เทศน์บนศาลา

กิเลสล่อ

๓o ก.ย. ๒๕๖๘

กิเลสล่อ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมๆ มีรัตนะสอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ ไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศธรรมๆ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์นี้ เทศนาว่าการจนเป็นพระโสดาบัน อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์ๆ ยสะอีก ๕๔ องค์ ภิกษุ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ นั้นคือสัจธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนามีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย ผู้ที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เขามีอำนาจวาสนาได้นับถือพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธศาสนา หัวใจเขาไม่ว้าเหว่ หัวใจเขามีที่พึ่งที่อาศัยของเขา เขามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีพุทโธประจำหัวใจของตน มีทาน มีศีล มีภาวนา เพื่อเป็นหลักดำรงชีวิตของเขา

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ถ้าพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นทางโลกๆ เขาก็หาอยู่หากินของเขา ทำบุญตักบาตรขึ้นมาเพื่อบุญเพื่อกุศลของตน ถ้ายังเป็นผู้ที่มีศรัทธา ถ้าผู้ไม่มีศรัทธา เขาก็นับถือพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธศาสนาเพราะเขาเกิดเป็นมนุษย์ไง

มนุษย์มีศักยภาพ ทำความดีก็ได้ ทำความชั่วก็ได้ ถ้าทำคุณงามความดีของตนมันก็เป็นบุญเป็นกุศล ถ้าทำความชั่วของตนมันก็เป็นบาปอกุศล

แต่ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” คนเขามองเห็นกันอย่างนั้นไง เพราะมองเห็นแต่พฤติกรรมภายนอกเขาเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง กรรมเก่ากรรมใหม่ของเขา เขาทำสิ่งใดของเขามาเขาถึงได้มีอำนาจวาสนามาแบบนั้น ถ้าเขาเป็นบาปเป็นอกุศลขึ้นมา เวลาคนเกิดมามีแต่ความทุกข์ความยากประจำหัวใจของตน ถ้ามีความทุกข์ความยากประจำหัวใจของตน นั้นมันมาจากไหนล่ะ

เวลาในทางโลกไง คนเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน สิทธิเสรีภาพเหมือนกัน แต่ความทุกข์ความยากแตกต่างกัน คนที่เขามีความสุขของเขาๆ มีความสุขของเขาเพราะเขามีสติสัมปชัญญะ เขามีสติของเขา เขามีสติปัญญาของเขา เขารักษาชีวิตของเขาไง เห็นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรื่องธรรมดาของเขา เขาไม่วิตกวิจารณ์ของเขา เขามีหลักการดำรงชีวิตของเขา

แล้วถ้าเราล่ะ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระเป็นนักปฏิบัติ ถ้าเป็นนักปฏิบัติเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาไง เราภูมิใจว่าเราบวชเป็นพระแล้วเราเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระปฏิบัติ

เวลาเขาบวชเป็นพระแล้วเขาศึกษาเล่าเรียนของเขา ศึกษาเล่าเรียนของเขาเป็นวิชาความรู้ แต่โดยต้นกำเนิด ต้นกำเนิด ชีวิตนี้มาจากไหน ชีวิตเวลาเกิดขึ้นมา เกิดจากพ่อจากแม่ไง พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกไง เราเกิดมาเกิดด้วยเวรด้วยกรรมของเราไง ถ้าเกิดด้วยเวรด้วยกรรมของเรา ถ้ามีวาสนาของเราได้นับถือพระพุทธศาสนา ถ้านับถือพระพุทธศาสนา เวลาโตขึ้นมาแล้วเราเห็นภัยในวัฏสงสาร เรามาบวชเป็นพระเป็นนักรบ จะรบกับใคร

จะรบกับใครนะ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ถ้ารบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน เวลาเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วเรามาบวชพระ บวชพระขึ้นมา ถ้าบวชแล้วก็ต้องมีการศึกษา ถ้ามีการศึกษาเป็นวิชาความรู้ ความรู้ในพระพุทธศาสนา

แต่เราบวชเป็นพระ เราบวชเป็นพระปฏิบัติ เป็นพระปฏิบัติขึ้นมา เราจะศึกษาค้นคว้าจากความเป็นจริง ถ้าศึกษาค้นคว้าจากความเป็นจริง เวลาครูบาอาจารย์ของเราอบรมบ่มเพาะ อบรมบ่มเพาะ สิ่งที่ศึกษามาเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาของเรา ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา

ฟังเทศน์ๆ ฟังเทศน์ๆ ก็อบรมบ่มเพาะหัวใจของตน แล้วถ้าเราฝึกหัดล่ะ ฝึกหัดขึ้นมา เราเริ่มต้นฝึกหัด เราบวชมาแล้วเรามีครูมีอุปัชฌาย์อาจารย์ อุปัชฌาย์อาจารย์ท่านอบรมบ่มเพาะอย่างใด ก็ฝึกหัดปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ของเราขึ้นมา ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราเจอครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เป็นครูบาอาจารย์ที่เคยอบรมบ่มเพาะที่ดีงาม

ถ้าเราเกิดมาด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์ คนเรามันเข้ากันด้วยธาตุ เห็นสิ่งใดแล้วมันพอใจ พอใจสภาพแบบนั้นไง นี่กาในฝูงหงส์ เวลากาในฝูงหงส์ เป็นกา กามันไม่ใช่หงส์

เวลาเป็นหงส์ๆ เราบวชเป็นพระขึ้นมา อุปัชฌาย์อาจารย์ยกเข้าหมู่ ประพฤติปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าครูบาอาจารย์ของเรานะ

ในภาคปริยัติเขาก็มีการศึกษานั่นแหละ ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก แล้วถ้าศึกษาบาลี ศึกษาบาลีเพื่ออะไร เพื่อเป็นกุญแจไขตู้พระไตรปิฎก เป็นวิชาความรู้ไง วิชาความรู้ศึกษาเรื่องอะไร

เรื่องอวิชชา เรื่องพญามารไง เวลาพญามารในหัวใจของตนไง เวลาธรรมาธิษฐาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พญามาร ผจญมารไง เวลาในพระพุทธรูป พระตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางมารวิชัยชนะมาร เวลาชนะมาร ครอบครัวของมาร

เวลาอบรมบ่มเพาะ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาที่มีสติมีปัญญา เวลาฝึกหัดเป็นมรรคที่เป็นสติปัญญาไล่ต้อนกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

เวลากองทัพมารๆ กองทัพมารทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้พ้นจากการประพฤติปฏิบัติอันนั้น นี่กองทัพมารๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางมารวิชัย เท้าจรด มือระหว่างเท้า ระหว่างหัวเข่าจะจิ้มลงสู่แม่พระธรณี

เราได้ทำคุณงามความดีมากมายมหาศาล เวลาพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สิ่งที่ได้ทำมา เวลาทำมา กรวดน้ำต่างๆ แม่พระธรณีเป็นพยาน แม่พระธรณีบีบมวยผม

สิ่งที่ทำมาๆๆ สิ่งที่เป็นน้ำซัดพญามารทั้งกองทัพเป็นธรรมาธิษฐาน แต่ความจริงๆ ล่ะ ถ้าความจริงนะ เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะเอาความจริงของเรา เวลาเราเกิดมา เกิดมาจากไหน

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง จิตตภาวนาๆ ทำความสงบหัวใจเข้ามาให้ได้ก่อน ถ้าทำความสงบหัวใจขึ้นมาให้ได้ ถ้าจิตสงบแล้วมันจะมีความสุขของตนขึ้นมาบ้าง ถ้าไม่ทำความสงบของใจ อวิชชาคือความไม่รู้ พญามารคือความฟุ้งซ่าน นิวรณธรรม ๕ กางกั้นสมาธิ คือทำความสงบของใจ

