เทศน์บนศาลา

ธรรมขอไปที

๑๕ ธ.ค. ๒๕๖๗

ธรรมขอไปที

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม การฟังธรรมนี้เป็นสิ่งที่สุดยอดของมนุษย์ เพราะมนุษย์จะหลงแต่ความคิดของตนเอง มนุษย์จะอยู่กับสัญญาอารมณ์ทางโลกไง จะอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตน ถ้าอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตนนะ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมๆ ชำระพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ฟังธรรมๆ อันนั้นไง แต่เราฟังธรรมอันนั้นเพราะอะไร เพราะว่าจิตใจเรามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราเข้าใจไม่ได้หรอก ฟังอย่างไรก็เข้าใจไม่ได้

เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา อันนั้นมันถึงจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา แต่มันยังไม่เป็นสัจจะความจริงขึ้นมา

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังเทศน์ฟังธรรมมันตอกย้ำในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันตรงข้ามกับกิเลสในใจของตน

แต่ถ้ามันฟังธรรมๆ นะ ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยภาคปริยัติ ภาคปริยัติทรงจำธรรมวินัยๆ ถ้าทรงจำธรรมวินัย มันก็ลังเลสงสัย พอลังเลสงสัย เวลาพูดออกไปมันจริงหรือไม่จริง แล้วคำไหนควรจะเป็นความจริง คำไหนควรจะเป็นกิเลส มันเข้าใจไม่ได้ไง ถ้ามันเข้าใจไม่ได้อย่างนั้น ฟังธรรมอย่างนั้นๆ ไง คนเทศน์ก็สงสัย คนฟังยิ่งสงสัยใหญ่เลย

แต่ถ้ามีข้อเท็จจริงๆ ไง ข้อเท็จจริง สิ่งที่เป็นกิเลสมันก็คือกิเลส กิเลสอวิชชามันเป็นพญามาร มันเจ้าวัฏจักร มันครอบงำหัวใจของสัตว์โลก แต่ด้วยบุญด้วยกุศลนะ ได้สร้างคุณงามความดีมา ได้เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมา มีอำนาจวาสนาได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของตนได้ นั่นน่ะจะเป็นสาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟัง แล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมาได้ตามความเป็นจริงไง

ถ้ามันเป็นสาวกสาวกะ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง ถ้าเป็นธรรมๆ นะ คำว่า เป็นธรรม” คือปฏิบัติโดยถูกต้องชอบธรรม มันจะเป็นจริตเป็นนิสัย แต่ถ้ามันเป็นกิเลสล่ะๆ มันเป็นกิเลสมันก็ยิ่งตอกย้ำไง ตอกย้ำขึ้นมา เห็นไหม

ดูสิ ดูเวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงของท่าน เวลาถ้าเป็นวิมุตติสุขๆ ท่านก็มีความสุขของของท่าน ท่านจะเหนือโลกเหนือวัฏฏะ จะเหนือโลกเหนือวัฏฏะได้เพราะมันมีวิมุตติสุขในหัวใจนั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัย มันมีวิหารธรรม

แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาโดยสัญญาอารมณ์ โดยความลังเลสงสัย เห็นไหม ดูในสมัยพุทธกาลเทวทัตๆ เทวทัตได้ฌานโลกีย์ ได้ฌานโลกีย์ขึ้นมามีฤทธิ์มีเดช แต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนอยากยิ่งใหญ่ อยากจะปกครองสงฆ์ไง แสวงหาลาภสักการะไง แสวงหาผู้ที่จะร่วมอุดมการณ์ของตน ไปเอาพระเจ้าอชาตศัตรู

อชาตศัตรูน่าสงสารมาก อชาตศัตรูเขาก็มีเวรมีกรรมของเขามา เวลาเกิดขึ้นมาแล้ว พราหมณ์ในราชวังของพระเจ้าพิมพิสารบอกว่าให้ฆ่าทิ้ง พราหมณ์เขาก็รู้นะ วิชาทางพราหมณ์เขาบอกเลย เกิดมาจะทำปิตุฆาต จะฆ่าพ่อ เพราะเวลาเกิดขึ้นมา อาวุธในราชวังแวววาวขึ้นมาหมดเลย จนว่า สิ่งนี้มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นเพราะอะไร

พราหมณ์ในพระราชวังพยากรณ์เลย อชาตศัตรูจะฆ่าพ่อ

จะฆ่าพ่อขึ้นมา แต่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน แล้วเป็นลูกของท่าน ท่านก็ตั้งชื่อว่าอชาตศัตรู จะไม่เป็นศัตรูกับใคร จะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต จะเป็นคนที่ดีงามทั้งสิ้นไง พระเจ้าพิมพิสารเลี้ยงดูมาอย่างดีงาม เขาก็เป็นราชบุตรที่ดีมาก แต่เวลาถึงที่สุด เวลากรรมมันให้ผลๆ ไง เวลาเทวทัตอยากจะปกครองสงฆ์ จะปกครองสงฆ์ขึ้นมาแล้วต้องมีลูกศิษย์ลูกหา ต้องมีมวลชน แล้วจะเอาใครล่ะ

เอาราชกุมารนั่นแหละ เพราะอะไร เพราะเป็นวัยรุ่น ไม่มีสติปัญญาที่จะคุ้มครองตัวเองได้ไง ถึงจะไปเอาๆ มันถึงว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์

นี่ไง เวลาสาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังๆ เวลาพระอานนท์อย่างนี้ พระนันทะอย่างนี้ เป็นเจ้าชายเหมือนกันทั้งสิ้นไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นพระอรหันต์ๆ ฟังธรรมๆ มันซาบซึ้ง มันมีกตัญญูกตเวทีในหัวใจมากมายมหาศาล

แต่เทวทัต เทวทัตก็ปฏิบัติเหมือนกัน เวลาปฏิบัติ ถ้าเป็นทางโลกๆ ไง ถ้าปฏิบัติเป็นฌานโลกีย์ไง มันไม่เข้าสู่มรรคสู่ผลไง ถ้าไม่เข้าสู่มรรคสู่ผล มันไม่มีวิมุตติสุข ไม่มีคุณธรรมในหัวใจ ไม่มีวิหารธรรมไง สิ่งที่อาศัยแต่โลกภายนอกไง เห็นโลกภายนอก จะยิ่งใหญ่ต้องมีมวลชน จะยิ่งใหญ่ต้องมีลูกศิษย์ลูกหา จะยิ่งใหญ่ต้องสร้างคณะสงฆ์ขึ้นมาเพื่อจะแบ่งแยก

แต่ถ้าเป็นความจริงมันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไง เผยแผ่ธรรมๆ ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง วิมุตติสุขๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ อัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สงฆ์องค์แรกเกิดขึ้นมาแล้วไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง ปรารถนา เห็นไหม สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในพระพุทธศาสนา

เวลาสิ้นกิเลสมันเกิดมาจากอะไรล่ะ

มันเกิดมาจากภาคปฏิบัติไง

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วทอดธุระๆ เพราะอะไร เพราะมันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในพระพุทธศาสนา มันเป็นความยิ่งใหญ่นักสำหรับมนุษย์ สำหรับเทวดา อินทร์ พรหมที่เกิดในวัฏฏะแล้วมีอำนาจวาสนาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง เวลาจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ เวลาตรัสรู้แล้วไง “จะสอนใครได้หนอ” มันทุกข์มันยากไปหมดล่ะ มันจะไปสอนใครได้ จนทอดธุระไง

มันเป็นให้เห็นว่า สิ่งนี้มันเป็นความมหัศจรรย์ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง คนที่มีวาสนาที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงมันจะได้สัจธรรมในหัวใจดวงนั้น

เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เทวทัตๆ เป็นทั้งญาติ เป็นทั้งสัทธิวิหาริก เป็นทั้งสาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง เป็นทุกอย่างเลย แต่เวลาปฏิบัติทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ นี่เพราะมันกรรมของสัตว์ๆ ไง

ฉะนั้นถึงว่า เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ถ้าเราทำสิ่งใดมา เราพยายามของเรา สร้างคุณงามความดีของเรา ถ้าสิ่งใดที่มันขัดมันแย้ง มันเป็นมาร มารที่มันครอบงำหัวใจของเรา พยายามละ พยายามวางมันซะ เราจะเอาความจริงขึ้นมา

ความจริงขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะเราเป็นชาวพุทธไง เกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญเพราะอะไร เจริญเพราะทางวิชาการ ทางการศึกษาทางภาคปริยัติมันชัดเจนมันแจ่มแจ้ง ในทางโลกเขาศึกษาค้นคว้าของเขาได้ทั้งนั้นน่ะ

ถ้าศึกษาค้นคว้าได้แล้วถ้ามีวาสนาไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านประกาศธรรมด้วยข้อวัตรปฏิบัติของพระกรรมฐาน ของกองทัพธรรม กองทัพธรรมๆ เพราะใจเป็นธรรม

