรรมขี้ขลาด แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานก้มกราบ ล้มก้มกราบขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง
หลง หลงไปในใจของตน ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วธรรมขี้ขลาด ไม่กล้าทำความสงบของใจเข้ามา ไม่กล้าศึกษาค้นคว้า พอขี้ขลาดก็ขี้กลัว
คนกลัวผีๆ ไม่กล้าอยู่ตัวคนเดียวไง กลัวผี ผีมันอยู่ไหน ไอ้ผีตัวแรกคือผีธรรมขี้ขลาด เพราะเอ็งขี้ขลาด เอ็งไม่มีสติปัญญา เอ็งถึงตื่นกลัวไปทั้งหมดไง แล้วก็ไปกลัวผีๆ แล้วก็จินตนาการนะ คนปฏิบัติมากมายไม่อยากเห็นกายเพราะกลัวผี
เห็นกาย มันเป็นแนวทางปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนา ถ้าจิตสงบแล้วเห็นกาย นั่นน่ะเข้าสู่อริยสัจ เข้าสู่ความจริง
ไม่รู้จัก นี่ไง ธรรมขี้ขลาด กลัวผี ไม่อยากเห็นกาย ความจะเห็นกายได้แสนทุกข์แสนยาก แล้วมันไม่มีอำนาจวาสนา เห็นจอมปลอม เห็นโดยธรรมขี้ขลาด วิตกวิจารณ์ลุ่มหลงสร้างภาพกันขึ้นมา มันไม่เป็นความจริง
ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมานะ ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบระงับเข้ามา ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันจะเบาบางลง เพราะขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงนี่แหละทำให้จิตลงสู่สัมมาสมาธิไม่ได้ เพราะอะไร
นี่ไงๆ ที่ว่า อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต นี่ไง อวิชชาคือพญามาร พญามารอยู่ที่จิตเดิมแท้ ไอ้ความรู้สึกนึกคิด ไอ้นี่ขันธ์ ไอ้นี่อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ แล้วอารมณ์ทั้งนั้นน่ะอยู่ในการควบคุมของใคร อยู่ในการควบคุมของขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง
แล้วมันอยู่ที่จริตนิสัยไง ไอ้คนที่อ่อนแอ ไอ้ที่เบาบาง มันก็หลงไปนะ หลงเคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์ของตนไง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ธรรม บรรลุธรรม เข้าใจธรรม
เหมือนอากาศ เหมือนลม นี่มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกไง ไอ้ขี้โลภก็อยากได้อยากเป็น ไอ้ธรรมขี้ขลาดแล้วขี้โลภไง กลัวบรรลุธรรม ถ้าบรรลุธรรมแล้วมันจะตัดกิเลส ล้มลุกคลุกคลาน ไม่กล้าแตะไม่กล้าต้อง กลัวไปหมดเลย เพราะอะไร เพราะมันขี้ขลาด
ถ้ามันทำไม่ได้ มันไปเจอไอ้ขี้โกรธ โกรธกระฟัดกระเฟียดเลยล่ะ ทำไมคนอื่นปฏิบัติได้ ทำไมเราปฏิบัติไม่ได้ นั่งสมาธิแล้ว ๒ ชั่วโมงไม่ได้สมาธิ
ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติเป็นปีๆ พระกรรมฐานทั้งชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เดินจงกรมโดยวิหารธรรม ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรม เป็นพระอรหันต์โดยแท้จริง เขาอยู่โดยวิหารธรรม วิมุตติสุขๆ สุขที่อยู่ในใจดวงนั้นน่ะ อยู่ในวิหารธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อความเป็นวิหารธรรม ไม่ไปอยู่ในการควบคุมของขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เรือนยอดของมันไม่ให้เข้ามาย่ำยีจิตเดิมแท้
กิเลสอวิชชาอยู่ที่จิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้นั้นได้หักลงแล้วจากยอดเรือนของเรือน ๓ หลัง แล้ววิหารธรรมมันมีอะไรเข้ามาวอแว มีอะไรเข้าไปสู่สิ่งนั้นน่ะ เข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้ อยู่ข้างนอกนู่น สอุปาทิเสสนิพพาน กิเลสสิ้นไปแล้ว อยู่ด้วยความสุขความสงบในใจของตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรม เช้าเล็งญาณด้วยญาณทัสสนะ จะโปรดใครก่อนที่เขามีอำนาจวาสนาแล้วอายุเขาจะสั้นก่อน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง จะสอนใครได้หนอ ใครเขาจะรู้กับเราได้ มันลึกลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนอยู่ท่ามกลางหัวใจดวงนั้น
แล้วหัวใจดวงนั้น เห็นไหม เพราะเราเกิด สมบูรณ์แบบนะ เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มีลูกมีหลานของมันอีก สมบูรณ์แบบ
ไม่ได้สมบูรณ์แบบไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรอก การเกิดเป็นมนุษย์มันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แล้วเพราะอะไร เพราะมีอำนาจวาสนาไง เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีศีลมีธรรมขึ้นมา มันเลยคุ้มครองดูแลหัวใจของเรา หรือดำรงชีวิตของเราได้ไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป
แล้วมาบวชเป็นพระ ปุถุชนคนหนา มันก็สมบูรณ์แบบโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง ถ้าศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไง ศึกษามาก็ขี้ขลาด คร่อมเลยว่าของเรา คร่อมเลยว่ารู้