เวลาใจที่มันทุกข์มันยากขึ้นมา เห็นไหม ความคิดเกิดดับๆ เวลาเกิดความคิดขึ้นมา เกิดสัญญาอารมณ์ขึ้นมาในหัวใจของตน สัญญาอารมณ์ขึ้นมาในหัวใจของตน สิ่งที่เป็นดีงาม คนที่มีบุญกุศลเขาคิดแต่เรื่องสิ่งดีงาม เขาจะมีความสุขในหัวใจของตน สิ่งที่เวลากิเลสมันบีบมันคั้นขึ้นมามันมีความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ มันไม่พอใจสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ทำสิ่งใดที่มันจะประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนมันก็ไม่พอของมันไง

กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันล้นฝั่ง มันไหลไม่มีวันจบวันสิ้นอยู่บนหัวใจของเรานั่นแหละ

ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา เรายับยั้งของเรา พยายามทำความสงบของใจของเราเข้ามาให้ได้ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ก็เพื่อกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันสงบตัวลง ไม่ให้กิเลสมันล้นฝั่งไง ถ้ากิเลสมันสงบตัวลง มันพอใจ มันพอใจสิ่งที่เราทำได้ มันพอใจสิ่งที่เรามีของเรา มันพอใจในความเป็นอยู่ของเรา เห็นไหม มันสงบตัวลง สงบตัวลงไง

เวลาทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี คำว่า จิตสงบไม่มี” เพื่อความสุขความสงบในหัวใจของตน

จิตของเราถ้ามันทุกข์มันยาก กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันล้นฝั่ง ล้นฝั่งด้วยอวิชชาด้วยพญามาร แล้วเราเอาสิ่งนั้นไปศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ทุกข์มันก็ยาก เห็นไหม

เวลาศึกษาทางภาคปริยัติ ท่องบ่นท่องจำขึ้นมาให้ได้มีวิชามีความรู้ วิชาความรู้ขึ้นมาก็จะให้รู้เท่าทันอวิชชาคือในหัวใจของตน แล้วเวลาศึกษาขึ้นมามีความรู้แล้วมันก็เหมือนทางโลกเขา ถ้าทางโลกเขา วิชาความรู้ของเขานั่นเป็นวิชาชีพไง

นี่ก็ศึกษามาๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทรงจำธรรมวินัย ทรงจำธรรมวินัยก็ทรงจำธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นศาสดา เราก็ศึกษาทรงจำมา ทรงจำมาเป็นวิชาความรู้ วิชาความรู้ไว้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ไว้อบรมบ่มเพาะประชาชนชาวพุทธขึ้นมาให้เข้าใจในพระพุทธศาสนา แต่ข้อเท็จจริงล่ะ

เวลานก นกขุนทอง นกขุนทองมันพูดได้ เวลาเขาฝึกอบรมบ่มเพาะให้มันพูด “แม่จ๋าๆ พอแม่จ๋า เขาก็ให้มันกินกล้วยๆ นกขุนทองมันจะเข้าใจคำว่า แม่จ๋า” หรือไม่ แต่มันพูดแม่จ๋าได้นะ

นี่ก็เหมือนกัน เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิชาความรู้ วิชาความรู้เป็นวิชาความรู้ในการทรงจำธรรมวินัย ในทรงจำในภาคปริยัติ ปริยัติมีการศึกษามาแล้ว เขาศึกษามาแล้วให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ วิชาความรู้นั่นน่ะ เราฝึกหัดขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

ถ้าฝึกหัดขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน เห็นไหม มันทุกข์มันยากนะ จะทำสิ่งใดมันขัดมันแย้งไปทั้งนั้นน่ะ มันขัดมันแย้งไปด้วยอวิชชา ขัดแย้งด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราไม่เคยชนะมันได้ ไม่เคยทำให้มันสงบระงับได้

เวลาสงบระงับเข้ามา เห็นไหม

“โปฐิละใบลานเปล่า โปฐิละใบลานเปล่า”

เขามีวิชาความรู้ของเขาเหมือนกัน เขาเทศนาว่าการจนมีลูกศิษย์ลูกหา ๕๐๐ ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “โปฐิละใบลานเปล่ามาแล้วหรือ โปฐิละใบลานเปล่ากลับแล้วหรือ”

เขาได้สติได้ปัญญาของเขา เขาจะฝึกหัดปฏิบัติ

ใบลาน ศึกษาขึ้นมามีวิชามีความรู้เทศนาว่าการจนเป็นเกจิอาจารย์ใหญ่โต ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “ใบลานเปล่า ใบลานเปล่า”

นี่ก็เหมือนกัน ที่เราศึกษาๆ มา ศึกษามาเป็นวิชาความรู้ ถ้ามีวิชาความรู้แล้ว ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ได้ตามข้อเท็จจริงขึ้นมา มันจะเป็นความรู้ที่แจ่มแจ้ง มันมีความรู้ที่วิปัสสนาคือรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน มันยิ่งมหัศจรรย์

การศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันก็เป็นความมหัศจรรย์นะ พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก มีคุณค่าจนมีสมาคมบาลีไวยากรณ์ของโลก มันมีคุณค่าๆ ใครศึกษาแล้วมันมหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ มันแปลกประหลาด ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจทะลุปรุโปร่งมาตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว มนุษย์เกิดมาจากอะไร มนุษย์เกิดมาได้อย่างไร อยู่ในครรภ์ ๙ เดือน เวลาเกิดมา เกิดมาเป็นคนขึ้นมา ออกมาแล้ว โดยวินัยๆ สิ่งที่ฆ่ามนุษย์ๆ ฆ่ามนุษย์ตั้งแต่ตอนไหน มนุษย์ตั้งแต่ในครรภ์หรือตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เวลาวินัย เวลาตัดสินนี่ชัดเจนเลย

แล้วเวลาธรรมล่ะ

อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ แล้วใครศึกษา แล้วใครศึกษาใครค้นคว้า แล้วค้นคว้า ค้นคว้ามาจากของใคร ถ้าค้นคว้า

เวลาจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาๆ

ไม่ต้องปฏิรูป พระพุทธศาสนาทำสังคายนาๆ พระพุทธศาสนายอดเยี่ยม มหัศจรรย์อยู่แล้ว จะสังคายนาๆ สังคายนากิเลสในใจเรานี่แหละ

ถ้าสังคายนากิเลสในหัวใจของตน ทำความสงบของใจของเราให้ได้ ถ้าใจสงบระงับเข้ามาบ้าง ผู้ทำสมาธิได้นะ จะมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เพราะเริ่มต้นจากความสุขอย่างนี้ไง

แต่ถ้าความทุกข์ๆ ความทุกข์ ความสงสัย ความเครียด ความกดดันในหัวใจ แล้วศึกษาพระพุทธศาสนา มันก็ศึกษาเข้ามาเพื่อเป็นความจำเท่านั้นน่ะ

ถ้าเป็นความจริงๆ นะ ถ้าจิตสงบแล้ว ถ้ามีสติมีปัญญาของตน แล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เวลาภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้นยิ่งจะมหัศจรรย์นะ

เพราะที่เราศึกษาค้นคว้าๆ ครูบาอาจารย์ที่ศึกษามานะ ท่านศึกษาจนสมองทื่อ จนคิดอะไรไม่ออกเลยล่ะ ต้องออกไปพักผ่อน แล้วถ้าสมองมันปลอดโปร่งค่อยมาศึกษาใหม่

แต่เวลาภาวนามยปัญญามันเกิด วิปัสสนาที่มันเป็นจริงขึ้นมา มันจะเห็นคุณค่า แล้วมันจะเข้าใจธรรมและวินัยในพระพุทธศาสนา เวลาอ่านพระไตรปิฎกไง สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา

เวลาศึกษามา ศึกษาค้นคว้ามามันก็สุตมยปัญญา ปัญญาคือการศึกษาเล่าเรียน จินตนาการๆ จินตนาการจนขนาดไหนมันก็เข้าใจธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะมันจินตนาการไง

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจให้ได้ก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลสๆ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา

นี่ขนาดศึกษามาขนาดนั้นแล้วนะ มีความรู้มากมายมหาศาลนะ ทำความสงบของใจก็ไม่ได้นะ พอใจสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นอีกนะ

นี่เวลามันเป็นๆ มันชัดเลย สุตมยปัญญาระดับนี้ จินตมยปัญญาเป็นอย่างนี้ ภาวนามยปัญญา โอ๋ยมันสำรอกมันคายของมัน มันยิ่งมหัศจรรย์ เห็นไหม วิชาความรู้ วิชาความรู้ รู้ในอวิชชา อวิชชามันคือกิเลส

กิเลสนี้ร้ายกาจนัก เวลากิเลสๆ ถ้าเราภาวนาไม่เป็น กิเลสก็เป็นกิเลส มันเป็นชื่อ แล้วจะรู้จะเห็นมันได้อย่างไร เพราะรู้จักมันไม่ได้ เห็นมันไม่ได้ มันถึงย่ำยีเราอย่างนี้ไง มันย่ำยีหัวใจเราจนเราไม่มีทางที่จะหลบจะหลีกได้อย่างไหนเลย จำนนไปอย่างนั้นน่ะ มันเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก เด็กมันหนีพ้นไปไหนได้

เด็กทารก เด็กทารกเกิดมา พ่อแม่ถ้าไม่เลี้ยงดูก็ตายหมด จะอยู่ได้อย่างไร เว้นไว้แต่มีใครเอาไปเลี้ยงไปดูเท่านั้นน่ะ มันจะโตขึ้นมาเองอย่างไร ต้องเลี้ยงดูมันขึ้นมา แล้วคิดดูสิ ผู้ใหญ่ที่ไม่มีเมตตาเลย ย่ำยีเด็กนะ มันจะไปไหน

หัวใจเราเป็นอย่างนั้น ล้มลุกคลุกคลาน มันจะเผยอหน้าขึ้นมาได้อย่างไร ศึกษาความรู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามากน้อยขนาดไหนก็ช่วยหัวใจของตนเองไม่ได้ ดีแต่ไว้สอนคนอื่นไง

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ นี่ไง ชนะตนก่อนแล้วค่อยจะไปสั่งสอนผู้อื่น

ถ้าชนะตนเอง ชนะกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน วิธีการมันพรั่งพรูออกมาเลย

แต่ที่เราภูมิใจไง เป็นพระปฏิบัติๆ พระปฏิบัติปฏิบัติอะไร พระกรรมฐานๆ ฐานมันอยู่ที่ไหน ทำความสงบของใจให้ได้มันจะเป็นสมถกรรมฐาน

นี่มันไม่มีฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานยังไม่เริ่มต้น เริ่มต้นมาจากที่ไหน เวลาถ้าไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นภัยที่ร้ายแรงเรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติแล้วนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดเลย

ทำความสงบของใจให้ได้

ใจที่สงบไม่ได้เพราะเราพ่ายแพ้กิเลสตลอดมา ถ้าวันใดการทำความสงบของใจถ้าทำมากน้อยขนาดไหน เวลากิเลสมันรุนแรงขึ้นมา เราต้องรุนแรงกับมัน

เวลาพระปฏิบัติๆ เวลาอดนอนผ่อนอาหาร เวลาต่อต้านกับกิเลสในใจของตน ทุ่มเทขนาดไหน มันมหัศจรรย์น่ะ

คนที่ทำได้ๆ ถ้ามันสงบได้ มันต้องสงบได้ แต่สงบบางคราวมันก็ทำได้ง่าย สงบบางคราวก็ทำได้ยาก เพราะอะไร เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ทำสมาธิได้เดี๋ยวก็เสื่อมหมดน่ะ

สิ่งที่ทำสมาธิไม่ได้เลย มันก็ไม่เคยได้พบได้เห็น มันก็เป็นสัญญา เป็นความจำได้หมายรู้เท่านั้น เป็นจินตนาการ เป็นความนึกคิดของตนขึ้นมา แล้วมันก็เป็นมิจฉา เป็นความให้เห็นผิด เห็นผิดนอกพระพุทธศาสนาไง นี่ธรรมะปฏิรูปๆ คิดเองเออเองทั้งนั้นน่ะ

ถ้าเป็นจริงๆ เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันยืนยันโดยพุทธะ พุทธะคือความสงบของใจไง จิตสงบระงับแล้วไง ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันจะเป็นอำนาจวาสนาของใจดวงนั้นแล้ว

แต่สิ่งที่ทำไม่ได้ เราพ่ายแพ้มาตลอดไง เวลากิเลสมันล่อนะ มันล่อ มันล่อด้วยผลประโยชน์ของมันไง เวลานายพรานที่เขาตกปลา เขาตกปลา เวลาเขาจะตกปลาเขาต้องมีเหยื่อ เขามีเหยื่อ เหยื่อเพื่อจะตกปลา ถ้ามีเหยื่อตกปลา เขารอให้ปลามันมากินเหยื่อ ถ้าปลามากินเหยื่อ มันก็กินเบ็ด เบ็ดเกี่ยวปากเลย

สิ่งที่เขาเอามาล่อๆ มันเป็นเหยื่อทั้งนั้น แล้วเวลากิเลสมันล่อไง มันล่อเพราะอะไร เพราะเราไม่รู้ไม่เห็นมันไง

นี่ไง วิชาความรู้ วิชาความรู้เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัญญา อวิชชาๆ คือความไม่รู้ ความไม่รู้มันก็อหังการ แล้วกิเลสมันล่อ ล่อด้วยเหยื่อ

โมฆบุรุษตายเพราะลาภ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ เห็นเหยื่อ เห็นเหยื่อแล้วก็งับเหยื่อ งับเหยื่อ เบ็ดมันเกี่ยวปาก มันลากไปนั่นน่ะ นั่นกิเลสมันล่อ

เวลากิเลสมันล่อๆ เราทำสมาธิ เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้ว เวลาปฏิบัติไปแล้วมันบรรลุธรรมได้ง่ายๆ ทั้งนั้นน่ะ เวลาศึกษาธรรมะแล้วอย่างไรก็ได้

ยิ่งพระกรรมฐานนี่ร้ายกาจนัก อยู่กับครูบาอาจารย์มามันจำได้หมายรู้ มันจำของครูบาอาจารย์มา ถ้ามันอยู่กับครูบาอาจารย์ก็อยู่ในร่องในรอย ออกจากครูบาอาจารย์ไปนั่นสำคัญนัก เอายี่ห้อไปขายกินกันทั้งนั้นน่ะ ทองชุบๆ ไง เวลาไปอยู่กับครูบาอาจารย์ก็ไปชุบทอง เวลาทองชุบ เวลาเขาไปใช้สอย โดนเหงื่อโดนไคลมันก็ลอก ลอก มันลอกหมดน่ะ ไอ้ทองชุบ เพราะมันชุบมา มันไม่ใช่เป็นความจริง

เราไปอยู่กับครูบาอาจารย์แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา ทองคำแท้ ทองคำแท้ให้มันถูลู่ถูกังขนาดไหนมันก็ไม่มีลอก มันจะขี้ไคลขี้เหงื่อขนาดไหน ล้างน้ำจะสะอาดแวววาวเลย เพราะมันของจริง

ของจริงนะ มีสติปัญญาขึ้นมา ทำความสงบของใจของเข้ามาให้ได้ ถ้ากิเลสมันจะล่อขนาดไหน มันล่อขนาดไหน เรามีเท่าทันมันด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เราแก้ไขของเราของเราของเรา เห็นไหม

ถ้าเป็นนักปฏิบัติๆ เวลากิเลสมันล่อแล้วมันลวง เวลามันลวงขึ้นมา ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้าศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศรัทธาคือความเชื่อ นี่ก็เหมือนกัน เวลามันล่อแล้วมันก็ลวง ลวงให้เราเคลิบเคลิ้มหลงระเริงไปกับความเห็นอันนั้น ถ้าความเห็นอันนั้น ลวงจนเชื่อ