ใจเป็นธรรม เป็นธรรมขึ้นมาเพราะเหตุใด

เป็นธรรมขึ้นมาเพราะข้อเท็จจริงไง เป็นธรรมขึ้นมาเพราะท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านทำความเป็นจริงในหัวใจของท่าน ท่านเห็นกิเลสในใจของท่าน ท่านได้ชำระล้างกิเลสในใจของท่านเป็นชั้นเป็นตอน

ในประวัติของหลวงปู่มั่น เวลาออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติใหม่ เห็นนิมิตว่าได้ข้ามขอน ขอนภพขอนชาติ ได้ขี่ม้าขาวควบไป ไปถึงตู้พระไตรปิฎก มันยังไม่ได้เปิดพระไตรปิฎกไง ถ้าได้เปิดพระไตรปิฎกยังจะมหัศจรรย์กว่านี้อีกเยอะเลย นี่อำนาจวาสนาบารมีของคนไง อำนาจวาสนาบารมีของคนที่ได้สร้างสมบุญญาธิการมาไง

ของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีวาสนา มีวาสนานะ เราเกิดในประเทศอันสมควรไง มองไปที่ไหนวัดวาอารามเหลืองอร่ามไปหมด นี่ไง เช้าขึ้นมา พระบิณฑบาตทุกคนก็เห็น ทุกคนก็เข้าใจได้ แต่เวลาคนที่ไม่มีศรัทธาไม่มีความเชื่อในชีวิตของเขา เขาก็ไปนับถือลัทธิศาสนาอื่น ถ้าเป็นชาวพุทธ ชาวพุทธก็ชาวพุทธเป็นประเพณีวัฒนธรรม แต่ถ้าจะฝึกหัดนะ โอ้! มันจะทำได้จริงหรือเปล่า

ถ้ามันทำได้จริงของบุคคลคนนั้นก็เป็นวาสนาของคนคนนั้น แล้ววาสนาของคนคนนั้นมันเกิดมาจากไหนล่ะ มันก็มาจากความรู้สึกนึกคิดไง มันเกิดจากหัวใจ หัวใจที่น้อมลงสู่สัจธรรมอันนั้น

เพราะเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมันมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์ในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันแยกแยะเลยว่ามนุษย์มันประกอบไปด้วยกายกับใจ

สิ่งที่ประกอบไปด้วยกายกับใจเพราะอะไร

เพราะว่าเกิดเป็นมนุษย์มันจริงตามสมมุติ จริงตามสมมุติ ถ้ามีวาสนาอำนาจวาสนาบารมี สิ่งที่เป็นสติเป็นปัญญาอันนั้นมันจะศึกษาค้นคว้าเข้าไปสู่ในหัวใจของตน ถ้าค้นคว้าเข้าไปสู่ในหัวใจของตน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันจะเกิดความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์กับในชีวิตของตน

แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันถึงเป็นการพิสูจน์ในใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

ฉะนั้น สิ่งที่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถ้าเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นน่ะเป็นความรู้ มันเป็นความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่เป็นความจริงในใจของเรา มันเป็นการทรงจำธรรมวินัยๆ ทรงจำธรรมวินัยก็สาธุ

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านจะฝึกหัดปฏิบัติไง “ใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ อย่าให้มันออกมา”

เพราะมันออกมานั่นน่ะ มันถึงสำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ สำคัญตนว่ามีความรู้ สำคัญตนว่าเป็นผู้ฉลาด แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติก็ปฏิบัติทำพอเป็นพิธี เพราะไม่มีวาสนาไง

ถ้ามีวาสนานะ ทำพอเป็นพิธีนะ พอทำพอเป็นพิธีแล้ว ผลของมันคืออะไร ถ้าคนที่มีสัจจะมีความจริงไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดขึ้นมาอย่างไร เกิดมาแล้วเกิดมาเพื่ออะไร แล้วศึกษาธรรมะมันก็เข้าใจไง มันก็เป็นวิชาการไง แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเป็นจริงแค่นี้ใช่ไหม มันเป็นธรรมขอไปทีไง ธรรมขอไปที ทำพอเป็นพิธี

ธรรมขอไปที ขอไปขอใคร

นี่กิเลสมันหน้าด้าน กิเลสมันหน้าด้าน ปฏิบัติบูชากิเลสแล้วยังไม่รู้สึกตัว ยังไม่สำนึกตัวอีกนะ

ถ้ามันคนมีอำนาจวาสนาของเขา เขาไม่เชื่อ ปฏิบัติแล้วมันต้องทดสอบๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นไง ทำวัตรสวดมนต์ทุกวันไง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ตรงต่อธรรมและวินัย

ปฏิบัติดี ดีตรงไหน อะไรเป็นความดี ความดีทำไมมันทุกข์มันยากขนาดนี้

ถ้าปฏิบัติตรง ตรงกับอะไร ตรงกับกิเลสของตนไง ตรงกับตามความพอใจของตนไง

ปฏิบัติชอบยิ่งชอบใหญ่เลย มักง่าย สะเพร่า ทำพอเป็นพิธีแล้วก็มาเรียกร้องสิทธิ์ เป็นชาวพุทธๆ ปฏิบัติแล้วมันต้องได้ธรรม มันเป็นสิทธิเสรีภาพ เขานั่ง กูก็นั่ง เขาทำ กูก็ทำ

แล้วทำอะไร ทำอย่างนั้นน่ะหรือ

ถ้าทำตามความเป็นจริงไง ตามความเป็นจริง เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ ถ้าหาสัปปายะไม่ได้ ไปคนเดียว เอาคนเดียว เอาจริงเอาจังของเราให้ได้

เอาจริงเอาจังของตนก็ทำไม่ได้ เวลาหมู่คณะที่เป็นสัปปายะ ไม่เป็นสัปปายะ ก็ไปแขวะเขา ไปกีดไปขวางเขา ไปเหยียบย่ำทำลายเขา

ปฏิบัติชอบ ชอบกิเลสของตนไง เวลาทำ ทำพอเป็นพิธี เวลาเรียกร้องสิทธิ์ เรียกร้องจะเอาเต็มที่ของตน ได้เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์แล้ว ได้เกิดเป็นคนนี้มันมีคุณค่ามาก

เพราะการเกิดเป็นคน ดูสิ รัฐธรรมนูญ สิทธิมนุษยชน สิทธิความเป็นมนุษย์ ยิ่งประเทศที่เจริญแล้วไง สิทธิเสรีภาพนี้สำคัญมาก แล้วสิทธิเสรีภาพอยู่ในรัฐใดอำนาจใด ไปดูด้อยพัฒนาสิ เขาก็เรียกร้องสิทธิ์เหมือนกัน รัฐมีอะไรให้ คนป่าคนเขาเขามีอะไรให้เอ็ง เรียกร้องสิทธิ์เอาอะไร นี่แค่การปกครองนะ แล้วในใจของตนล่ะ ตนเองจะเรียกร้องสิทธิ์ไง เวลาทำ ทำขอไปที ขอกิเลสไง นี่มันเป็นคนไม่มีวาสนา

คนมีวาสนานะ โอ้โฮ! เกิดเป็นคนนี้มหัศจรรย์แล้ว เวลามองออกไป ดูคนพิการสิ จิตใจที่เขาเข้มแข็ง เขาทำงานได้ดีกว่าคนปกติเลย ทั้งๆ ที่เขาพิการนะ แต่จิตใจเขาเข้มแข็ง เขาทำของเขาได้ไง ไอ้เราอาการ ๓๒ สมบูรณ์แบบ บวชเป็นพระด้วยนะ บวชเป็นพระด้วย เป็นนักปฏิบัติด้วยนะ ธรรมขอไปที ขอกิเลสด้วย ยอมจำนนกับมัน ไร้สาระ

แต่ถ้าเป็นความจริง เวลาเราสวดมนต์ทำวัตร ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ตรงต่อธรรม ตรงต่อวินัย ตรงต่อธรรม ตรงต่อวินัยนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมวินัยไม่มีเลย ตรัสรู้เองโดยชอบ โดยชอบเพราะอะไร โดยชอบด้วยอำนาจวาสนา แล้วทำจริงทำจังขึ้นมา ทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ทำมาขนาดไหน เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมาก็ไม่มีธรรมไม่มีวินัยทั้งสิ้น เวลาเป็นความจริงขึ้นมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ

ฤๅษีชีไพรที่เขาทำสมาธิกันนั่นน่ะ เวลาฌานสมาบัติเขารู้ทั้งนั้นน่ะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ รู้อดีตชาติไป แล้วถ้าเป็นทางโลกไปแล้วนะน่ะ มันเกิดความมหัศจรรย์นะ โอ๋ย! เรานี่ยอดมนุษย์ เรามีความรู้ นี่ไง มันชอบไหม ถ้าชอบ ชอบอยู่ในอภิญญา จุตูปปาตญาณก็เหมือนกัน เวลาไป อนาคตไง รู้อะไร ไปเกิดไปรู้ไปเห็นร้อยแปดพันเก้า ลองมันมีเวรมีกรรมของมัน อนาคตกาลพยากรณ์ได้ทั้งนั้นน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในอนาคตกาล พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป ยังมีอนาคตวงศ์ อนาคตวงศ์พยากรณ์ได้หมดล่ะ แล้วถ้าพยากรณ์ก็จบไง อดีตอนาคต มีความรู้ความเห็นร้อยแปดพันเก้า ส่งออกทั้งนั้นน่ะ นี่ภายนอก ภายใน