เวลาสวดปาติโมกข์ไง กล่าวตู่พุทธพจน์ พระเตือนสามครั้ง ไม่เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด เป็นสังฆาทิเสส อาบัติเลย อาบัติเพราะอะไร เพราะกล่าวตู่ เห็นผิด คิดผิด
ทีนี้เวลากล่าวตู่ กล่าวตู่เพราะอะไร กล่าวตู่เพราะจะเผยแผ่ธรรมไง จะอบรมบ่มเพาะสั่งสอนเขา ถ้าสั่งสอนคนแล้ว ถ้ามันเป็นจริง มีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง ท่านบอกว่า “พูดไม่ได้ อันนี้มันผิด” เตือนสามหนไม่ฟัง สังฆาทิเสส กล่าวตู่พุทธพจน์คือบิดเบือนธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ถ้ามันเป็นจริง มันทดสอบตรวจสอบของเราสิ ถ้าทดสอบของเรา ปุถุชนคนหนาไง ถ้าปุถุชนคนหนาทำความสงบของใจของตนไม่เป็นไง
ถ้าทำความสงบของใจของตน ทำอย่างไร
มันอาจหาญ
คนเรากลัว กลัวมากๆ แต่ถ้ามีสติปัญญานะ มันจะพิจารณาเลย
ในประวัติครูบาอาจารย์ เวลาไปเที่ยวป่าช้า ไปอยู่ในป่าช้าไง กลางคืนมานี่กลัวใจจะขาดเชียว นั่งหลับตานะ พุทโธๆๆๆ นะ เสียงกรอบแกรบๆ โอ๋ย! มาแล้ว ผีๆ ผีมาแล้ว โอ๋ย! ใจจะขาด ใจจะขาดเชียว มันทนไม่ไหว เห็นไหม ลองดูซิ มันคืออะไร
เห็นหมามันเดินมาหาเศษอาหารกิน พอเห็นหมามันเดินหาเศษอาหารกิน เพราะอะไร เพราะธรรมขี้ขลาด ขี้กลัว ขี้กลัวขึ้นมา หมามันเดินหาเศษอาหาร ไอ้เราก็ โอ๋ย! ผีมันเดินมาแล้วนะ เสียงกรอบๆ เหยียบหญ้ามาไง นี่ไง เวลามันกลัวผีกลัวสาง กลัววิตกวิจารณ์ไปทั้งนั้นน่ะ
เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติมันจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น มันเป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง แล้วพวกขี้ขลาด ขี้ขลาดก็หมอบกราบมันตลอด
ถ้ามันขี้กลัว กลัวขนาดไหนนะ เอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันจะแค่ไหนกันเชียววะ เขาทำขนาดไหนก็ทำของเรา ยิ่งทำของเรายิ่งอาจหาญ ยิ่งการกระทำ ยิ่งไม่ได้ สมาธิน่ะ แต่ก็ฝึกหัดของเรา ฝึกหัดของเรา
ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ถ้าขี้ขลาดขี้กลัว มันก็กลัวจนเกินไป อาจหาญกล้าหาญจะเอาให้ได้ มันก็ไม่ได้ แต่ถ้ามันสมดุล มันพอดีของมัน เออ! มีความสุขเนาะ เออ!
ไม่ใช่ว่าเราฝึกหัดปฏิบัติแล้วเราจะลอยจากฟ้า จะเหาะเหินเดินฟ้า ไอ้นั่นเวลาเขาทำข้อเท็จจริงโดยอภิญญา เขาทำของเขาได้ แต่ไอ้เราก็คิดจะเหาะเหินเดินฟ้า เวลาขี้กลัวก็กลัวจนไม่กล้ากระทำ เราก็ฝึกหัดของเราให้มันสมดุลพอดีไง
มนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา เราเกิดมาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เป็นมนุษย์แล้วนะ เรามีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา แล้วเราศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันศึกษาค้นคว้าจนจะจบ ๙ ประโยคแล้วค่อยมาปฏิบัติ
ศรัทธานี้มันศรัทธา แต่เวลาศึกษามาจนจบแล้วนะ โอ้! มันแบบว่าศึกษามานาน ความรู้มันเยอะ ยิ่งเยอะแล้วนะ โอ้โฮ! มันยิ่งสงสัยไปร้อยแปด กิเลสนี้ร้ายนัก
สวะในน้ำนะ ถ้าน้ำมากมันก็อยู่บนน้ำนั่นแหละ น้ำน้อยมันก็อยู่บนน้ำ มันก็หดลงไปนั่นน่ะ มันก็ลดลงไปตามน้ำนั่นแหละ ไอ้ความรู้ๆ ถ้ารู้แค่นี้มันก็สงสัยแค่นี้ รู้มากกว่านี้มันสงสัยยิ่งใหญ่เลย ยิ่งมีปัญญามากมันยิ่งสงสัยมาก แล้วขี้ขลาดด้วย ไม่กล้าทำอะไรเลย
อยู่ที่อำนาจวาสนาของเรา เห็นไหม
ในสังคมไทยในปัจจุบันนี้มีวัดป่ากับวัดบ้าน วัดบ้านเขามีการศึกษาค้นคว้าของเขา แล้ววัดป่าในปัจจุบันนี้ มันเป็น ป.ปลา สระอา หรือเปล่าไม่รู้
ถ้าวัดป่าๆ เขานะ เขามีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมามันฝึกหัดใจของตน ใจของตนมันขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันดีดมันดิ้นของมันตลอดเวลา แล้วเราเองเราก็ขี้ขลาด เราก็ไม่มีสัจจะมีความจริงอะไรกับตัวเราเลย
ถ้ามีสัจจะความจริง เราบังคับเลย ครูบาอาจารย์ ปฏิปทาธุดงคกรรมฐาน เขาให้พุทโธๆ ๒๔ ชั่วโมงเลย ถ้าพุทโธๆ ๒๔ ชั่วโมงเพราะอะไร เพราะเราควบคุมตัวของเราเองไม่ได้ เวลาอารมณ์มันรุนแรงขึ้นมามันก็ชักนำเราไปทั้งหมดเลย เราพุทโธๆ ไว้ พุทโธไว้ก็แย่งกับมัน ดึงกับมันนะ ทุกข์เกือบตาย แต่ก็ดี ดีที่ยังไม่เสียเปรียบมัน ไม่ให้มันมาลากเราไป เพราะอะไร
ถ้ามันเสวยอารมณ์ มันก็คิดเรื่องที่มันอยากต้องการคิดไง นั่นน่ะ มันไปแล้ว พุทโธไม่ได้ พุทโธไม่ได้มันก็เสวยอารมณ์ไง มันก็สวาปามความคิดไง
ความคิดทั้งหมด จิตมันคิดทั้งสิ้นเลย แล้วก็คิดจินตนาการไปเลย แล้วก็เป็นธรรมขี้ขลาด ยิ่งคิดยิ่งดีไง เพราะอะไร มันขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง ขี้ขลาด ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันเป็นขี้ด้วยกัน ขี้เหมือนกัน ขี้กองเดียวกัน ขี้รวมกัน แล้วเราก็เสวยสวาปามเต็มหัวใจเลย เสวยอารมณ์มันไปนู่น