เวลาเขาหลอกเขาลวงกัน เขาหลอกออนไลน์ หลอกลวงนะ มันเชื่อนะ จนตำรวจเข้าไปแก้ไข มันบอกนี่ตำรวจปลอมนะ

ธรรมะจริงๆ ธรรมะของจริงนั่นน่ะ เจ้าหน้าที่นั่นน่ะ เขารักษากฎหมายนี่ของจริง ไอ้ที่ความเชื่อของเรานั่นน่ะ นั่นน่ะกิเลสมันหลอกมันลวง มันลวงจนเชื่อ

ความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ ถ้าจะเอาความจริงๆ ล่ะ

เวลามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิชาความรู้ วิชาความรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง

“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปธรรมดา”

ต้องมีไหม

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ อัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้นที่มีดวงตาเห็นธรรม นี่สงฆ์องค์แรกของโลกไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาไง เวลาบุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกอดีตชาติได้ มันเป็นเรื่องของผลวัฏฏะ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ตั้งแต่พระเวสสันดรไป จุตูปปาตญาณ อนาคต

อดีตอนาคตไง แล้วมันเกิดจากไหน อดีตอนาคตมันก็เกิดจากจิตนั่นแหละ ถ้าเกิดจากจิต เกิดตามข้อเท็จจริงด้วย สมบูรณ์แบบตามความเป็นจริงด้วย แต่มันไม่ใช่อริยสัจ มันไม่ใช่วิธีการดับทุกข์

เวลาดับทุกข์ ดึงกลับมาเป็นปัจจุบันๆ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชานั่นน่ะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ชำระล้างกิเลสสิ้นไปในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัจจะเป็นความจริง นี่ข้อเท็จจริงไง

ธรรมและวินัยเป็นศาสดา นี่กิริยา คือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ข้อเท็จจริงมันอยู่ที่วิหารธรรม อยู่ที่ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ เราเอาเฉพาะของเราไป”

ของเราคือขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้อเท็จจริงในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร เห็นไหม วิชาความรู้ๆ ถ้าเป็นภาวนามยปัญญามันเป็นสัจจะเป็นความจริงที่ชำระล้างกิเลสในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบ

เทศนาว่าการ เทศนาว่าการผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาต้องมีบุคคล ๔ คู่ มรรค ๔ ผล ๔ มันถึงเป็นข้อเท็จจริง นี่พระกรรมฐาน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระกรรมฐานองค์แรกของโลก เป็นพระป่า ตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ แล้วกิริยาคือคำสั่งสอน นั่นน่ะเป็นธรรมและวินัย เป็นวิธีการ วิธีการที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเอาความจริงในหัวใจของตนนี่ไง ถ้าวิธีฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จิตตภาวนาให้เป็นมรรค ๔ ผล ๔ บุคคล ๔ คู่

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้าพระกรรมฐาน พระป่าที่ปฏิบัติไม่เป็นนั่นน่ะ ปฏิบัติไม่เป็น ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ไม่ใช่เป็นสัจจะความจริง ก็หลอกก็ลวง ก็หลอกไปอย่างนั้นน่ะ แล้วก็เชื่อตามๆ กันไปไง

ความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ แต่ความจริง กาลามสูตร ไม่เชื่อ

เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์องค์ใดก็แล้วแต่ ท่านเทศนาว่าการ เราก็ศึกษามา เราก็ได้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์มา เราก็มีสติมีปัญญาไตร่ตรองได้ กาลามสูตร ห้ามเชื่อ แล้วถ้าพิสูจน์ มันต้องพิสูจน์

นี่พิสูจน์ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ให้ทำ ให้ทำ แล้วท้าด้วยนะ ถ้ามีความขัดแย้ง ท่านบอกเลยนะ เอ็งไปเอาความจริงขึ้นมาเลย แล้วถ้าได้สิ่งใด กลับมาสอนเราด้วย ถ้าเป็นความจริง

มันไม่จริงไง เวลากิเลสมันล่อ มันก็ล่อด้วยเหยื่อ เวลามันลวงนะ มันลวงด้วยความลุ่มหลงนะ มันล่อมันลวงแล้วเชื่อตามมันไป

ตามไปตรงไหน เพราะอะไร

เพราะความไม่จริง มันไม่มีความเพียร มันไม่มีความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันไม่มีสติสัมปชัญญะ

สติสัมปชัญญะ รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง รสของสติธรรมมันเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเรา มันเท่าทันกิเลสในใจที่มันใช้อารมณ์มาหลอกลวงเราอีกต่างหาก ถ้ามันอารมณ์หลอกเรา มันก็เกิดดับๆ แล้วเราไปลุ่มหลงอะไรกับมัน

ลุ่มหลงเพราะอะไร

เพราะมันจริตมันนิสัยไง

แล้วกิเลสมันอยู่ไหนล่ะ

อวิชชามันอยู่ในหัวใจดวงนั้น

ถ้าอวิชชาอยู่ในใจดวงนั้น มันจะล่อขนาดไหน เราก็ไหลตามมันไป เพราะทำความสงบของใจไม่ได้ ถ้าทำความสงบของใจได้ จบ จะล่อจะลวงไปไหน

ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างนี้ไม่ใช่ภพชาตินี้เท่านั้น ล้มลุกคลุกคลานมากี่ภพกี่ชาติแล้ว แล้วชาติปัจจุบันนี้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญในหัวใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติมาด้วยอำนาจวาสนาบารมีของท่าน ท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามีหนทาง ทางเดิน

ถ้าไม่มีหนทาง ทางเดิน เราก็ไปคิดของเราเองไง จินตนาการเองไง จินตนาการเอง กิเลสมันก็เริ่มล่อลวงไง แล้วโดนล่อลวงแล้วก็โง่ตามอารมณ์ความรู้สึกของตัวไป ตามอารมณ์ความรู้สึกของตัวไปแล้วมันจะจบลงที่ไหนล่ะ มันก็ไปจบลงเอาความว่างเปล่า

ถ้าทำบาปอกุศลมันก็สร้างบาปสร้างกรรมต่อเนื่องไป สร้างคุณงามความดีก็อยู่ในร่องในรอย แต่ก็ยังล้นเอ่ออยู่ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากอยู่อย่างนั้นใช่ไหม นี่ไม่มีวาสนา เราก็ไหลตามเขาไป

มีวาสนามันตั้งสติกลับมา ไม่เชื่ออย่างนั้นอีกแล้ว ถ้ามันเชื่อมันต้องเชื่อความปกติสุขในใจสิ ถ้ามันเป็นความปกติในหัวใจของตน อยู่ป่าอยู่เขา อยู่ที่ไหนเป็นชัยภูมิ ชัยภูมิที่มันมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเพื่อเราจะฝึกหัด ฝึกหัดค้นคว้าหากิเลสในใจของตน

กิเลสมันล่อมันลวง ล่อลวงแล้วมันก็หลอก หลอกมันก็ผัดวันประกันพรุ่ง แล้วมันก็เหลวไหลไปอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นจริงๆ ขึ้นมา ความเหลวไหล ความไม่เอาไหนมันเป็นประโยชน์กับใคร

ความเป็นจริงต่างหาก ความเป็นจริงมันจะเกิดจากความเพียรชอบ มันต้องมีความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ

มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร

คนไม่มีความเพียร ไม่มีความวิริยะ ไม่มีความอุตสาหะ มันจะค้นคว้าหาหัวใจของตนเจอได้อย่างไร ค้นคว้าหาหัวใจของตนไม่เจอก็ทำสมาธิไม่เป็นนั่นไง นั่งสมาธิก็สัปหงกโงกง่วงอยู่นั่นแหละ นั่งสมาธิถ้ามันจะมีกำลังขึ้นมามันก็ส่งออกไปทั้งสิ้น มันไม่เคยเข้าสู่สัจจะความจริงเลย