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘ นี่สิ ทำลายที่ไหน ทำลายที่กิเลสของตนไง

หลวงปู่มั่นท่านพูดไง กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต

เวลามันทำลาย มันทำลายที่ไหน แล้วถ้ามันทำลาย มันทำลายอย่างไร แล้วมันทำลายขึ้นมา นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบไง ถ้าตรัสรู้เองโดยชอบวิชชา ๓ ในพระอรหันต์ไง เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมาไง

ไอ้เราปฏิบัติขึ้นมาล้มลุกคลุกคลานจะเป็นจะตาย เวลาถ้ามันรู้มันเห็นนั่นน่ะ มันส่งออก บุพเพนิวาสานุสติญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารั้งกลับมา ไปพิสูจน์แล้วไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด จะไปอีกเท่าไรก็ได้ แต่ไม่ไป ไปแล้ว เห็นแล้ว ดึงกลับมา

เวลาไปอนาคตไง ดูกำลังของจิต ถ้ามันส่งออก อดีตอนาคตแก้กิเลสไม่ได้ แล้วถ้ามันเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันอย่างไร แล้วปฏิบัติพอเป็นพิธี ไปรู้ไปเห็นอะไรหน่อยก็ไปกับเขาหมดเลย ถ้าไปกับเขาหมด ไปไหนล่ะ ก็ไปตามกิเลสไง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีสติมีปัญญา รู้เท่าทันขนาดไหน ดึงกลับๆ คำว่า ดึงกลับ” มันมีสติสัมปชัญญะพอ

ไอ้นี่ไปก็ไปทั้งหมดเลย ระหกระเหินไปทั้งสิ้น แล้วเวลาทำสิ่งใดก็ทำขอไปที ขอไปทีก็ขอกิเลสที แล้วกิเลสมันจูงไปอย่างนั้นน่ะ อู้ฮู! อดีตชาติร้อยแปด แล้วได้อะไร

รู้ขึ้นมา ถ้ามีสติสัมปชัญญะนะ รู้แล้วนะ มันสังเวช เกิดธรรมสังเวช เกิดความสลดสังเวชมาก เป็นธรรม อนาคตถ้ารู้อย่างไรมันก็สังเวช สังเวชนะ แล้วผลล่ะ

แต่เวลาอาสวักขยญาณล่ะ ด้วยมรรค ๘ นี่ไง ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ชอบด้วยอะไร ชอบด้วยมรรคด้วยผล ชอบด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา เป็นผู้ชี้ทาง

แล้วเราล่ะ เพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง จะปรินิพพานไง พระอานนท์เป็นพระโสดาบันนะ เราเป็นอะไรกัน เราเป็นคนกิเลสหนา ขนาดพระโสดาบันยังคร่ำครวญยังร้องไห้ ยังอยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนชี้ทาง เป็นคนควบคุมดูแล เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรไง

“อานนท์ เราบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเราเอาของเราไปเท่านั้น อานนท์ อานนท์อย่าเสียใจ อานนท์อย่าคร่ำครวญ ในอนาคตกาลถ้าจะมีผู้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป ก็จะไม่มีใครทำได้ดีเท่าอานนท์ อานนท์ เธอได้ทำคุณงามความดีไว้มาก ถ้าเราปรินิพพานไปแล้วอีก ๓ เดือนข้างหน้า เขาจะทำสังคายนา

นี่ไง จุตูปปาตญาณ เห็นไหม

“ในอีก ๓ เดือนข้างหน้า เขาจะทำสังคายนา ในวันทำสังคายนานั้น เธอจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์

นี่ขณะปัจจุบันนี้เป็นพระโสดาบันไง พระโสดาบันยังมีความทุกข์ความยากไง ถ้าพระโสดาบันนะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไง ละสังโยชน์ ๓ ละสังโยชน์ ๓ แล้ว กามราคะ ปฏิฆะไง

รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาไง สิ่งที่เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจยังมีอีกมากมาย จะมากมายขนาดไหน แต่นั่นก็เป็นพระโสดาบันแล้วนะ พระโสดาบันพาดกระแสแล้วนะ พาดกระแสคือพาดหัวใจของตนไง

เวลาพาดกระแส เหมือนกับคนอยู่ในโอฆะไง เวลาเข้าถึงฝั่ง เข้าถึงฝั่งก็เข้าถึงหัวใจของตนไง พระโสดาบันเข้าถึงหัวใจของตน เข้าถึงภพของตน แต่กิเลสตัณหาความทะยานอยาก ครอบครัวของมารมันยังครอบงำอยู่ในหัวใจของตนนั้น มันยังรู้เท่าไม่ได้ไง

ความรู้เท่าไม่ได้ กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด ยิ่งละเอียดสุดขนาดไหนมันยิ่งลังเลสงสัย ยิ่งปกปิดใจของตนไง มันมีความทุกข์ความยากไง ถึงกับคร่ำครวญร้องไห้ อยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ได้อบรมบ่มเพาะตลอดไปไง มันเป็นสิ่งที่อบอุ่น สิ่งที่มีความสุขไง ทั้งๆ ที่เป็นพระโสดาบันนะ

ไอ้ของเราจะฝึกหัดปฏิบัติ จะเอาคุณธรรม ธรรมพอขอไปที เวลาธรรมขอใคร ขอกิเลส ทั้งๆ ที่ประพฤติปฏิบัติเพื่อจะชำระล้างกิเลส จะฆ่ากิเลส แต่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ธรรมขอไปที มันสะเพร่า มันอ่อนแอ มันไม่เอาไหน ปฏิบัติไปแล้วล้มลุกคลุกคลาน ปฏิบัติไปแล้วมันไม่มีหลักมีเกณฑ์อะไรเลย

ในหมู่คณะที่ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เขามีกฎมีกติกาของเขา แล้วคนน่ะนะ ถ้ามีวัฒนธรรมของเขา เขาจะรู้ไง แค่มารยาท การทำแล้วกระเทือนคนอื่น ควรหรือไม่ควร แล้วเราเองเราก็ปรารถนาสิ่งที่เป็นความสงบสงัดทั้งสิ้น เวลาเราปรารถนา เราก็ปรารถนาความสุข เราปรารถนาความปลอดโปร่ง เราไม่ปรารถนาให้ใครมากวนน้ำให้ขุ่น

สิ่งที่กระทบๆ ไง ภายนอก ภายใน ภายนอกๆ ภายนอกทั้งนั้นน่ะ เวลาจิตมันรับรู้ไง ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เสียงกระทบกัน ถ้ากิเลสมันมีในหัวใจของมัน มันกระทบกระเทือนทั้งนั้นน่ะ

แล้วกระทบจากภายนอก สิ่งที่ภายนอกเวลากระทบกระเทือนแล้วมันก็เก็บไว้อุ่นกินก็เป็นภายใน ภายในก็สิ่งที่เผาลนในหัวใจของตน คิดอยู่คนเดียวนั่นแหละ คิดเพราะอะไร คิดเพราะสิ่งที่ผลจากการกระทบนั่นแหละ

สิ่งที่กิเลสมันส่งออกๆ เป็นภายนอก ภายในก็ภายในหัวใจของตน ภายในหัวใจของตน ถ้ามันมีสติปัญญาเข้ามา ถ้ามันควบคุมดูแลได้ไง ถ้ามันจะเริ่มต้น เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา มันจะมีวัฒนธรรมของมัน

วัฒนธรรมคืออะไร

คือชำนาญในวสีไง ชำนาญในความฝึกหัดปฏิบัติไง สัมมาสมาธิ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าคนจะเข้าสู่ความสงบได้ แล้วความสงบได้มันต้องมีวิธีการทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ถ้าไม่มีทำความสงบเลย มันหลับมันใหลไป มันเรื่องไร้สาระมาก ธรรมขอไปที

เวลากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมาแล้ว ชาวพุทธเขาฝึกหัดปฏิบัติไง เราก็จะฝึกหัดปฏิบัติไง ปฏิบัติด้วยไง แหม! เวลาปฏิบัติแล้ว นั่งสมาธิ เดินจงกรม แหม! มันเป็นความอลังการ มันถูกต้องตามธรรมและวินัย มันจะรู้ธรรม ไอ้เรานี่ปฏิบัติมาเกือบเป็นเกือบตายไม่เห็นได้อะไรขึ้นมาเลย มันทุกข์มันยากไง

เวลาไปเห็น นี่มันเป็นการส่งออก เห็นแต่กิริยาภายนอก แล้วอวดรู้โดยที่ไม่รู้อะไรเลย

คนที่เขารู้นะ เขารู้จากภายใน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก แล้วสัตว์โลกมีอำนาจวาสนาหรือไม่