ถ้าเรามีสติ เราเกิดกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนเสวยวิมุตติสุขๆ เรือนยอดของเรือนสามหลังก็ได้หักลงแล้ว ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ตายหมดเลย แล้วมันตายเพราะอะไรล่ะ ตายเพราะความสมบุกสมบัน ตายนะ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยมรรค ๘
แล้วมรรค ๘ ความรู้สึกนึกคิดโดยธรรมขี้ขลาด มันอ้าง มันอิง มันแอบอ้าง ฉกฉวย แล้วสมอ้างว่าเป็นธรรมๆ นั่นน่ะมันทำสมาธิไม่เป็น พอเริ่มจะทำสมาธิเป็น เพราะอะไร เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่วางข้อวัตรปฏิบัติจากธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครฝึกหัดปฏิบัติด้วยธรรมขี้ขลาด มันก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้น
เวลาครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติมาแล้ว ปฏิบัติขึ้นมาจนบุคคล ๔ คู่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ สมบูรณ์แบบ
แล้วมันมาอย่างไร สมบูรณ์อย่างไร เริ่มต้นมันทุกข์ยากขนาดไหน
มันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเพราะเวลากิเลสมันเข้มแข็งไง แล้วธรรมขี้ขลาดมันหกล้มก้มกราบยอมจำนน เพราะมันขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันเป็นการคลุกคลีกันอยู่อย่างนั้นน่ะ
พุทโธๆๆ แย่งมันมา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ดึงมันมา ดึงหัวใจของเราแยกออกมา แยกออกมาจากธรรมขี้ขลาด ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ให้มันสงบตัวลง
ฉะนั้น พุทโธๆ ถึงเจียนอยู่เจียนตาย
ทำบ่อยครั้งเข้า ทำบ่อยครั้งเข้าจนเป็นจริตจนเป็นนิสัย ทำบ่อยครั้งเข้า ทำบ่อยครั้งเข้าจนมันสงบระงับเข้ามา
ถ้ามันสงบเข้ามานะ นี่ไง ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิก็คือสมาธิไง สมาธิคือจิตสงบ สงบจากขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง พอขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง พอมันคลายออกจนมันเป็นพุทธะ จนมันเป็นผู้ตื่น จนมันมีความสุขความสงบของมันนะ นี่เวลาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมันชัดๆ
พระป่า พระป่าทำสมาธิเป็นหรือเปล่า
ถ้าทำสมาธิไม่เป็น ขี้ขลาด ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไปหมดเลย แล้วคลุกคลีอยู่อย่างนั้น แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ขี้หลงไง หลงในอารมณ์ หลงในความรู้ความเห็น
จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตจินตนาการสิ่งใดก็ได้ แล้วจิตอ้างอิงธรรมะของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ของครูบาอาจารย์ อ้างอิงไปหมด แต่ความจริงมันไม่มี ความจริงมันไม่มีเพราะมันผิดศีล มันกล่าวตู่ นี่ไง เพราะความขี้ขลาด ไม่มีจุดยืน ไม่มีหลักการ ไม่มีความอาจหาญ ไม่มีการทำจิตของตนให้เป็นอิสระ
จิตของตนให้เป็นอิสระขึ้นมาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ทำจิตของตนให้เป็นข้อเท็จจริงในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้นๆ สิ่งที่ศึกษามาจบ ๙ ประโยคเป็นแนวทาง เป็นภาคปริยัติ แล้วให้ฝึกหัดปฏิบัติ
พระกรรมฐานๆ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะไง
“มหาไม่ต้องขึ้นมานะ มหาพรรษาเยอะแล้ว มหาภาวนาเป็น ให้พระหนุ่มเณรน้อยมันขึ้นมา มันจะได้มีข้อวัตรติดหัวใจมันไป”
ถ้ามันมีข้อวัตรติดหัวใจมันไป เห็นไหม นี่ไง มันจะฝึกหัด มันจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับเข้ามา ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เจ้าวัฏจักร เรือนยอด เรือน ๓ หลังมันสงบตัวลง มันสงบตัวลง
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ไม่มีสมาธิ ปัญญาเกิดไม่ได้
สิ่งที่เกิดนี่ธรรมขี้ขลาด สยบยอมกับขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง แล้วหลง โลภ เห็นครูบาอาจารย์ท่านเป็น เราก็อยากจะเป็น
ครูบาอาจารย์ สาธุนะ ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงมีวิหารธรรม ท่านอยู่โดยวิหารธรรม ท่านอยู่โดยการไม่มีบาปมีกรรม
แต่ถ้ามันเป็นธรรมขี้ขลาด หาบหามบาปกรรมทั้งนั้น ตัวเองหลง มันก็เป็นโทษกับตัวเองนะ เสียเวลา เสียการเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เสียภพเสียชาติหนึ่ง เพราะเราทำ เราประพฤติปฏิบัติแล้วไม่เข้าสู่สัจจะความจริง แล้วอบรมบ่มเพาะผู้อื่นจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์ไปตลอด
แล้วถ้ามันโลภ มันโลภคือมันอยากได้อยากดีโดยที่ไม่มีเนื้อหาสาระ มันจะเป็นความดีไปได้อย่างไร
อ้าว! ก็ปริยัติก็ศึกษามาแล้ว ก็เข้าใจธรรม ทรงจำธรรมวินัยได้ทั้งนั้นน่ะ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์มา ได้ฟังทุกวันเลย
หลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการ ท่านบอกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่จำเป็น ขณะ ท่านจะข้ามๆๆ กิเลสร้ายนัก แล้วถ้ากิเลสมันได้ยินได้ฟัง มันจำจนตาย พอจำแล้วมันสร้างภาพ
วิทยานิพนธ์ของหลวงปู่ขาว เห็นไหม ข้าว เวลาท่านคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มาหมดแล้ว ถึงคู่ที่ ๔ จิต เรือนยอดของเรือน ๓ หลังนะ เรือนยอดเป็นหนึ่ง ภวาสวะเป็นภพ ภพนั้นน่ะ เวลาปัญญาญาณมันเป็นญาณหยั่งรู้แล้ว ท่านเปรียบเทียบ เปรียบเทียบนั่นคือปัญญา ถ้าเรือนยอดของเรือน ๓ หลังนั้น ข้าวเมล็ดนั้นถ้าได้หุง คือได้ต้มได้แกงสุกแล้ว มันจะเกิดอีกไม่ได้ แต่ถ้าข้าวเมล็ดนั้นมันตกลงสู่ดิน มันก็งอกอีก
หลวงตาพระมหาบัวไง จุดและต่อมเหมือนมะพร้าว ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งบุญ ขั้วหนึ่งบาป ขั้วหนึ่งผิด ขั้วหนึ่งถูก มัน ๒ ขั้ว นี่ไง บุญและบาป มันเป็นของคู่ทั้งนั้นน่ะ เวลาท่านชำระล้างหักลง เห็นไหม
วิทยานิพนธ์ของหลวงปู่ขาว มีพระเอาไปเลียนแบบ มีพระเอาไปก๊อบปี้ มีพระเอาไปต่อยอด
มันเป็นของหลวงปู่ขาว มันเหมือนธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๙ ประโยคก็จบแล้ว ทำไมจะไม่รู้ พระพุทธเจ้าสอนอะไรรู้หมดล่ะ แล้วเป็นธรรมขี้ขลาด เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นใจของตน
ทำสมาธิไม่เป็น เกิดปัญญาไม่ได้ แล้วจินตนาการไป เห็นไหม วิหารธรรม วิทยานิพนธ์ของหลวงปู่ขาว พระเอาไปแจกไปแจง แล้วเอาไปเป็นสัญญา แล้วเอาไปสร้างภาพ
ธรรมขี้ขลาด ขี้ขลาด
แล้วความหลง ขี้โลภ หลวงปู่ขาวทำได้ เราก็ทำได้
หลวงปู่ขาวนะ พระอรหันต์ เป็นพระยอดเยี่ยม เป็นพระที่หลวงปู่มั่นเทิดทูน เป็นพระที่หลวงปู่มั่นท่านคุ้มครองเพื่อให้เป็นธรรมทายาท ความเป็นข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริง เราก็ฟังได้ ก็เทศน์หลวงปู่ขาวเยอะแยะไป สาธุ เทิดใส่ศีรษะไว้ แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ให้พ้นจากธรรมขี้ขลาด
ขี้ขลาด ไม่ยอมรับความจริง แล้วขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันคลุกเคล้ากัน มันโกรธ โกรธว่าเราทำไม่ได้อย่างนั่น โกรธว่าเราไม่อาจหาญอย่างนั้น แล้วศิโรราบอยู่อย่างนั้น
เวลามันหลงไง มันหลง มันก็จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก มันร้อยแปดพันเก้า
เวลามันโลภ มันจะเอาๆ เขาทำได้ เราก็ทำได้ เขาทำแล้วมันก็เหมือนกัน มันจะต่างกันตรงไหน เดินจงกรม เราก็เดิน
หลวงตาท่านด่าเจ็บเลย เดินจงกรมโง่ยิ่งกว่าหมาตาย
หมามันตายแล้ว มันยังโง่กว่ามันอีก
เพราะมันมีมิจฉากับสัมมา มันมีบุญและบาป มันมีวาสนาของแต่ละองค์ เวลาครูบาอาจารย์ที่ถนัด บางองค์เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืนเลย บางองค์นั่ง โอ้โฮ! ทั้ง ๒๔ ชั่วโมงเลย มันก็เป็นจริตเป็นนิสัยของเขา ถ้ามันตรงจริตตรงนิสัย มันก็จะตรงกิเลสนั่นแหละ มันจะเข้าไปประหัตประหารไง มันพ้นจากความขี้ขลาด มันจะมีแต่ความอาจหาญ มันจะมีแต่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มีแต่มัคโค ทางอันเอก
ทางอันเอกเพราะอะไร
เพราะค้นคว้าหาหัวใจของตนพบ ค้นคว้าหาหัวใจของตนพบก็ทำสัมมาสมาธิเป็น สัมมาสมาธิ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง มันเบาบางลงทั้งนั้นน่ะ มันเบาบางลงๆ มันมีความสุขไง เพราะอะไร
เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ฐีติจิต จิตเดิมแท้ทุกคนมันมีอยู่แล้วไง แต่มีอยู่แล้วมันโดนครอบงำโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วธรรมขี้ขลาดมันก็มาสร้างภาพว่าเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น จะเอาให้เหมือนคนนู้น จะให้เหมือนคนนี้
เหมือนใคร เหมือนก็มันของเหมือน ไม่ใช่ของจริงไง
ของจริงมันใจเรา ใจเราให้มันสงบระงับเข้ามา
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจี้เลยล่ะ มันต้องจิตดวงนั้น มันต้องเป็นสมบัติของจิตดวงนั้น มันต้องปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สันทิฏฐฺโก มันต้องสำรอก มันต้องคายในหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมันทำสัจจะความจริงขึ้นมา นี่ไง มันอาจมันหาญ มันอาจหาญเพราะอะไร
มันอาจหาญเพราะว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติแล้วนะ ถ้าภาวนาเป็นนะ ทางจงกรม โอ้โฮ! เรียบเลย มันจะมีงานอะไรยิ่งไปกว่างานนี้ มันมีอะไรอีกที่ทำให้ใจสงบได้ มันมีอะไร ใจต่างหากมันต้องสงบไง นี่งานของพระๆ นักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน แล้วรบให้เป็นชิ้นเป็นอัน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ให้มีการประพฤติปฏิบัติ