ถ้ามันเข้าสู่สัจจะความจริงนะ ขณิกสมาธิ มันมีความสุขความสงบมันโดยปกติสุขของมัน แต่มันชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้มันบ่อยครั้งเข้าๆ นะ จากขณิกสมาธิเป็นอุปจารสมาธิ

อุปจารสมาธิคือว่าจิตมันสงบแล้วมีกำลังมากขึ้น อุปจาระคือจิตสงบแล้ว เห็น ยังรับรู้เสียงได้ ยังรับรู้ผลกระทบได้ เห็นไหม อุปจาระ อุปจาระคือรอบส่วนของจิต แล้วถ้าจิตสงบแล้วถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันจะไปเริ่มต้นในการฝึกหัด

แต่มันยังทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ขึ้นมา เราก็ทำความสงบให้มากขึ้น ทำความสงบให้มากขึ้น จากขณิกสมาธิเป็นพออยู่พอกิน พออยู่พอกินคือมีความปกติสุขไม่ทุกข์ร้อนจนเกินไป

โดยธรรมชาติเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติไง พอเราตั้งกติกาขึ้นมาทีไร กิเลสมันจะปลิ้นจะปล้อนขึ้นมา จะล้มล้างให้ได้ จะทำอะไรก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็มีแต่ความทุกข์ความยาก เราเกิดมาไม่มีวาสนา นี่มันบั่นทอนตลอดเวลา

เราก็พยายามตั้งสติ แล้วพยายามฝึกหัดให้มีกำลังมากขึ้น แล้วทำความสงบของใจเราขึ้นมา ถ้าใจสงบระงับเข้ามานะ ขณิกสมาธิ มันก็สงบระงับมากขึ้นบ่อยครั้งเข้าๆ มันจะเป็นอุปจาระ คือความสงบมากขึ้น ความสงบมากขึ้นแล้วมีกำลังมากขึ้น มีกำลังมากขึ้น มันรับรู้อารมณ์ รับรู้ผลกระทบ นี่อุปจาระ เพราะมันมีผลกระทบกับความรับรู้นั้น

ถ้ามีผลกระทบกับความรับรู้นั้น รับรู้ในสภาวะของกาย รับรู้ในอารมณ์กาย มันรู้จักกับกายนี้ กายนี้เป็นนามธรรม รับรู้ด้วยนามธรรม มันพิจารณาด้วยสติด้วยปัญญา กายนี้มันอยู่ได้อย่างไร กายนี้เติบโตมาได้อย่างไร กายนี้ มันพิจารณาของมันไป

แต่ถ้ามันพิจารณาไม่ได้ มันกำลังไม่ได้ เราก็ทำความสงบของใจให้มากขึ้น มากขึ้น จากขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิเป็นอัปปนา อัปปนาคือรวมใหญ่ คือสักแต่ว่าปรากฏเลย จิตเป็นเอกเทศ จิตเป็นหนึ่ง จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ตัวของจิต

ทำไมถึงทำอย่างนั้น

ทำอย่างนี้เพื่อให้จิตมันมีกำลัง ให้จิตมันเป็นเอกเทศ ที่เราเวลามันคายออกม เราน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจะมีกำลังของมัน

ที่ว่า มันไม่เห็นกาย มันไม่เห็นเวทนา มันไม่เห็นจิต ไม่เห็นธรรม เพราะว่าอะไร

อุปจาระคือจิตมันกระทบแล้วมันจับต้นชนปลายไม่ได้ มันมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นหนึ่ง คืออำนาจวาสนาบารมีอ่อน อีกประเด็นหนึ่ง กำลังของจิตโดยอริยสัจ โดยสัจจะความจริง มันตรวจสอบได้ มันหาเหตุผลได้ ถ้าหาเหตุผลได้ มีการกระทำของเราอย่างนี้ไง ถ้าฝึกหัดทำความสงบของใจขึ้นมา นี้โดยฐาน

พระกรรมฐานๆ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานมันจะเกิดบนจิตไง

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนไง จิตตภาวนาๆ เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะด้วยกรรมของสัตว์ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ กำเนิด ๔

ด้วยอำนาจวาสนา จิตนี้หยั่งลงในครรภ์ ในไข่ของแม่ สเปิร์มของพ่อ แล้วเรามาเกิด เกิดโดยพันธุกรรม พันธุกรรมเป็นสายบุญสายกรรม แต่บุญและบาปของเรา เรามาเกิด เวลาเกิดแล้ว เวลาเกิดมาเป็นเรา เวลาเกิดเป็นเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติ เพราะเวลาเกิดเป็นเรา นี่กำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ คือจิตเกิด ปฏิสนธิจิตอุบัติขึ้น

เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ด้วยมีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา จิตตภาวนา มันต้องไปแก้กันจิตนั้น

ทีนี้พอเราเกิดมาเรามีกายกับใจๆ ไง พอมีกายกับใจขึ้นมา เรารับรู้ได้ในภพชาตินี้ ในภพชาตินี้ตั้งแต่เกิด เกิดขึ้นมาก็แจ้งเกิด นาย ก. เกิดแล้ว พ่อแม่เลี้ยงดูมาจนเติบโตขึ้นมา มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เห็นภัยในวัฏสงสาร เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมๆ จิตตภาวนา

จิตตภาวนา เราก็ศึกษาค้นคว้าของเรา แต่โดยสามัญสำนึก เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชพระ เราก็ศึกษาเอาวิชาความรู้ นั่นวิชาความรู้นั้นเป็นภาคปริยัติ เป็นภาคทางสังคม เป็นภาคทางโลก การศึกษานั้นด้วยสมอง ด้วยสมอง ด้วยความจด ด้วยความจำ ด้วยทรงธรรมวินัย นั้นก็เป็นศึกษาอีกอย่างหนึ่งโดยความเกิดเป็นมนุษย์

เราเกิดเป็นมนุษย์ไง นาย ก. ได้เกิดแล้ว โตขึ้นมาได้บวชพระ เป็นพระ ก. พระ ก. บวชแล้วมีการศึกษาจบ ๙ ประโยค ก็เป็นมหา ก. จบ ๙ ประโยคมีความรู้ นั่นน่ะวิชานั้นศึกษาจากสมอง ศึกษาจากกายกับใจ

ศึกษาจากสมอง สมองคือธาตุ ๔ ไง คือดิน น้ำ ลม ไฟ ไง ธาตุ ๔ มหาภูตรูป แต่มันมีหัวใจ มีพลังงาน มีไฟฟ้า สิ่งที่ควบคุมการศึกษานั้น การศึกษามันก็ต้องมีพลังงาน คือมีตัวจิตด้วยไง

กายกับใจๆ ศึกษาไปด้วยกายกับใจนี้ กายกับใจนี้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วฝึกหัดๆ ฝึกหัดก็รู้หมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว แล้วจะมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันก็เป็นสัญญา

พอเป็นสัญญาขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันก็จะเตะมันก็จะถีบกัน มันจะเตะมันจะถีบคือมันจินตนาการมันไป จินตนาการ สมาธิจะเป็นอย่างนั้น ปัญญาจะเป็นอย่างนั้น รู้ทุกอย่าง

เวลาทำไปแล้วมันมีอารมณ์ความรู้สึก นี่คือ ขันธ์ ๕ คือสิ่งที่ว่าเป็นอุปจารสมาธิ อุปจารสมาธิ จิตมันสงบ มันมีผลกระทบคืออารมณ์ความรู้สึก

สิ่งที่ศึกษามา ศึกษามามันก็จินตนาการของมันไปอย่างนั้นแหละ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา พระกรรมฐานๆ ถ้าความสงบของใจขึ้นมา มันไม่ยอมรับเหตุผลขึ้นมา เราก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ก็ตรึกในธรรมแบบเราศึกษาโดยสมองนี่แหละ เราศึกษาโดยสมองเพราะมีจิตไง