ถ้ามีวาสนา คำว่า มีวาสนา มันมีกิริยา เวลาพระสารีบุตรไปเห็นพระอัสสชิบิณฑบาต นี่พระอรหันต์ ตามไปเลย แค่กิริยานะ เวลาพระอัสสชิฉันอาหารเสร็จแล้ว

ท่านบวชกับใคร

เขาทุกข์ยากมาก เขาปรารถนามาเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ด้วยอำนาจวาสนาไง ไปเที่ยวละเล่นฟ้อนรำแล้วมันเบื่อหน่ายแล้ว เบื่อโลกแล้ว เบื่อโลกแล้ว นี่ไง การสร้างสมบุญญาธิการมา พอเบื่อโลก มันก็ต้องสู่เข้าสู่ธรรม

แล้วเข้าสู่ธรรม ขนาดว่าเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ยังไปศึกษา ไปเป็นลูกศิษย์ของสัญชัย นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่ ไอ้ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ทั้งนั้นน่ะ ฝึกหัดปฏิบัติมาแล้วปวดหัว ปรึกษากันเองว่าศึกษาจนจบแล้วมันไม่มีเหตุและไม่มีผล

ไปเห็นพระอัสสชิไง

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ไปดับที่เหตุนั้น

ฟัง เย ธมฺมาฯ เป็นพระโสดาบันเลย นี่ไง สิ่งที่จะฝึกหัดปฏิบัติไง ฟังธรรมๆ ไง พอฟังธรรมพระอัสสชิขึ้นมาได้มีดวงตาเห็นธรรม พาดกระแส จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในโอฆะเข้าถึงภพของตน เท้าเหยียบพื้น เหยียบภพ เข้าถึงใจของตน นี่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง แล้วมันเป็นข้อเท็จจริงโดยที่เป็นอำนาจวาสนา

ทั้งๆ ที่เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา แต่ก็ยังหลุดไปศึกษากับสัญชัยแล้วสัญชัย ยิ่งศึกษาก็ยิ่งงง แต่มีวาสนานะ ถ้ามันไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่แล้วคืออะไรล่ะ ไอ้คำสอนก็ไม่ใช่ ไอ้ใจของเรามันก็ไม่ใช่ อ้าว! แล้วไปทางไหนล่ะ

เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะมีอำนาจวาสนาปรารถนาเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาที่ได้สร้างสมบุญญาธิการมาเวลาไปศึกษากับสัญชัยแล้ว สองคนนั่งคุยกันน่ะ ก็ศึกษาค้นคว้ามาจนจบแล้ว ไปถามอาจารย์ ศึกษาขนาดไหนก็บอก หมดใส้หมดพุงแล้วล่ะ มีความรู้และเข้าใจได้

มีความรู้ เขาประกาศว่ามีความรู้ เขาส่งเสริม แต่เจ้าตัวรู้อะไรวะ รู้อะไร ยังสงสัยอยู่

นี่ด้วยวาสนา เขามีวาสนาของเขา สัญญากันเอง สัญญากันสองคน จบแล้วล่ะ อาจารย์มีความรู้แค่นี้เอง ต่อไปนี้เราจะต้องแสวงหา

คนมีบุญมีกุศลไง

เราจะไม่ทิ้งกันนะ ถ้าใครเจอครูบาอาจารย์ที่สอนเป็นความจริงก่อน อย่าทิ้งกันนะ ต้องบอกกันนะ นี่ไง พระสารีบุตรไปเจอพระอัสสชิไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ย้อนกลับเลย ย้อนกลับมาที่ใจของตน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดเป็นต้นเหตุ เหตุเพราะมันมีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เวลาสติสัมปชัญญะมันเข้าไปถึงจิตของตน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ แล้วพอเข้าถึงเหตุนั้น นี่ไง เวลามีดวงตาเห็นธรรม พาดกระแสๆ พาดกระแสก็ต้องพาดกระแสถึงใจดวงนั้น เวลาเอาธรรมนี้ไปบอกพระโมคคัลลานะ เป็นพระโสดาบันเหมือนกัน

แล้วพระโสดาบันกับพระโสดาบันสงสัยกันไหม

แล้วพระโสดาบันทั้งหมด ชวนลูกศิษย์ทั้งหมดไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะพระอัสสชิบอก แล้วได้สัญญากันไว้ไง เราจะไม่ทิ้งกันนะๆ

เพราะเป็นพระโสดาบันแล้วก็มาบอกพระโมคคัลลานะไง พระโมคคัลลานะก็เป็นพระโสดาบันเหมือนกันไง ก็ชวนลูกศิษย์ไง ชวนทั้งหมดไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชวนสัญชัยไปด้วย สัญชัยบอก เราไม่ไป เพราะเรามีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ

นี่ไง มีเวรมีกรรมก็กรรมของสัตว์ ถ้าไม่ไป

พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปกับลูกศิษย์ลูกหา ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไม่ใช่ธรรมขอไปที มันต้องมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป มันมีที่มาที่ไปเพราะอะไร เพราะมันมีเหตุมีผลไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกไง สัตว์โลกต้องมีการประพฤติปฏิบัติเข้ามาตามความเป็นจริงไง ถ้าความเป็นจริง มันมีเหตุมีผลของมันไง

ไม่ใช่ธรรมขอไปที ขอกิเลสไปที มันเป็นเรื่องมักง่าย ความมักง่าย นี่มันบ่งบอกถึงวาสนาของคนไง มันบ่งบอกถึงว่าความไม่เอาไหน ความไม่เอาไหนของคน คนคนนั้นไง จิตใจมันเลื่อนลอย มันไม่มีสัจจะ ไม่มีความจริง

ถ้ามีสัจจะมีความจริง อ้าว! เราก็ทุ่มเทของเราเข้าไปสิ เราก็เอาจริงเอาจังของเรา ถ้าเอาจริงเอาจังของเรานะ ให้มันเข้าถึงใจของตน สุขอื่นเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตมันจะสงบระงับ เริ่มต้นจากการฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ

ถ้าเริ่มต้นจากการฝึกหัดปฏิบัติ มันก็ฝึกหัด รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร

รูป รส กลิ่น เสียง ผลกระทบ กระทบทั้งนั้นน่ะ เริ่มต้นจากจากประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแสนทุกข์แสนยาก แค่ทำความสงบของใจ ทำสัมมาสมาธิ แค่คำว่า สมาธิ ๑๐ ปี ๒๐ ปีทำได้หรือเปล่า

เวลาครูบาอาจารย์ของเราทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะทำแล้วมันล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันก็มีเหตุมีผลอันนั้น ถ้ามีเหตุมีผลอันนั้นขึ้นมา สิ่งที่ทำมาๆ มันผิดพลาดทั้งนั้นน่ะ มันผิดพลาดขึ้นมาแล้วเราก็กรองของเราสิ ทำให้มันรอบคอบขึ้น ทำให้มันดีของมันขึ้น

ถ้าดีของมันขึ้นขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันรู้มันเห็นของมัน แล้วถ้าฝึกหัด ชำนาญในวสี ให้มันมีกำลังของมันขึ้นมา ถ้ามีกำลังของมันขึ้นมานะ ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นกิเลส

แค่เห็นกิเลสมันก็มหัศจรรย์แล้ว สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา ไม่ใช่ธรรมขอไปที

ธรรมขอไปที มันรู้มันเห็นไง อย่างเทวทัตนั่นน่ะ มันรู้มันเห็น มันส่งออกอย่างนั้นน่ะ ส่งออกๆ นะ ส่งออกแล้วมันสำคัญตน ส่งออกว่า ฉันก็ทำได้ ฉันก็มีความรู้ ฉันก็จะปกครองสงฆ์ได้

แล้วปกครองสงฆ์ด้วยความรู้แค่นี้หรือ เพราะอะไร เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอานาปานสติ ทำความสงบของใจเข้ามา เวลาปฐมยาม บุพเพนิวาสานุสติญาณ มัชฌิมยาม จุตูปปาตญาณ นี่ไง ปัจฉิมยาม อาสวักขยญาณ มันเป็นลำดับเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามา

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม พาหิยะฟังธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ คำว่า เป็นพระอรหันต์ของท่าน ท่านก็แทงทะลุด้วยอริยสัจ ๔ นี่แหละ แทงทะลุขึ้นไปด้วยสัจจะด้วยความจริงขึ้นมาไง สัจจะความจริงขึ้นมาเพราะเขามีวาสนาอย่างนั้นไง เขาทำของเขามาด้วยเขามีบุญกุศลของเขาไง เวลามาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียวเป็นพระอรหันต์ ถ้าคำว่า เป็นพระอรหันต์” แต่ก็โดนควายโคแม่ลูกอ่อนขวิดตายเลย

มันมีบุญอย่างใด มันก็มีเวรมีกรรมของสัตว์อย่างนั้น

เวลาพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล เอตทัคคะ ๘๐ องค์ แต่ละองค์ก็มีความชำนาญๆ มีความชำนาญอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เวลาโต้แย้งกันไงว่าสิ่งใดดีที่สุดไง ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก อาสวักขยญาณเลิศที่สุด