โอ้โฮ! มันวาสนานะ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่าง วางข้อวัตรไว้ด้วย หลวงปู่มั่นนี่ แหม! ยอดเยี่ยม
“ให้มีข้อวัตรติดหัวใจมันไป ให้มีข้อวัตรติดหัวใจมันไป”
ถ้ามึงทิ้งนะ มึงทิ้งข้อวัตรปฏิบัติก็ทิ้งหนทาง
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์
ทำไมต้นโพธิ์เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ในพระพุทธศาสนาล่ะ เพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นบุญเห็นคุณไง แล้วถ้าเราประพฤติปฏิบัติ แล้วทางจงกรม ที่จะเป็นคนขึ้นมาเพราะทางจงกรมนี่ไง เพราะจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเพราะนั่งสมาธินี่
แล้วนั่งที่ไหน จิตฟุ้งซ่านนะ เจียนอยู่เจียนตายตลอดเวลา ไปนั่งสงบที่ไหนมันก็ว่าตรงนั้นเป็นสัปปายะแล้ว ไปนั่งสงบที่ไหน ไปภาวนาเป็นที่ไหน โอ๋ย! มันเห็นบุญเห็นคุณนะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านไปตอบแทนบุญคุณของชาวหนองผือ เพราะอะไร เพราะมันรู้มันเห็น มันไม่มีตลาด ไม่มีการซื้อการขาย ทุกคนต้องทำด้วยน้ำพักน้ำแรง เลี้ยงพระ ๔๐–๕๐ องค์ เพราะหลวงปู่มั่นท่านไปไหนไม่ได้แล้ว
ก่อนหน้านั้นน่ะไม่มีทาง มาเกาะมาห้อมล้อมอยู่อย่างนั้นน่ะมันเป็นตลาด มันไม่ใช่เป็นการประพฤติปฏิบัติ เวลาการประพฤติปฏิบัติ ทุกคนต้องการความสงบสงัดทั้งนั้นน่ะ เพราะความรูป รส กลิ่น เสียง มันกระทุ้งมันกระเทือนหัวใจทั้งนั้นน่ะ
ถ้ามันกระทุ้งกระเทือนหัวใจ ถ้าหัวใจที่ธรรมขี้ขลาดยิ่งด้วย มันไปหมดเลย เพราะอะไร มันไปอยู่ในอำนาจของขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง แล้วมันก็ลุ่มหลงในการประพฤติปฏิบัติ ลุ่มหลงในอารมณ์ของตน แล้วมันก็เป็นจินตนาการมาเป็นมรรคเป็นผลไง แล้วมันก็ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย นั่นเพราะอะไร เพราะขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงมันข่มมันขี่ไง
แต่ถ้ามันมีอำนาจวาสนาของมันนะ มันมีข้อวัตรปฏิบัติของมัน มันพยายามรักษาของมันไง รักษาของมันไม่ให้มันเสวย ไม่ให้มันส่งออก เสวยความคิดนั่นน่ะ เพราะจิตกับสิ่งที่เกิดจากจิต
มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ
ผลของมโนก็เบื่อหน่าย ผลของการกระทบคือมันเสวย ไอ้มโนนั่นน่ะเรือนยอด แล้วไอ้สิ่งที่มันเสวยๆ นี่ลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลงนี่ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ มันราบไปหมดเลย
แล้วหลานมันลูกมัน หลานมันลูกมันก็นี่ไง สิ่งที่จรมาไง สิ่งที่จรมา ลมๆ แล้งๆ พัดมา เดี๋ยวก็ไปทุกข์เรื่องนั้น เดี๋ยวก็ไปทุกข์เรื่องนี้ แต่ไอ้ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันอยู่กับฐีติจิตเลย เสวยๆ ไง พุทโธๆ มันถึงพุทโธยากไง พุทโธๆ มันถึงพุทโธไม่ได้ไง พุทโธไม่ได้เพราะอะไร เพราะว่า ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง แล้วพอมันขี้ขลาดไง
แต่ถ้ามันอาจหาญไง มันไม่ขี้ขลาด พุทโธๆๆ พุทโธจนขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง สงบตัวลงๆ สัมมาสมาธิคือกิเลสสงบตัวลง สงบตัวลงจนจิตเป็นอิสระ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
เห็นไหม ความโลภ ความโกรธ ความหลง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ฐีติจิต เสวย รับรู้ พุทโธๆๆ ให้มันไม่รับรู้เรื่องนั้น ให้รับรู้แต่พุทธะ พุทธะนี้เป็นพุทธานุสติ สติระลึกถึงพุทธะ ระลึกถึงพุทโธๆ จนตัวมันเป็นพุทโธซะเอง
มันเป็นพุทโธซะเองเพราะอะไร
เพราะมันพุทโธไม่ได้ไง เพราะมันไม่เสวย มันไม่เสวยขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง พ่อมัน เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง มันไม่เอามือไปเกี่ยวลูกสาวมัน มันวางลูกสาวมันไว้ แล้วตัวมันเป็นความสงบ
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้นะ นี่เป็นกิริยาเท่านั้น นี้เป็นกิริยาของจิต กิริยาของนามธรรม นามธรรม รูปกับนาม
รูปมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันปล่อยหมด มันเป็นตัวมันเอง
แล้วนามๆๆ นามเพราะอะไร เพราะมันเป็นนามธรรมอยู่แล้ว
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการหลานพระสารีบุตรไง ไม่พอใจนู่น ไม่พอใจ ไม่พอใจที่เอาพระสารีบุตรมาบวช ไม่พอใจเพราะเอาญาติตระกูลของพระสารีบุตรมาบวช
“ถ้าเธอไม่พอใจอารมณ์ต่างๆ ถ้าเธอไม่พอใจเรื่องต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอด้วย”
เพราะเรื่องจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเธอไม่มีความรู้สึก เรื่องจะเกิดไม่ได้เลยถ้าเธอไม่พอใจเขา แล้วถ้าเธอไม่พอใจอะไร เธอวางสิ่งที่เสวยนั้นมันก็จบเรื่องไง