เลิศกว่าความรู้ความเห็น เลิศกว่าความชำนาญอันนั้น เพราะถ้าไม่มีอาสวักขยญาณ มันก็มีกิเลสอยู่ในหัวใจไง สิ่งที่เลิศๆๆ นั่นน่ะมันจะทำให้เหลวไหล จะทำให้หลงใหลไปไง หลงใหลสำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ทั้งนั้นไง ขนาดเป็นพระอรหันต์นะ ยังโต้แย้งกันน่ะ ไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใครจะเป็นคนตัดสิน

สิ่งที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเริ่มมีเหตุมีผล

เวลาประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ

ไม่ใช่ปฏิบัติดีตามแต่ความพอใจ ตรง ตรงกับกิเลส ยิ่งชอบ ชอบใจใหญ่เลย ชอบใจใหญ่เลย นั่งกระดิกเท้า ฟังธรรมหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย ธรรมลัดสั้น

คำว่า ลัดสั้น” เขาให้คนมุมานะ

ในมหายานนะ สิ่งที่ว่าการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องการข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย แต่ดูเขาปฏิบัติสิ เข้มข้นเข้มงวดกว่าพระกรรมฐานเรามากมาย แต่ก็พูด เขาพูดลัดสั้น

ไอ้เราก็เอาแบบเขาบ้างนะ ลัดสั้น นั่งกระดิกเท้า ลัดสั้น มักง่าย สะเพร่า ธรรมบูชากิเลสทำ ธรรมขอไปที ถ้าขอไปทีๆ นะ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขนาดไหน

แต่ถ้าเขาเป็นบุญเป็นกุศล พาหิยะเขาฟังเทศน์หนเดียวเป็นพระอรหันต์ นั่นก็เป็นบุญเป็นกุศลของเขา แล้วมันก็มีองค์เดียว เพราะเขาเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้ที่ตรัสรู้ไวไง พระสารีบุตร ๑๔ วัน พระโมคคัลลานะ ๗ วัน แล้วพระที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาร้อยแปดพันเก้า ปฏิบัติมาล้มลุกคลุกคลานมากมาย มันอยู่ที่เวรที่กรรมของสัตว์

ดูพระอานนท์สิ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ๔๕ ปี เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อานนท์ เธออย่าเสียใจ อย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้ไป อีก ๓ เดือนข้างหน้า เขาจะมีสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาตรัสรู้ธรรมแล้วอบรมบ่มเพาะอยู่ ๔๕ ปีไง เวลาอายุ ๘๐ ปีปรินิพพาน พระอานนท์ เวลา ๘๐ ปีถึงได้เป็นพระอรหันต์ไง อายุไป ๑๒๐ ปีแน่ะ ยังอยู่ไปอีก ๔๐ ปี นั่นพระอานนท์น่ะ

คนมันอยู่ที่อำนาจวาสนา อยู่ที่บุญบารมี อยู่ที่ผู้มีอำนาจวาสนา พระอานนท์เป็นเอตทัคคะตั้ง ๓–๔ แขนง เป็นผู้เป็นสัพพัญญู เป็นผู้มีคุณธรรมมากต่างๆ เพราะเขาทำของเขามา เขาสร้างคุณงามความดีมา แล้วเวลาบรรลุเป็นพระอรหันต์ในวันทำสังคายนา ดำดินมาเลย

ก่อนหน้านั้นเวลาทุกข์ยากนะ เพราะพระโสดาบัน ในธรรมและวินัยในพระไตรปิฎก เวลาสิ่งที่ว่าพระกับภิกษุณีไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นอรหันต์ เป็นผู้ที่มีคุณธรรมนะ พระอานนท์คอยดูแล เพราะว่ารู้ไม่เท่าเขา

แต่เวลาพระอานนท์ วันทำสังคายนา เขาจะสังคายนากันอยู่พรุ่งนี้แล้ว ทำไมยังไม่เป็นพระอรหันต์สักที องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ไง ก็คิดถึง คิดถึงก็ส่งออกไง เฮ้อ! ไม่ไหวแล้ว เพราะนั่งวิปัสสนามาเกือบทั้งคืนแล้ว ขอพักผ่อนหน่อย

พอปล่อย ปล่อยจากคำพยากรณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปล่อยจากการส่งออกทั้งหมดไง เวลามันย้อนกลับเข้ามาไง ย้อนกลับเข้ามา เห็นไหม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางด้วยดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรม มรรค อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา เป็นพระอรหันต์เลย

นี่ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ด้วยสัจจะด้วยความจริง เวลาเขาทำสังคายนา ดำดินเลย โผล่ขึ้นมาท่ามกลางสงฆ์ ไม่มีใครถามพระอานนท์เลย

“อานนท์ เธอเป็นพระอรหันต์แล้วหรือ อานนท์เธอเข้ามาได้หรือ”

ไม่มีใครขัดแย้งเลย

พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์เป็นสัทธิวิหาริก พระกัสสัปปะเป็นประธาน ทำสังคายนาไง ทำสังคายนาถึงเป็นเถรวาทไง พระเถระ ๕๐๐ องค์ บัญญัติธรรมและวินัยให้ศึกษาให้ค้นคว้า ให้มีการกระทำไง โดยความสะอาดบริสุทธิ์ไง โดยข้อเท็จจริงไง ไม่ทำขอไปทีไง ไม่ทำสักแต่ว่าทำ ทำสักแต่ว่า ออเซาะฉอเลาะไง แล้วมันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไปหมดล่ะ

แต่เป็นเรื่องธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดจากศีล เกิดจากความปกติของใจ ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่หรอก สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือจิตของเรา จิตของเรา คนเรามีกายกับใจ ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยแค่ดำรงชีพ เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ ปัจจัย ๔ สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว

ครูบาอาจารย์ของเรา สิ่งที่ว่าเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยมันจะท่วมปอด มันจะท่วมกิเลส แล้วกิเลสเราส่งออก เฮ้ย! ไปวิตกกังวลอะไรกับมัน ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรเลย เช้าออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง มันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ได้ไม่ได้ไม่จำเป็น เพราะอะไร “มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเราไม่เข้มแข็ง ไม่แก่กล้า เราจะไม่ยอมนิพพาน”

เวลาเข้าหมู่ ถึงวันมาฆบูชาไง “มาร บัดนี้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเราเข้มแข็ง อีก ๓ เดือนข้างหน้า เราจะปรินิพพาน”

นี่ไง วางธรรมวินัยนี้ไว้ อุบาสก อุบาสิกาที่เป็นชาวพุทธ เขาหวังบุญกุศลของเขา เขารอใส่บาตรอยู่แล้ว นี่กินบุญของพระพุทธเจ้า กินบุญในพระพุทธศาสนา

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เป็นปุถุชนคนหนา เป็นชาวพุทธ เป็นอุบาสก อุบาสิกาไง แล้วมาบวชเป็นพระไง เราก็เป็นบริษัท ๔ ไง เราก็เลือกเอาสิว่าเราจะอยู่ในบริษัทไหน ถ้าเราบวชเป็นพระๆ เราเป็นนักรบแล้วมันไปวิตกกังวลอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้ให้หมดแล้ว

เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี่ก็เป็นอริยทรัพย์ การได้บวชเป็นพระๆ สมมุติสงฆ์ๆ เป็นนักรบ แล้วมึงจะรบไหม ถ้ามึงจะรบ รบกับอะไร

รบกับกิเลสในใจนี้ไง รบกับกิเลสด้วยสติด้วยปัญญา สติปัญญาเท่าทันมันเข้ามา นี่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ

ของเรา ธรรมขอไปที

ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ เวลาสังฆคุณที่เราสวดมนต์ เห็นไหม ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติให้สมกับแนวทางพระพุทธศาสนา แล้วมันทำสิ ทำให้มันสงบระงับเข้ามา

ถ้ามันสงบระงับเข้ามา นี่ไง เวลามีดวงเห็นธรรม พอพาดกระแสๆ เท้าเหยียบพื้น เหยียบพื้นก็จิตดวงนั้นมันดั่งแขนขาด มันขณะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันเป็นข้อเท็จจริงไง

ไอ้นี่ของเรา เราปุถุชนคนหนา แล้วธรรมขอไปที มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไง

ถ้าจะเอาเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เราก็ต้องทำความสงบของใจเข้ามา ทำสัมมาสมาธิไง ทำสัมมาสมาธิที่เป็นตัวเป็นตน เป็นตัวเป็นตนก็เป็นตัวเป็นตนไง เป็นตัวเป็นตนเพราะมันเห็นกิเลสไง ถ้ามันรู้มันเห็นกิเลสของมัน สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา กาย เวทนา จิต ธรรม ถ้ากาย เวทนา จิต ธรรม ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันเห็น มันเห็น มันเห็นกิเลส นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา

ในวงกรรมฐาน ในแนวทางที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางแนวทางไว้ ทุกคนเวลาบวชแล้ว “สายหลวงปู่มั่น สายหลวงปู่มั่น”

มั่นไหน

ถ้าสายหลวงปู่มั่นนะ ประวัติหลวงปู่มั่น ปฏิปทาฯ ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านเขียนไว้ นี่เป็นแนวทางที่ให้ยึดมั่น ให้มีการกระทำ

แล้วก็เรียกร้อง ไม่มีอาจารย์ ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่มีใครดูแล

ปฏิปทาธุดงคกรรมฐานไม่เห็นหรือ ปฏิปทาธุดงคกรรมฐานเขาทำกันอย่างไร แล้วประวัติหลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะสอนไว้อย่างไร มันไม่มีอยู่ตรงไหน

มันไม่มีเพราะธรรมขอไปทีไง อ้างธรรมะ ขอไปที แล้วก็ย่ำยีธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามันเคารพมันบูชา มันเคารพบูชา มโนกรรม สิ่งที่มโนกรรมมันไม่คิดไม่ทำ เห็นไหม

สิ่งที่มีคุณค่าๆ เวลาพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เห็นไหม

เราจะสร้างคุณงามความดี เราจะไม่ทำความชั่ว เราจะทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว

เพราะมันมีธรรม มีวิหารธรรม มีคุณธรรม ข้างนอกมันมีคุณค่าอะไร ข้างนอกมันเป็นเรื่องจริงตามสมมุติ จริงตามความเป็นจริงอย่างเอตทัคคะ ๘๐ องค์นั้น ถ้าเลิศ เลิศในทางลาภก็พระสีวลี เลิศในทางปัญญาก็พระสารีบุตร เลิศในทางฤทธิ์ก็พระโมคคัลลานะ ถ้าเลิศในทางวินัยก็พระอุบาลี ถ้าเลิศในการรู้วาระจิต พระอนุรุทธะ

เลิศคือความชำนาญไง แต่ข้อเท็จจริง อาสวักขยญาณทำลายหัวใจ ทำลายอวิชชาในหัวใจของพระอรหันต์ทุกๆ องค์แล้วถึงจะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา มันมีวิหารธรรม มันมีคุณธรรม มันเลิศแล้วเขาไม่เห็นตื่นเต้นอะไรเลย

ไอ้เรานี่จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เรามีอะไรเป็นจริงเป็นจังบ้าง

ถ้าเป็นจริงเป็นจัง เห็นไหม ถ้าพาดกระแส พาดกระแสมีดวงตาเห็นธรรม มันเข้าถึงภวาสวะ เข้าถึงภพ เพราะอะไร เพราะมันพาดกระแส ก็คือตัวภพมันพาดกระแส พาดกระแสด้วยธรรม ธรรม นี่ไง ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไง ไม่ลูบไม่คลำในศีลไง

แต่ถ้าเราเป็นปุถุชนคนหนาไง เราก็ต้องทำความสงบของใจเข้ามาเพื่อจะเข้าสู่ธรรมไง เข้าสู่ธรรมเป็นสัมมาสมาธิไง ถ้าสัมมาสมาธิจะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ไม่เคยเห็นกิเลสไง รู้จักกิเลสหรือเปล่า

ถ้าเห็นกิเลส เห็นไหม พิจารณากาย

ไอ้ที่ว่าเราพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม มันพิจารณาโดยที่ไม่รู้ไม่เห็น มันพิจารณาโดยความเกิดเป็นมนุษย์

เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์นะ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ เพราะมนุษย์มีกายกับใจ เวลาใจมีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ ธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ คือวัตถุธาตุ ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คือความรู้สึกนึกคิดไง

ความรู้สึกนึกคิด ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตตามความเป็นจริง มันจะเห็นเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เพราะมันเป็นขันธ์ ๕ ไง

แต่ที่มันยังทำความสงบของใจไม่ได้ไง มันก็เห็นเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกไง แต่เราก็ว่ามันเป็นขันธ์ ๕ มันเป็นขันธ์ ๕

เป็นตรงไหนวะ มันเป็นอย่างไรวะ

ถ้ามันเป็นขันธ์ ๕ คือจิตเห็นจิต จิตเห็นธรรม ธรรมารมณ์ ถ้าจิตเห็นธรรม จิตเห็นธรรมารมณ์ เพราะจิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตเห็นความคิด จิตเห็นความคิด นี่ไง หลวงปู่ดูลย์ นี่จิตนอกแล้ว

จิตกับนอก ไม่ใช่นอกจิต นอกจิตก็ไม่เห็นจิตไง ทำสมาธิไม่เป็นไง

จิตนอก จิตมันเห็นอารมณ์ เห็นความรู้สึกนึกคิดคือเห็นจิต ถ้าจิตมันจิตนอก จิตมันหยาบ เพราะว่าจิตมันหยาบ ถ้ามันเห็นจิต มันจับได้ จับได้มันเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ มันจับได้ มันพิจารณาได้ ถ้ามันพิจารณาได้อย่างนี้ มันพิจารณาได้ มันทำของมันได้ มันก็เห็นกิเลสไง เพราะมันเห็นกิเลส มันถึงจับต้องพิจารณาได้

เพราะไม่เห็นกิเลส ไม่มีเชื้อไข ไม่มีการกระทำ ทำไปทำไมวะ ทำไปเพื่ออะไรวะ เฮ้ย! แล้วกิเลสมันอยู่ไหนล่ะ แล้วกิเลสมันเป็นตัวไปได้อย่างไรวะ

แต่ถ้ามันเห็นสติปัฏฐานตามความเป็นจริง มันเห็นกิเลส แต่แก้กิเลสไม่ได้ มันยังไม่มีความสามารถพอ ถ้าไม่มีความสามารถพอไง มันมีการกระทำให้มากขึ้น ถ้ามันเห็นกิเลส คำว่า เห็นกิเลส นะ มันชัดเจนมาก เห็นกิเลสคือมันรู้ เออ! เออ! เออ! นี่กิเลส แล้วกิเลสใคร ก็กิเลสเรา อ๋อ! แต่เดิมเราไม่รู้เลยเว้ย เราก็เห็นไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่าเราเห็น แค่เห็นนะ แค่เห็นๆๆ มันไม่รู้ไม่เห็น มันถึงปฏิเสธไปทุกๆ เรื่องไง ธรรมขอไปที

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเทศนาว่าการไว้มาก หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าท่านเสียดายมาก มันไม่มีเทป ถ้ามีเทปนะ มันจะมีแง่มุมของที่หลวงปู่มั่นเทศน์ไว้ เทศน์ไว้ก็มีมุตโตทัยเท่านั้นที่จดจารึกกันโดยชวเลข

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ท่านก็นั่งฟังอยู่ด้วย เพราะอะไร เพราะไม่รู้เขียนไม่ได้ ไม่รู้ทำไม่ได้

ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา สิ่งที่มันรู้มันเห็น ถ้ามันเข้าใจของมัน ผู้นั้นเป็นผู้รู้ ผู้นั้นเป็นผู้เห็นกิเลส ถ้ามันรู้มันเห็นกิเลสขึ้นมา ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันใช้ปัญญาของมันไปได้

ถ้าใช้ปัญญาไปได้นะ มันแยกมันแยะ เห็นไหม ถึงจะเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ มันแยกของมัน แยกออกมา พอแยก นี่ตทังคปหาน ชั่วคราวๆๆ ทั้งนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเหนียวแน่นเท่าแก่นกิเลส

ในวัฏฏะนี้ สิ่งที่เป็นความเหนียวแน่น สิ่งที่เป็นความร้อยรัดจิตวิญญาณของสัตว์โลกคือสังโยชน์ คือกิเลสเครื่องร้อยรัด แล้วไม่รู้และไม่เห็น ไม่มีการแยกแยะสิ่งใด มันจะเป็นต้นเหตุ เห็นไหม

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

พระสารีบุตรฟังเทศน์พระอัสสชิครั้งแรก

พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะกับลูกศิษย์ลูกหาไปศึกษากับสัญชัย เป็นลูกศิษย์ของสัญชัย ศึกษาค้นคว้ามามากมายมหาศาล ไม่รู้จักกิเลสและไม่เห็นกิเลส แล้วไม่รู้วิธีการทำอย่างไร ไม่ใช่ๆ ก็ศึกษาค้นคว้าไปโดยการส่งออก คิดว่าเป็นการกระทำ

เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษาค้นคว้ามากับเจ้าลัทธิต่างๆ ก็เป็นอย่างนี้ เป็นทางโลก โลกียะ โลก โลกคือความยึดมั่นถือมั่นของกิเลส ของความรู้สึกนึกคิดของคน แล้วทำได้อย่างนั้น มีปฏิกิริยาขึ้นมาเพราะมันเป็นอภิญญา อภิญญาคือกำลังของจิต กำลังของจิตเหาะเหินเดินฟ้า ระลึกต่างๆ เป็นกำลัง แต่ไม่ใช่มรรค แล้วเข้ามาสู่ใจของตนไม่ได้

เวลาธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตน ถ้าเข้าไปสู่ใจของตน เวลามันย้อนเข้าไป เพราะมันรู้กิเลส มันเห็นกิเลส มันรู้จักกิเลส

แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ทำสิ่งใดไม่ได้ ทำสิ่งใดไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันไม่ชอบด้วยสัมมาสมาธิไง เพราะสมาธิเป็นมิจฉาไง

สิ่งที่เป็นสัมมาสมาธิแล้ว มันเสถียรหรือไม่เสถียร

ถ้าไม่เสถียร มันก็ทั้งส่งออก ทั้งผ่อนหนักผ่อนเบา มันไม่สมดุล มันไม่พอดี ก็ต้องศึกษา ก็ต้องค้นคว้า ก็ต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการกระทำของคน ถ้ามีการกระทำของคนที่ภาวนาเป็น ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง มันไม่ใช่ทำขอไปที

มันต้องทำจริงทำจังของเขา แล้วทำจริงของเขา ถ้าสติปัญญามันเท่าทันนะ มันก็วาง วางก็ชั่วคราวไง วางเห็นกิเลส เผชิญหน้ากับกิเลส แต่ความเหนียวแน่น ความที่มันยึดครองจิตที่ไม่มีต้นไม่มีปลายมา มันไม่มีต้นไม่มีปลายมาตลอดล่ะ

แล้วทำไมพาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ล่ะ

โอ้โฮ! เขาปฏิบัติสละตายมากี่รอบ

เวลาพระปฏิบัตินะ ถือเนสัชชิกไม่นอน ถือการประพฤติปฏิบัติเต็มที่เลย ปฏิบัติขนาดไหนแล้วมีเหตุมีผลตรงไหน แล้วเวลาที่เขาปฏิบัติมาแต่ละภพแต่ละชาติ เขาฝังจนเป็นจริตเป็นนิสัยของเขามาแล้วไง

จริตนิสัยก็เป็นจริตนิสัย อำนาจวาสนาก็เป็นอำนาจวาสนา แต่ถ้าไม่เข้าสู่มรรค ไม่เข้าสู่สัจจะ ไม่เข้าสู่ความจริง ไม่เข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พระพุทธศาสนาก็พุทโธ พระพุทธศาสนาก็ภวาสวะ ก็ภพ ก็ตัวใจนั่นแหละ ถ้ามันเป็นจริง ถ้ามันเป็นจริง มันจะย้อนกลับเข้ามาๆ เห็นไหม นี่ขนาดว่านี่เริ่มต้นนะ บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ละเอียดกว่านี้ เพราะอะไร สติ มหาสติ ปัญญาญาณละเอียดลึกซึ้งกว่านี้เยอะมาก

ไอ้นี่แค่ปัญญาของแต่ละบุคคล ด้วยอำนาจวาสนาบารมีของคนมีมากน้อยขนาดไหนก็ต้องฝึกหัดค้นคว้าการกระทำขึ้นมาเพื่อเข้าสู่สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิคือตัวภพ ตัวจิตของตน แต่มันที่เป็นตัวเป็นตนๆ แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันก็เป็นจริงเป็นจังที่หัวใจดวงนี้ไง ถ้าหัวใจดวงนี้มันรู้มันเห็นของมัน มีสัจจะมีความจริง มีความละเอียดรอบคอบ ถ้ามันจะหลุดไม้หลุดมืออย่างไรขึ้นมา เราก็พยายามฝึกหัดให้มันมากขึ้น ฝึกหัดให้มากขึ้น ถ้ามันผิดพลาดมันไป เริ่มต้นใหม่ๆ

เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันผิดพลาดบ้าง ทำไมมารมันฉุนมันเฉียว มันน้อยเนื้อต่ำใจ เวลาทำความผิดพลาดอย่างอื่นมากมายมหาศาล ทำไมมันทำของมันได้ เวลามันฝึกหัดปฏิบัติ เวลามันจะผิดพลาด มันจะดิ้น ดิ้นงออยู่อย่างนั้นเป็นอย่างไร ก็ไม่เป็นไร

เอาใหม่ เอาใหม่ มีประสบการณ์ แล้วมันก็จะละเอียดรอบคอบขึ้น แล้วถ้าทำให้มันมากขึ้น อ๋อ! ถ้ามีความสงบ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ใช้ปัญญา มันจะมีความคมกล้า สติปัญญามันจะเข้มข้น เข้มข้นขึ้นมาเพราะมันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน เวลาใช้ไปแล้วถ้ามันเริ่มเสื่อม เริ่มไม่คมกล้า ถ้าทำต่อไปมันก็จะล้มลุกคลุกคลาน

วาง กลับไปพุทโธ กลับไปทำความสงบของใจ

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมันต้องไปด้วยกัน

ถ้ามันไม่ไปด้วยกันนะ เรามีความมุมานะ เราจะทำของเรา ธรรมขอไปทีๆ ขอทีเดียวเท่านั้นน่ะ ทีเดียวให้ขาดเลย

ขอไปเถอะ ขอจนตาย เพราะคำขอคืออารมณ์ของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเรา แล้วกิเลสมันฟังไหม กิเลสมันยอมไหม แก่นของกิเลสนี่ เพราะอะไร

เพราะก่อนที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติ กิเลส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสคือความชอบใจของตน กิเลสคือความรู้สึกนึกคิดของตน กิเลสคือจริตนิสัยเรานี่แหละ แล้วเราก็ต้องเอาจริตนิสัยของเราฝึกหัดปฏิบัติเข้ามา ปฏิบัติเข้ามาเพื่อค้นหากิเลส ถ้าค้นหากิเลส เห็นกิเลส เป็นผลงานอย่างยอดเยี่ยมนะ ใครเห็นกิเลสก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ไอ้ที่ล้มเหลวล้มลุกคลุกคลาน “สติปัฏฐาน ๔ แนวทางสติปัฏฐาน ๔”

มึงนึกเอาทั้งนั้นน่ะ มึงนึกเอา วิปัสสนึกไง มันก็เป็นแนวทางปฏิบัตินะ มันก็ต้องเป็นแนวทาง เป็นแนวนึกเอา ปฏิบัติเอา ฝึกหัดให้เป็นแนวทางมา

นี่ไง เวลาทำความสงบของใจเข้ามาแล้ว ทำความสงบของใจเข้ามาแล้วอยากจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วทำไมมันมีขึ้นมาไม่ได้ล่ะ

ก็ให้นึกขึ้นมาไง ให้น้อมนึกมันขึ้นมา คือสร้างมันขึ้นมา สร้างมันขึ้นมาเพราะอะไร เพราะมันเป็นนามธรรมจนที่มันไม่แสดงตัวตนเลย

เราทำความสงบแล้ว คนจะวิตกวิจารณ์มาก แล้วถามมาเยอะมาก

เมื่อไหร่จะวิปัสสนาครับ ทำความสงบของใจ ทำสมาธิก็ทำไม่เป็น ทำสมาธิ กว่าจะทำสมาธิได้ แล้วทำสมาธิได้แล้วค่อยยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วเมื่อไหร่จะวิปัสสนาครับ วิปัสสนาแล้วจะทำอย่างไรครับ

นี่เริ่มต้น คนถามมามากมายเพราะอะไร เพราะชาวพุทธด้วยกัน อำนาจวาสนาของคนเหมือนกัน สูง ต่ำ ดำ ขาวแตกต่างกัน แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าไม่เป็น มันก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ วิปัสสนึก นึกเอา เห็นเอา ร้อยแปดพันเก้า มันก็ต้องนึกขึ้นมา

ถ้านึกขึ้นมา มันเป็นไม่เป็นล่ะ

ถ้าทำความสงบของใจแล้ว กายก็ไม่รู้จัก สิ่งที่จะวิปัสสนาก็จะเริ่มต้นตรงไหน แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร

พระกรรมฐานอย่าว่าวิปัสสนาเลย สมถะมันยังทำกันไม่เป็น สมาธิมันวิปัสสนึก มันนึกสมาธิทั้งนั้นน่ะ มันคาดมันหมาย มันว่าเป็นสมาธิ ไอ้ว่างๆ ว่างๆ นั่นล่ะ ไอ้นั่งจนนั่งหลับนั่นน่ะ นั่งจนหัวตกก้นขวิด ไม่ได้อะไรเลยน่ะ

แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์กองทัพธรรม ทำไมท่านอยากให้คนปฏิบัติล่ะ ก็ฝึกหัดขึ้นมา เพราะทาน ศีล ภาวนา ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่าถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้หนหนึ่ง

มีการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นจริตเป็นนิสัยขึ้นมาของชาวพุทธ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะก็สร้างสมบุญญาธิการของเขาขึ้นมา พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะปรารถนาอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา ก็ต้องได้สร้างอำนาจวาสนามากกว่าพระอรหันต์โดยปกติธรรมดา

พระอรหันต์โดยปกติธรรมดา เอตทัคคะ ยังได้วาสนาแตกต่างกัน มันแตกต่างกันไปทั้งนั้น มันไม่มีอะไรเหมือนอะไรหรอก มันเป็นตามความเป็นจริงของสิ่งสิ่งนั้น มันไม่มีอะไรเหมือนกับอะไร

แต่มี มีกิเลสไง มีความยึดมั่นถือมั่นไง มีความอยากได้อยากเป็นไง แล้วเป็นไหม

เราก็มีความนึก ความอยากได้อยากเป็นทั้งนั้นแหละ แต่เวลาเราปฏิบัติแล้วเราอยากได้ความจริง เราไม่อยากได้ความเหมือน ความเป็นจากของใครทั้งสิ้น เราอยากได้เป็นความจริงในใจของเรา

ถ้าเป็นความจริงในใจของเรานะ จะล้มลุกคลุกคลานมามากน้อยขนาดไหน เราก็จะตั้งสัจจะของเรา เราจะทำตามความเป็นจริงของเรา ถ้าจิตมันสงบเป็นสัมมาสมาธิได้ มันก็เข้าสู่ตัวตนจิตของเรา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ จิตตภาวนา จิตออกก้าวเดินแล้ว แล้วถ้ามีดวงตาเห็นธรรม เห็นไหม ธรรม ดวงตาเห็นธรรม ธรรม จิตพาดกระแส จิตถึงธรรม อบายภูมิจบ ไม่ไปอบายภูมิ เพราะพระโสดาบันอีก ๗ ชาติเท่านั้น

แล้วเวลาปฏิบัติไปๆ นี่ผลของวัฏฏะไง ผลกับจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง แล้ววัฏฏะมันเป็นอย่างไร กามภพ รูปภพมันอยู่ที่ไหน จิตนี้หรือที่มันเป็นอยู่

ไม่ใช่ จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่างหาก แต่จิต เพราะมันมี กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง จิตมันมีภวาสวะ มันมีภพไง ที่ละเอียดที่ลึกซึ้งที่เป็นนามธรรม แต่เวลาประพฤติปฏิบัติเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไปลึกกว่านั้น เพราะมันลอกออก มันเพิกออกเป็นชั้นๆ เลย เป็นชั้นๆ เห็นไหม

ดูสิ มะพร้าว เปลือกมะพร้าวนี่พระโสดาบัน กะลานั่นน่ะสกิทาคามี เนื้อมะพร้าวนั่นน่ะอนาคามี น้ำมะพร้าวใสสะอาด เวลาสิ้นสุดแห่งทุกข์ไง

จิตมันเพิกมันถอนเป็นชั้นๆๆ เข้าไปไง

เวลาเป็นชั้นๆ เข้าไปด้วยอะไรล่ะ

ด้วยวุฒิภาวะของจิตดวงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาเกิดเป็นเราอยู่นี่ไง เกิดเป็นเราไม่มีวาสนา ไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่มีวาสนา ไม่ได้มาบวชเป็นพระ ไม่มีวาสนา ไม่สนใจในพระพุทธศาสนาในการฝึกหัดปฏิบัติ

เพราะเรามีวาสนา มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วทำให้เป็นตามความเป็นจริงของเราขึ้นมาไง ไม่ใช่ธรรมขอไปที ธรรมจริงๆ ธรรมและวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ

ไอ้ของเราธรรมขอไปที ธรรมกิเลสไง ธรรมของกิเลส กิเลสที่มันแก่นกิเลสนี่ ที่เรากำลังฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่นี่ เราจะฝึกหัดปฏิบัตินะ “มาร เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า”

ไม่ดำริถึงเจ้า เพราะเราได้ฆ่าได้ทำลายไง วิมุตติสุขๆ มันวิมุตติสุข มันสมบูรณ์แบบในธรรมอันนั้น ฉะนั้น มารถึงไม่มี มารมันถึงได้ตายไปไง

เวลามารมันดิ้นพราดๆๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเยาะเย้ยเลย

ไอ้เราไม่รู้ไม่เห็น แล้วประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทางกิเลส ธรรมขอไปที ขอไปทีเหมือนไฟไหม้ฟาง สะเพร่า มักง่าย ไม่มีสติปัญญาทบทวน มันเสียโอกาสไง

แค่เกิดชาตินี้มันก็มีอำนาจวาสนา แล้วมาบวชเป็นพระๆ เพราะกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติไปแล้ว ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้นี่ อื้อหืม!

มันใครทำไว้วะ ใครมาทำไว้ให้เนี่ย แล้วคนทำไว้ให้ไม่มีบุญไม่มีคุณอะไรเลยหรือ บุญคุณมากมายมหาศาล แล้วเราเกิดมาเราพบ เป็นบุญของใคร มันไม่ใช่บุญของเราเหรอ แล้วเวลาปฏิบัติทำไมมันทุกข์ยากขนาดนี้

ก็กิเลสเอ็งไง กิเลสมันเสียดแทงใจ ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อารมณ์ชั่ววูบมันไป จบเลยนะ

เวลาครูบาอาจารย์ท่านถึงอบรมบ่มเพาะไง หนึ่งไม่เอา อย่าให้ทำครั้งแรก ถ้ามีหนึ่ง มีสอง มีสาม มีสี่เลย

ถ้าหนึ่งนะ จะทำ ฝืนมัน ฝืนมันคือฝืนกิเลส อดนอน ผ่อนอาหารนี่ทั้งนั้นน่ะ อดนอน ผ่อนอาหารคือตัดแข้งตัดขาของมัน ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักกิเลสนี่แหละ แต่เราก็ตัดแข้งตัดขาไม่ให้มันอ้วนพี ให้มันใหญ่โตในหัวใจของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้มันมีความสงบระงับเข้ามาให้ได้

ถ้าสงบระงับเข้ามา กิเลสสงบตัวลงนะ กิเลสสงบตัวลง จิตถึงเป็นสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดภาวนามยปัญญา แต่ถ้าจิตมันไม่สงบนะ เอ็งคิดเท่าไรมันคิดโดยสัญชาตญาณ คิดโดยโลก คิดโดยกิเลส จะคิดธรรมะไง ทรงจำธรรมวินัยๆ

ทรงจำธรรมวินัย พูดวินัยนะ พูดธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พูดแบบนั้นแหละ พูดแบบเราพูดนี่ล่ะ แต่นั่นเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ของเราล่ะ เราก็พูดอย่างนั้นน่ะ โดยกิเลสไง

แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา กิเลสสงบตัวลง แล้วฝึกหัดปฏิบัติ คำว่า ฝึกหัดปฏิบัติ” เวลาภาวนามยปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิมันจะคมกล้า คมกล้านั่นน่ะคือโอกาส นั่นน่ะคือการกระทำ นั่นน่ะคือจักรมันเคลื่อน แล้วมันจะเร็วที่เราเห็นเป็นปัญญาที่มันเคลื่อนเลย

แต่ถ้ามันเป็นทางโลก นี่กงจักร กงจักรมันตัดขาดทั้งนั้นน่ะ มันทำลายเราทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นธรรมจักร ทั้งที่ธรรมจักรถ้ามันหมุนไปแล้ว

แล้วถ้าหมุนแล้วทำไมมันไม่ให้ผลประโยชน์กับเราล่ะ

ผลประโยชน์มันจะเกิดขึ้น ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือสิ่งที่เกิด สิ่งนี้เป็นโลก เป็นสมมุติ เป็นสัจจะความจริง จริงตามสมมุติ

แล้วธรรมจักรๆ มันก็สมมุตินะ สมมุติที่เราทำขึ้นมานี่ไง สมมุติที่เราทำขึ้นมา แล้วเวลาถ้ามันสมบูรณ์แบบของมันไง นี่ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ เพราะอะไร

เพราะเวลาถ้ามันขาด มันต้องดับไปทั้งหมด กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ มันแยกหมด แยกออกจากหมดเลย แล้วกิเลสขาดไป นี่เวลาพาดกระแสไง แล้วเวลามันขาด แยกออกไป

หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะท่านถาม แล้วมันเหลืออะไร ใคร มันเหลืออะไร เหลือสิ่งใด ใครเป็นคนรู้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้อย่างไร

อริยสัจ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น รู้ รู้เหมือนกัน จะทำอย่างใด ทำขนาดไหน ทำที่ใด เวลาเป็นเหมือนกัน แล้วเป็นด้วยอะไร

นิโรธ ดับเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคล ๔ คู่ ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยการปฏิบัติ ไม่ใช่ธรรมขอไปที

ธรรมขอไปที ปฏิบัติเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ทุกข์ยากเหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระไตรปิฎกพูดเหมือนกัน

ทำเหมือนกัน ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่เวลาผู้ที่ทำมันสดๆ ร้อนๆ มันสันทิฏฐิโก เกิดจากจิต จิตที่รู้ไม่มีกาลไม่มีเวลา เวลาไม่เกี่ยว สิ่งใดไม่เกี่ยว ธรรมนั้นเป็นปัจจุบันธรรม ปัจจุบันเดี๋ยวนั้น เอวัง