“เพราะอารมณ์ความรู้สึกของเธอก็เป็นวัตถุอันหนึ่ง”
วัตถุต่อเมื่อคนภาวนาเป็น วัตถุต่อเมื่อคนรู้คนเห็น
แต่คนที่ไม่รู้และไม่เห็นไง ธรรมขี้ขลาด กล่าวตู่ทั้งนั้น แอบอ้างอ้างอิงโดยความเล่ห์กล โดยความไม่รู้ โดยขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ทำลายทั้งนั้น ไม่ทำลายใคร ทำลายใจดวงนั้นน่ะ ทำลายใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เพราะมันภาวนาไม่เป็นไง
เวลาภาวนาเป็นนะ พุทโธๆๆ จนมันสงบระงับเข้ามาๆ
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสมาธินะ ธรรมขี้ขลาด หกล้มก้มกราบความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะมันโลภ มันหลง มันโกรธ แล้วมันก็พลิกแพลง อารมณ์ความรู้สึกนั่นแหละ
แล้วถ้ามันพลิกมันแพลงนะ ถ้าผู้ที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้าเราไม่ใช่ชาวพุทธ นี่คือธรรมและวินัย นี่อภิธรรม อภิธรรมเวลานามรูป ความรู้ การเคลื่อนไหว กิริยาของจิต เขาสอนหมด แต่เขาสอน เขาท่องจำไง เขาท่องจำ
นี่ไง เวลาอิทัปปัจจยตาไง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญญาณํ ผู้ที่มีการศึกษา มีการปฏิบัติ เขาก็เขียนเป็นโครงสร้างเลยนะ เขาเชิญหลวงตาไปดู
หลวงตาบอก ไม่ดู เพราะความจริงมันไม่เป็นอย่างนี้
ไอ้นี่กิริยาไง กิริยาเป็นธรรมและวินัย อภิธรรม เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแสดงบนสวรรค์ไปเอาแม่นู่นแน่ะ อภิธรรม อภิธรรมคือธรรมที่ยิ่งใหญ่ แล้วถ้าศึกษาค้นคว้าแล้วมันเป็นจริง แล้วเราล่ะ
ธรรมขี้ขลาด ขี้ขลาดแล้วก็แบกรับ แบกไว้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันย่ำหัวอยู่ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ อิทัปปัจจยตานะ มันท่องบ่น ท่องบ่นแล้วมันเขียนเป็นภาพเลยนะ นี่มันเป็นธรรมและวินัย แต่ความจริงล่ะ
ความจริง พุทโธๆๆ จนมันสงบเข้ามา พอมันสงบเข้ามา ถ้ามันเห็นข้อเท็จจริง นี่กิริยาของจิต
“ถ้าเธอไม่พอใจสิ่งต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกของเธอก็เป็นวัตถุอันหนึ่ง”
วัตถุเพราะคนที่ประพฤติปฏิบัติเป็นเขารู้เขาเห็นของเขา ถ้าเขารู้เขาเห็นของเขา แล้ววัตถุอันนั้นมันเรียงลำดับของมัน เรียงลำดับ นาโน พุทโธๆๆๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันก็ลอก มันก็ปล่อยก็วางอารมณ์ความรู้สึกเข้ามา ถ้ามันเป็นความจริงของมันนะ มันจะสงบเข้ามา เห็นไหม เรือนยอดของเรือน ๓ หลังมันสงบระงับมา
จิตเดิมแท้ จิตดั้งเดิม ธรรมะมีอยู่ดั้งเดิม
มีที่ไหน ไม่มีหรอก
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้แล้ว จะสอนใครได้หนอ พูดไปก็ว่าเราบ้า เราพูดไป
“อารมณ์อะไร นี่เจ้าพ่อนะ กำลังจะควบคุมทั้งหมดเลย อารมณ์อะไร”
ไม่เป็นหรอก
แต่เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ครูบาอาจารย์ของเราศึกษามา พยายามค้นคว้ามา ฟังธรรมของครูบาอาจารย์มา เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันเป็นความจริงของเรา ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้ ทำไมเราไม่รู้ไม่เห็น นั่งทับอยู่นี่ มันอยู่ที่หัวอกนี่ แล้วมันก็เกิดตายๆๆๆ มากี่ภพกี่ชาติ ทำไมมันยังหาไม่เจอไง
เวลามันเจอขึ้นมา สาธุ ของครูบาอาจารย์ก็ยกของครูบาอาจารย์ไว้ ของเราต่างหาก แล้วถ้าของเราต่างหาก ทำประพฤติปฏิบัติเจียนตายมันถึงจะสงบตามความเป็นจริงไง
ฉะนั้น โดยข้อเท็จจริง ไม่ได้สบประมาทนะ
ครูบาอาจารย์บอกว่า พระกรรมฐานๆ ทำสมาธิไม่เป็น
คำว่า “ทำสมาธิไม่เป็น” นี่จบเลยนะ คือมันไม่มีอย่างอื่นเจริญงอกงามขึ้นไปได้ ในเมื่อบาทฐาน เหมือนคนมีการศึกษา ถ้าไม่ศึกษาสิ่งใดเลยมันจะรู้อะไร เพราะไม่มีการศึกษาใดๆ เลย แล้วถ้าไม่ศึกษาใดๆ เลย มันจะรู้อะไร แล้วถ้าปฏิเสธอะไร มันก็จนอยู่อย่างนั้นน่ะ
นี่เหมือนกัน ทำสมาธิไม่เป็น มันจะเริ่มต้นอย่างไร ทำสมาธิไม่เป็น ก็เป็นธรรมขี้ขลาดไง ยอมจำนนกับความโลภ ความโกรธ ความหลงไง แล้วมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาตรงไหน ไอ้นั่นมันความพร่ำเพ้อ มันละเมอเพ้อพก มันเอาความจริงไม่ได้
แล้วเวลาพูดมา “ทำไมจะไม่ได้ ก็พูดอยู่นี่ไง”
วิทยานิพนธ์ของหลวงปู่ขาว เรื่องข้าวเมล็ดนั้น เรารับรู้เรื่องนี้ไว้เยอะ หลายๆ องค์อ้างอย่างนั้นหมด แล้วสึกไปหมดแล้ว มีครอบครัวไปหมดแล้ว แต่ตอนที่จิตมันดี “โอ๋ย! มันข้าวเมล็ดนั้นแหละ”
สาธุ หลวงปู่ขาวท่านเป็นพระอรหันต์ เราเชิดชูบูชาท่านมากนะ เพราะว่าท่านเป็นพระแบบอย่าง เป็นสิ่งที่พระรุ่นหลังได้ยึดถือแบบอย่างนั้น แล้วพยายามฝึกหัดตัวเองขึ้นมา แล้วถ้าฝึกหัดตัวเองขึ้นมา มันจะต้องเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของผู้ที่ฝึกหัดนั้น
ไอ้วิทยานิพนธ์นั้นสาธุ แขวนไว้ เราเอาของเรา สิ่งนั้นน่ะมันจะทำให้การปฏิบัติเราเฉไฉไปด้วย ทำให้เราไปจำนนกับขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง แล้วเราก็ขี้ขลาด ขี้ขลาดที่การตรวจสอบไง ขี้ขลาดที่จะพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่จริงไง
ถ้ามันจริงนะ พิสูจน์ขนาดไหนมันก็จริง แวววาวๆ ยิ่งพิสูจน์ยิ่งจริง ต้องพิสูจน์ เพราะมันเป็นสมบัติของผู้ที่พิสูจน์นั้น เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงของใจดวงนั้น
ถ้าใจดวงนั้น นี่ไง ขี้ขลาด ไปขี้โกง ไปฉ้อฉลมา แล้วไปยอมจำนนกับขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ได้เป็นขี้ด้วยกันไง มันเป็นขี้ เป็นของเหม็นของเน่า แล้วมันอยู่ไหนล่ะ ก็อยู่ในใจนั้นน่ะ
หลวงปู่มั่นถึงบอกว่า ถึงให้มันมีข้อวัตรปฏิบัติติดหัวใจมันไป
ถ้าติดหัวใจมันไป มันจะตรวจสอบ มันจะพลิกแพลง มันจะหาทางแก้ไข แล้วถ้ามันแก้ไขขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง “อู้ฮู! ทำไมโง่ขนาดนี้ ทำไมโง่
มันต้องรู้จริงมันถึงว่ามันโง่
แต่ถ้ามันขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันขี้ขลาด มันว่ามันฉลาด มันว่ามันปฏิบัติเหมือนกัน มันทำเหมือนกัน มันจะผิดไปไหน
ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ผิดเพราะไม่ปัจจัตตัง ไม่สันทิฏฐิโก ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ ขณะเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมานะ บุคคล ๔ คู่ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘
ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล
ถ้าใจมันมีมรรคขึ้นมา มันไม่ใช่ธรรมขี้ขลาด มันเป็นพุทธะ เป็นสาวกสาวกะ มันเคารพมันบูชา บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติ ปฏิบัติบูชาพุทธะในใจของตน ทำความสงบของใจเข้ามานะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันซาบซึ้ง แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะมันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้หรอก
การจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้นะ จิตเห็นอาการของจิต แล้วถ้าจิตเห็น มันฝึกหัดใช้ปัญญาของมันไป ถ้ามันฝึกหัดใช้ปัญญา ต้องฝึกหัดใช้ปัญญาไปไง
“ปัญญาจะเกิดเอง ทำสมาธินะ เดี๋ยวปัญญามันจะพลุ่งพล่านขึ้นมาเลยนะ”
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด พวกนั้นภาวนาไม่เป็นหรอก ถ้ามันจะพลุ่งพล่านขึ้นมานะ เราติดสมาธิ ๕ ปีนี่เกือบตาย ๕ ปี สมาธินี้ท่านบอกเลย แน่นปั๋ง
ท่านพูดประจำว่า สมาธิ ใครจะมาหลอกเราไม่ได้ เพราะเราผ่านสมาธิมามาก
แต่เวลาคนไปพูดธรรมะก็พยายามจะให้ท่านเห็นด้วยๆ ทั้งนั้นน่ะ
จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มันก็เป็นกรรมของสัตว์ เพราะอะไร เพราะถ้ามันเป็นกิเลส มันก็เป็นกิเลสอยู่วันยังค่ำ ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันก็เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นธรรมของเขา มันเป็นธรรมประจำหัวใจของบุคคล
บุคคลใดเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงไง ไม่ด้น ไม่เดา ไม่พลิก ไม่แพลง ไม่สันนิษฐาน
ส่วนใหญ่สันนิษฐานเอา คือเดาทั้งนั้นน่ะ ปฏิบัติด้วยความด้นความเดาไง ไอ้ธรรมขี้ขลาด แล้วก็ไปยอมจำนนกับขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันก็เลยสันนิษฐาน มันมีที่ไหนสันนิษฐาน
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสันนิษฐานเป็นทางวิชาการ ทางวิชาการที่มันลงกันไม่ได้ ทางวิชาการที่เห็นแย้ง
ท่านเลยบอกว่า เราก็ไม่รู้ เพราะว่ามันลงกันไม่ได้โดยสติโดยปัญญา ไม่สามารถแก้เขาได้ ก็เลยบอกว่า อย่างนี้ให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อน แขวนไว้
สันนิษฐานเอาคือเดา ธรรมะโดยข้อเท็จจริงไม่มีสันนิษฐาน สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะ รู้แจ้ง รู้จริง
แล้วรู้อย่างไร
เราต้องฝึกหัดขึ้นมานี่ไง ที่เราพยายามจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจมันสงบได้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันสงบตัวลง สงบตัวลง ถ้าเดี๋ยวมันส้มหล่นนะ พอมันรู้ตัวขึ้นมา มันพลิกมันแพลงขึ้นมา นี้ทำสมาธิเกือบตาย ทำไมคราวนี้มันไม่ลง คราวนี้มันทุกข์มันยาก
เป็นอย่างนี้แหละ เป็นอย่างนี้เพราะว่ากิเลสมันตื่นนอนแล้ว กิเลสมันกีดมันขวางแล้วล่ะ เราก็ต้องฝึกหัดปฏิบัติของเราจนมีความชำนาญ มีความชำนาญในวสี การชำนาญในทำความสงบ
ถ้ามันชำนาญในวสี สมาธิหนีเราไปไม่ได้หรอก สมาธิเสื่อม เสื่อมขนาดไหนให้มันเสื่อมไป ถ้ามันจะเสื่อมนะ ถ้าเรามีสติมีปัญญา มีการรักษา มันจะเสื่อมอย่างไร ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เรามีเหตุผลสมบูรณ์แบบ สมาธิมันเกิดจากเหตุนี้ต่างหาก สมาธิเกิดจากการกระทำ แล้วทำให้ถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้ามันถูกต้องชอบธรรมแล้วเป็นสมาธิ ก็บอกมา สมาธิบอกมาสิ ยังบอกไม่ได้ แล้วอย่างนี้มันทำสมาธิเป็นได้อย่างไร
แล้วถ้าสมาธิทำไม่เป็น ธรรมะไม่ต้องมาคุยกัน ไร้สาระ เพราะมันจินตนาการทั้งสิ้น มันคนละความหมายกันไง กายเหมือนกัน แต่คนละความหมายกัน เพราะกายก็คือเนื้อ เขาเห็นไง
แต่กายของผู้ที่ทำสมาธิได้นะ เขาเห็นเป็นนิมิต เขาเห็นเป็นภาพ เขาเห็นของเขา โอ้โฮ! เห็นแล้วมัน โอ้โฮ! เห็นกาย เห็นกิเลส ขนพองสยองเกล้า
กายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน กายของปุถุชนคนหนา กายก็กายไง ไอ้กายก็นั่งอยู่นี่ไง นี่ก็กายเหมือนกัน พูดออกมาจากหลอดลมนั่นน่ะ มาจากกายทั้งนั้นน่ะ
แต่ถ้าจิตสงบแล้วถ้าไปเห็นกาย โอ้โฮ! เอาล่ะ แต่เห็นแล้วจะล้มลุกคลุกคลาน เพราะต้องชำนาญในวสี ชำนาญในวสี ทำความสงบของใจให้มีกำลัง ถ้าเห็นกาย มันสะเทือนแล้ว ถ้าสะเทือนแล้ว มันใช้พลังงานไปแล้ว สมาธิมันจะเบาลงแล้ว แล้วถ้ายังเห็นกายอยู่จะเป็นสัญญาแล้ว
เห็นสัญญา คือว่า ไหนเมื่อกี้มันกิเลส แล้วตอนนี้กิเลสไปไหนแล้วล่ะ เพราะอะไร เพราะสมาธิมันไม่มีกำลังพอ ต้องวาง แล้วกลับมาทำความสงบของใจ พอใจสงบแล้วเราน้อมไปเห็นกาย
ถ้ามันเห็นได้ กำลังมันพอ มันจะเริ่มจับแล้วมันวิปัสสนา คือแยกส่วน แยกให้มันแยกออก คำว่า “แยกออก” มันเป็นไตรลักษณ์ไง ไตรลักษณ์ พระไตรลักษณะ เห็นไตรลักษณ์คือเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการเคลื่อนย้าย เห็นกิเลส เห็นเหมือนการวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าบุคคลคนนี้เป็นโรคอะไร บุคคลคนนี้มีความเป็นอยู่อย่างไรถึงได้เป็นโรคแบบนี้
ถ้ามันเห็นกาย มันพิจารณา มันแยกแยะของมัน มันจะเห็นโทษไง เห็นโทษจากกิเลสของคนทำไมมันยึดมั่นถือมั่น ทำไมคนนี้รักสวยรักงาม ทำไมคนนี้ไม่ชอบเรื่องร่างกาย ทำไมชอบเรื่องจิตใจ ทำไมจิตดวงนี้มันมีแตกต่างกันอย่างไร
เวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลากิเลสมันพลิกมันแพลงนะ มันเอาเหตุเอาผลมาโต้มาแย้ง เอาเหตุเอาผลมาหลอกมาลวงไง มันจะทำให้ผู้ที่ฝึกหัดนะ ท้อแท้ อ่อนใจ กูกลับไปอยู่ขี้ขลาดดีกว่า ไม่ต้องเข้ามาเผชิญกับมันไง นี่ถ้ามันพลิกมันแพลง นี่แก่นของกิเลส
เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง มันมีลูกสาว ๓ คน ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันมีลูกมีหลานเยอะแยะเลย แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติจะพิจารณาแล้วมันจะเป็นข้อเท็จจริง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำมาก่อน ท่านถึงบอกว่าให้มีข้อวัตรปฏิบัติไว้เพื่อรักษาใจของตน
รักษาไว้ให้มีกำลัง รักษาไว้ให้มันเป็นนักรบ รักษาไว้ให้มันมั่นคง รักษาไว้ให้มันมีกำลัง แล้วให้มันฝึกงาน เห็นไหม
สัมมาสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเกิดปัญญาขึ้นโดยตัวเองไม่มี ต้องฝึกหัดปฏิบัติ มันถึงจะมีอำนาจวาสนา มันถึงต้องขยันหมั่นเพียร มันถึงต้องตรวจสอบ มันถึงต้องการแยกแยะ อะไรเป็นโลกียปัญญา
ธรรมขี้ขลาดนี่โลกียปัญญาทั้งนั้นน่ะ
โลกุตตรปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา
จิตสงบระงับและมีกำลัง และชำนาญในวสี ไฟเราไม่มีตก
ถ้าใช้แล้วก็ตก ไฟใช้แล้วต้องชาร์จ ไฟใช้แล้วต้องฟื้นฟูเพื่อให้ไฟเราเสถียร เสถียรแล้วจะทำงานได้ ทำงานก็ต้องฝึกหัด
สมาธิเกิดปัญญาเองไม่มี ไม่ฝึกหัด ไม่ปฏิบัติ มันถึงไม่มีความเห็นว่าโลกียะกับโลกุตตระต่างกันอย่างไร
โลกียะคือความจำ โลกียะคือธรรมขี้ขลาด แล้วยอมจำนนก้มกราบกับขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง
ทำความสงบของใจเราเข้ามา พอฝึกหัดให้ชำนาญในวสี ให้สมาธิเราเสถียร ให้ไฟเรามีกำลัง แล้วถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา มันจะเป็นโลกุตตรปัญญา
ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล
ใจดวงใดมรรคไม่สมบูรณ์แบบ ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน เกิดจากสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญาจนมันหมุนติ้วๆ มันชำนาญของมัน เห็นไหม ชำนาญในวสี
ชำนาญในวสีในสัมมาสมาธิ ชำนาญในวสีในการฝึกหัดใช้ปัญญา ชำนาญในการภาวนามยปัญญา ปัญญาชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอน มันจะเกิดความมหัศจรรย์ มันเห็นชัดๆ ว่าโลกียะเป็นอย่างนี้ โลกุตตระเป็นอย่างนี้
ไม่ใช่ว่าพวกมึงเป็นโลกียะ พวกกูเป็นโลกุตตระ พระป่าทำสมาธิไม่เป็นว่าจะเกิดภาวนามยปัญญา มันไม่เคยมี
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้แจ้งในใจของตน เอวัง