ถ้าเรามีสติมีปัญญา เรามีสติมีปัญญา สติเท่าทัน เวลาคิดสิ่งใด เรามีสติปัญญาเท่าทันไป อารมณ์ความรู้สึกนั้นด้วยเหตุด้วยผล เพราะเราศึกษามาจนจบ ๙ ประโยค เป็นมหา ก. เทียบเคียงๆ

ธรรมะเหตุและผลมันเหนือกว่าอยู่แล้ว ถ้ามันเหนือกว่า อารมณ์ความรู้สึกขึ้นมามันเกิดดับๆ โดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่กิเลสมันล้นฝั่งน่ะ กิเลสมันล่อ แล้วมันก็ลวงแล้ว แล้วเราก็ไม่เท่าทันมัน มันก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกไปหมดเลย

ถ้าเรามีสติมีปัญญาขึ้นมา มันล่อมันลวงขนาดไหน มีเหตุมีผลอะไร เป็นธรรมะของใคร ถ้าเป็นของเรา ทำไมเราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดล่ะ

ถ้าเป็นธรรมะของเรา เรามีสติปัญญามันก็หยุด เพราะธรรมะของเรา

ไอ้อารมณ์ความรู้สึกนี้มันเป็นโลก มันเป็นโลก มันเป็นสามัญสำนึกที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ไง เพราะมนุษย์เกิดมามีกายกับใจไง ปฏิสนธิจิตอุบัติขึ้น กำเนิด ๔ มีกายกับใจ

แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงไง ถ้ากิเลสมันล่อขนาดไหน เวลามีการศึกษาขึ้นมา มีสติปัญญาขึ้นมา แล้วถ้าเราทำความสงบของใจไม่ได้ พุทโธก็ไม่มีเหตุมีผล เราก็มีสติปัญญาเท่าทัน นี่ปัญญาอย่างนี้โลกียปัญญา ปัญญาโลกคือปัญญาอบรมสมาธิ

จิตสงบหรือไม่ จิตสงบหรือไม่

ถ้าจิตมันสงบระงับของเราขึ้นมา ถ้าจิตเราสงบระงับเข้ามา มันรู้เท่าทัน เพราะมันหยุดคิดไง

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ต้องหยุดคิด การหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด

ก็คือปัญญานี่แหละ แต่ปัญญาแบบโลกๆ ไง เพราะอะไร เพราะเราจะหาจิตของเราไง เพราะอะไร เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาจิตที่มันจะพ้นจากวัฏฏะมันก็ต้องตัวมันไง

แต่ถ้าเป็นทางโลกมันเป็นการศึกษา ศึกษาด้วยสถานะของความเป็นมนุษย์ก็เป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลกอยู่นี่ เห็นไหม มีสติมีปัญญาวิเคราะห์วิจัยธรรมะพระพุทธเจ้าได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันหยุดไหม

ถ้ามันหยุด นั่นล่ะปัจจัตตัง หยุดด้วยจิตของตนไง เพราะจิตมันหยุด จิตมันก็เป็นสิทธิ์ของมันไง เป็นข้อเท็จจริงตัวพลังงานนั้นไง

แต่ถ้าศึกษาทางภาคปริยัติ ศึกษาโดยสมอง ศึกษาด้วยความท่องจำ ใช้สมอง เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่เวลาจิตมันสงบแล้วถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกิเลส

เห็นกิเลสก็ไม่รู้จักมันนะ เห็นกายนี่แหละ เพราะเห็นกาย เห็นกายโดยโลก เห็นกายโดยทางการแพทย์ ทางการแพทย์เขาศึกษามาเขาเข้าใจเรื่องเคมี เรื่องเซลล์ในร่างกายร้อยแปดพันเก้า แล้วเวลามันวิบัติ มันขัดข้อง มันเป็นการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อาศัยยา อาศัยเคมีเข้าไปทำให้มันเป็นปกติ นี่การเห็นกายทางโลก

แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วมันเห็นกาย มันไม่เห็นกายเหมือนทางการแพทย์ มันเห็นกายโดยทางธรรม

กิเลสมันล่อ แล้วมันก็ลวง แล้วมันก็พลิก แล้วมันก็แพลง

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ จิต จิตมันไม่ผ่านสมอง เห็นไหม

เวลาเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ศึกษาทางสมองๆ ศึกษาโดยองค์ความรู้ กายกับใจๆ เกิดมาเป็นคน คนนี่โลกียปัญญา กิเลสมันล่อมันลวงของมันไป ทำความสงบของใจเข้ามา ใจเป็นเอกเทศ อิ่ม

ใจอิ่มคือใจมันปกติสุข แล้วเป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามันรู้มันเห็น มันไม่หิวไม่โหยไง มันไม่หิวไม่โหย ไม่หิวไม่โหย กิเลสมันล่อมันลวงไม่ได้ เพราะมันอิ่มเต็ม แต่ถ้าไม่มีสัมมาสมาธินะ มันบกมันพร่อง

เวลากิเลสมันล่อมันลวงเพราะอะไร

เพราะเดินจงกรมก็ทุกข์ นั่งสมาธิก็ทุกข์ ใช้ปัญญาอะไรก็ทุกข์

ทุกข์สิ เพราะมันเป็นอริยสัจไง ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป

สมัยพุทธกาลเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพบลูกศิษย์ลูกหา “เธอพอทนอยู่ได้หรือไม่”

การดำรงชีวิตอยู่ ดำรงชีวิตโดยความเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง การเคี้ยวอาหารก็เป็นกิจกรรมอันหนึ่ง การกลืน การอยู่ การขับการถ่าย มันเป็นเรื่องของทุกข์ทั้งนั้น แต่เพราะเราพอใจ เราเห็นแล้วเห็นไหม โดยความเป็นมนุษย์ไง

แล้วยิ่งคุณภาพชีวิตๆ ชีวิตของคนต้องมหัศจรรย์ เพลิดเพลินไปกับมัน นี่ไง กิเลสมันล่อและมันลวง แล้วก็เชื่อ แล้วก็ทำตามๆ กันไป โดยธรรมชาติไง

ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง

ถ้าเราเห็นทุกข์ ทุกข์มันเกิดจากอะไร เกิดจากความไม่รู้ เกิดจากตัณหาความทะยานอยากไง

แล้วจะรู้เห็นมันได้อย่างไร

ถ้ามันรู้มันเห็น ใช้ปัญญาอบรมสมาธิโดยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามันหยุดคิด ถ้าหยุดคิดแล้ว ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมไง ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เราฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญา

เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมอง โดยการท่องการจำ มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่แล้ว การศึกษาค้นคว้า เราบวชเป็นพระมาอยู่ครูบาอาจารย์ เห็นอาจารย์ทำสิ่งใด นั่นคือการศึกษา เพราะมันเห็น เห็นเป็นแบบเป็นอย่าง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำเป็นตัวอย่างเลย การดำรงชีวิตไม่ได้สอนใครเลย แต่ดำรงชีวิตให้เห็น แล้วทำอย่างนี้

เราอยู่ครูบาอาจารย์ เราได้รู้ได้เห็น มันก็เป็นการศึกษา เวลาศึกษาแล้วถ้าจะฝึกหัดล่ะ

ถ้าฝึกหัด เห็นไหม กิเลสมันจะล่อขนาดไหนไม่ไปกับมัน จะพุทโธ จะใช้ปัญญาอบรมสมาธิ จะหาจิตของตน

กิเลสมันจะลวง “มันจะเป็นธรรมะ มันจะบรรลุธรรม มันจะเป็นสัมมาสมาธิ”

มันลวงทั้งนั้นน่ะ เอ็งเชื่อมันได้อย่างไร ถ้ามันไม่เชื่อมันก็ฝึกหัดให้เป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา นี่ไง จิตตภาวนา เห็นจิตคือสัมมาสมาธิ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

ถ้าเห็นมีที่ตั้งแห่งการงาน ยกขึ้นทำงานได้ไหม

นี่สมาธิก็ทำไม่เป็น ให้กิเลสมันลวง พลิกแพลงล่อลวงอยู่ล้นฝั่งอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วจับต้องสิ่งใดไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

เวลามันจะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ถ้ามันสงบระงับเข้ามาๆ จิตมันเป็นพุทธะ จิต ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ฝึกหัดปฏิบัติชำนาญในวสี ฐานที่ตั้งแห่งการงาน พื้นฐาน พื้นฐานรากฐานของจิตของเรา

รากฐานของจิตของเรา ถ้ามันรู้มันเห็น แล้วถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ นี่การฝึกหัดใช้ปัญญาๆ

ภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร

สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา แล้วได้แค่นี้ ทำสมาธิไม่เป็น

ทำสมาธิ เขาบอก เดี๋ยวปัญญามันจะเกิดเอง

มันจะเกิดเองมาได้อย่างไร ถ้ามันเกิดเอง ไม่มีใครติดขัด

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น “แก้จิตแก้ยากนะ แก้จิตแก้ยากนะ ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ”

แต่มันไม่มีใครมีจิตให้แก้ไง มันมีแต่อารมณ์ความรู้สึก เพราะอะไร เพราะมันหยาบ แล้วอารมณ์ความรู้สึก กิเลสมันก็หลอกมันก็ลวง “ครูบาอาจารย์ลำเอียง ครูบาอาจารย์เห็นกับพรรคพวก เวลาเรานี่ไม่สนใจเราเลย”

ก็มันไม่มีอะไรให้แก้ มันจะไปสนใจอะไร เวลามันสนใจ สนใจที่ว่า สมถกรรมฐาน ฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ปัญญามันต้องฝึกหัด ฝึกหัดเริ่มต้นวิปัสสนาอ่อนๆ วิปัสสนาอ่อนๆ

เห็นกาย เห็นแล้วมันหลุดไม้หลุดมือ เห็นแล้วมันจับต้องไม่ได้ เห็นแล้วใช้สติปัญญาไม่เท่าทัน เห็นแล้วกิเลสมันลากไป เห็นอย่างไร

เห็นแล้วก็ตื่นเต้น การตื่นเต้น กิเลสมันเขียนเสือให้วัวกลัว มันฝังไว้ในหัวใจ เห็นอะไรไปก็ตื่นเต้นไปกับมันทั้งนั้นน่ะ

เห็นแล้วก็มีสติปัญญา เห็นก็คือเห็น ถ้าชำนาญในวสีนะ เห็นแล้วมันคงที่ของมัน ส่วนใหญ่เห็นแล้วไม่คงที่ มันเคลื่อนไหว มันเคลื่อนของมันไป

เห็นคงที่ เห็นคงที่แล้วอุคคหนิมิต เวลาแยกส่วนขยายส่วนเป็นวิภาคะ มันต้องแยกส่วนขยายส่วนเพื่อฝึกหัดใช้ปัญญานี่ไง เพื่อให้หัวใจมีสติมีปัญญา เห็นให้หัวใจมีปัญญาในมัคโคทางอันเอก

ทางอันเอก หมายความว่า ถ้าจิตมันเห็นแล้วมันแยกมันแยะส่วนของมัน จากอัตตาจะเป็นอนัตตา จากโลกจะเข้าสู่ธรรม

จากที่ความรู้ความเห็นจากการศึกษา การศึกษาโดยสมอง ศึกษาโดยภาคทฤษฎี จำข้อมูลได้ทั้งนั้น นั่นคืออริยสัจของพระพุทธเจ้า แต่เวลาเรารู้เราเห็นขึ้นมา อริยสัจที่มันจะเกิดจากจิต จิตตภาวนาๆ

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กำเนิด ๔ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็จะเข้าไปสู่จิตของตน จิตตภาวนา จิตที่มันมีสมถกรรมฐานเป็นฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วชำนาญในวสีในการควบคุมดูแลจิตของเราให้มั่นคงของเรา ตัวพลังงาน พลังงานนี้เสถียรหรือไม่เสถียร

ถ้าไม่เสถียรคือสมาธิเข้าได้ เข้าไม่ได้ เข้าแล้วรักษาไม่เป็น แล้วรักษาไม่เป็นปกติไง คือมันไม่เสถียร ถ้าความเสถียร เสถียรจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความชำนาญของตน ด้วยการดูแลรักษาของตน ชำนาญในวสี ชำนาญในวสีจนจิตมันเสถียรของมัน เสถียรของมัน ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา

สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน การค้นคว้าหาจิตของตน การค้นคว้าหาพื้นฐานในใจของตนโดยข้อเท็จจริงที่มันมีของมันอยู่นะ

“ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม”

ไม่ใช่ จิตมีอยู่โดยดั้งเดิมถ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าสิ้นชีวิต จิตก็ไม่มี จิตมันก็ไปตามกำเนิด ๔ มันไปตามวัฏฏะไปตามเวรตามกรรม แต่เวลาเราเกิดนี้ เราเกิดมา จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาเกิดเป็นเรา จิตมีอวิชชา มีพญามาร มันถึงมาเกิด ธรรมะมันอยู่ที่ไหน

ธรรมะที่มันจะอยู่ที่การมีสติมีปัญญา มีการฝึกหัด นี่คือธรรมะ คือมาฝึกหัดปฏิบัติธรรม

ศึกษามา ศึกษาในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น ที่ศึกษามันเป็นโลกียปัญญา ศึกษามาไว้พูด ไว้อวด ไว้สอนคนอื่น แต่สอนตัวเองไม่ได้

จะสอนตัวเองได้ ทำความสงบของใจให้ได้ ทำสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน แล้วฝึกหัดปฏิบัติเป็นบุคคล ๔ คู่ มรรค ๔ ผล ๔ สมบูรณ์แบบ นั้นมันถึงจะเป็นสัจจะเป็นความจริงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระกรรมฐานองค์แรกของโลก เพราะมันเป็นจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงไง

พระอานนท์จดจำมาๆ จารึกไว้ เป็นศาสดาของเรานี่ไง แล้วไปศึกษามา ศึกษามันก็ทรงจำๆ ไง นี่สุตมยปัญญา ปัญญาทางโลกเขา ปัญญาศึกษาโดยสมอง โดยสมองของคนที่เกิดมามีกายกับใจ

แต่พระปฏิบัติๆ ขึ้นมา จะปฏิบัติขึ้นมา มันก็มีกายกับใจเหมือนกัน แต่จะฝึกหัดขึ้นมาโดยสายตรง จะตรงเข้าไปสู่จิตของตน ตรงเข้าไปสู่พุทธะ พุทธะของตัวเอง แล้วพุทธะของตนเองนั้น สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนาโดยข้อเท็จจริง

พระทำสมาธิก็ไม่เป็น ทำสมาธิเป็นแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาก็ไม่เป็น มันถึงไม่เกิดกำเนิดธรรมทายาทไง

ธรรมทายาทๆ มันต้องมีเหตุมีผลขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมีการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ไม่ให้กิเลสมันล่อด้วยเหยื่อ ด้วยลาภสักการะ ลวง ลวงโดยความหลง หลงว่าลูกศิษย์อาจารย์ยิ่งใหญ่ อาจารย์ยิ่งใหญ่จะประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้

เอ็งไม่ปฏิบัติ เอาความรู้มาจากไหน

แก้จิตแก้ยากนะ แล้วจิตที่ยังไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ไม่มีสิ่งใดเป็นเนื้อหนังมังสาของตัวเอง กิเลสไม่เคยสะกิด ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยทำอะไรทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ เจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นั่นน่ะ

เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยนี้เป็นศาสดา ศึกษามา ศึกษามาแล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร จะปฏิบัติที่ไหน แล้วปฏิบัติขึ้นมามันจะเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาอย่างไร มันก็มีคน พระที่มีบุญที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงนั้น ได้สัมปยุตกับกิเลสในปัจจุบันนี้

แล้ววิธีการๆ ก็นี่ไง ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน วิธีการทำความสงบของใจเข้ามาทำอย่างไร ทำที่ไหน นี่ไง ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติของพระกรรมฐาน

หลวงปู่มั่นท่านว่าไง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังไง มันทิ้งหมดล่ะ โลกเจริญ

ข้อวัตรปฏิบัติคือฝึกหัดควบคุมใจ เครื่องอยู่ของจิต เครื่องอยู่ของใจ แล้วฝึกหัดเพื่อจะรักษา แสวงหาใจของตัว ถ้าแสวงหาใจของตัว นี่ไง เริ่มต้นปฏิบัติก็ปฏิบัติกันตรงนี้ ปฏิบัติ เริ่มต้นปฏิบัติ จิตตภาวนา

เริ่มต้นปฏิบัติขึ้นมาโดยสังคมทั่วไป อารมณ์ภาวนา ไม่ได้จิตตภาวนา

อารมณ์ภาวนาก็ความรู้สึกไง ความรู้สึกที่เกิดกายกับใจนี้ไง ความรู้สึกของมนุษย์ มนุษย์มีกายกับใจ แต่ศักยภาพของมนุษย์มันสมมุติ ชีวิตจริงตามสมมุติ มีการศึกษา มีความเล่าเรียน มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร ก็แค่นั้นไง

“จิตส่งออกไม่ได้ อารมณ์ต่างหากส่งออก”

อารมณ์เกิดจากจิต ไม่มีจิตไม่มีอารมณ์ เพราะจิตเกิดถึงมีมนุษย์ จิตเคลื่อนจากร่างกายนั้น มนุษย์ตาย มนุษย์ไม่มี ฉะนั้น มนุษย์ภาวนาๆ มันก็ภาวนาแค่อารมณ์นี้ไง สิ่งที่ปฏิบัติกันก็ปฏิบัติด้วยอารมณ์ความรู้สึกเท่านี้ไง แล้วก็อารมณ์นี้ฟาดฟันกัน เพราะทำสมาธิไม่เป็น

ทำสมาธิเป็น จบ อารมณ์เป็นอารมณ์ สมาธิเป็นสมาธิ แต่นั่นมันกายกับใจไง กายกับใจโดยจริงตามสมมุติก็ต้องมีอารมณ์นั่นธรรมดา อารมณ์นั่นน่ะเป็นการสื่อพันธุกรรมของจิต จิต อารมณ์ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติก็ฝึกหัดจากอารมณ์นี่ไง เพราะทำสมาธิไม่เป็นไง

ถ้าทำสมาธิเป็น มันก็ตัวจิตไง แล้วตัวจิตยกขึ้นสู่วิปัสสนาทำอย่างไร

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันถึงเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ไม่ใช่อารมณ์แล้ว แต่ถ้าสมาธิเสื่อม อารมณ์อีกแล้ว

ธรรมารมณ์ๆ ไง กาย เวทนา จิต ธรรมารมณ์ พิจารณากาย พิจารณาจิต ถ้าพิจารณาจิตก็พิจารณาจิต อารมณ์ที่เกิดจากจิต แต่มันไม่ใช่จิต ถ้าเท่าทันมัน เท่าทันมันนะ มันยิ้มๆ ในใจเลยล่ะ มันเป็นอย่างนี้ๆ ทำไมเมื่อก่อนเราไม่รู้ ไม่รู้ ภาวนาไม่เป็นไง

พอภาวนาเป็นขึ้นมามันรู้ มันรู้ มันจับต้องได้ไง

นี่ไง ถ้าเธอไม่พอใจสิ่งใดต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ของเธอด้วย เพราะอารมณ์ของเธอทำให้เธอปั่นป่วนนี่ไง

แล้วถ้าไม่มีสติปัญญาเท่าทันมัน กิเลสมันล่อ กิเลสมันลวง อารมณ์นั่นแหละ กิเลสมันเสียบเข้าไปเลย ตามแต่จริตนิสัยของตัว แล้วก็ไปคร่ำครวญร้องไห้ของตัวคนเดียว แล้วใครทำน่ะ ตัวเองคิดเอง ทุกข์เอง เออเอง แล้วก็ร้องไห้เอง ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้บอก

เวลาธรรมะพระพุทธเจ้าบอกไง ทำความสงบของใจเข้ามา อารมณ์สงบแล้วเหลืออะไร

อารมณ์ที่มันแบกมันหาม อารมณ์ที่มันทุกข์มันยาก อารมณ์ที่กิเลสมันหลอกมันลวงหายหมดเลย ตัวจิตเด่นชัดเลย พุทธะ

นี่ไง สมาธิเป็นสากล จิตของคนเป็นสากล มันแตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนา นี่ไง เวลาสงบแล้วรู้เห็นสิ่งใด จิตคึกจิตคะนองมันจะมีกำลังของมันมาก จิตของคนสงบโดยปกติธรรมดา จิตของคนสงบแล้วยังไม่รู้ตัวเองสงบ มีสติปัญญาฝึกหัดจนเป็น ปัจจัตตัง สนฺทิฏฐิโก รู้ เห็น แล้วรักษาของเรา ถ้ารักษาของเรา สมถกรรมฐาน เริ่มต้นการฝึกหัดอย่างนี้

ถ้าเริ่มต้นการฝึกหัดอย่างนี้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาบรรลุธรรม ตรัสรู้ธรรมแล้ว อีก ๔๕ ปี พยายามปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม วิมุตติสุขๆ สิ่งที่ว่าปรารถนารื้อหัวใจของสัตว์โลก รื้อหัวใจของสัตว์โลก ไม่ได้ไปรื้อมนุษย์ทั้งนั้น เอาที่หัวใจ เอาที่จิตตภาวนา เอาที่จิตรู้เห็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ พอสิ้นกิเลสแล้วจบ สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนา ปรารถนาอย่างนั้น นี่ภาคปฏิบัติ

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านปฏิบัติที่หัวใจดวงนี้ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเวลาสิ้นกิเลสแล้ว ท่านอยู่ด้วยความปกติสุขของท่าน มีแต่ความสุขทั้งนั้นน่ะ แต่ท่านไปอบรมบ่มเพาะขึ้นมาไง เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมาแล้ว เวลาสิ้นกิเลสแล้วจบ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจดวงนั้น แล้วหัวใจดวงนั้น สิ่งที่หมดจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก อยู่โดยอายุขัยเท่าไร มากน้อยแค่ไหน มันชัดเจนแจ่มแจ้งในใจของตน รื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก

แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เรามามีกายกับใจ เราก็มาฝึกหัดกันอยู่นี่ ค้นคว้าหาใจของตน ทำความสงบของใจเข้ามา

แต่โดยฝึกหัดปฏิบัติโดยทางโลกเขา เขาปฏิบัติตามอารมณ์ ปฏิบัติที่อารมณ์ ไม่ปฏิบัติที่จิต ไม่ใช่จิตตภาวนา เป็นอารมณ์ภาวนา เป็นอารมณ์โลก เป็นอารมณ์แบบที่เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยสมองนั่นล่ะ ด้วยโลก โลกียะ ด้วยปัญญาทางโลก ทำความสงบไม่เป็น ทำความสงบของตัวไม่ได้

ถ้าทำความสงบของตัวได้ จากโลก ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมารมณ์ จะเป็นธรรม มันจะเป็นภาวนามยปัญญา คำว่า ภาวนามยปัญญา” เพราะมันรู้มันเห็นมันชัดเจนของมัน โดยมรรค ๘ งานชอบไง งานเกิดจากจิต

“อัญญาโกณฑัญญะ รู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

รู้อะไร แล้วปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ที่ไม่รู้ ไม่รู้อะไร

จิตตภาวนาไง จิตตภาวนา จิต สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากจิต จิตรู้จิตเห็นธรรมารมณ์ ถ้าพิจารณาไปมันไตรลักษณ์ไง เกิดกิจจญาณ เกิดสัจจญาณ เกิดวงรอบ ๑๒

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็จะทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ให้เกิดจิตตภาวนา ไม่ใช่สมองอารมณ์ภาวนา

สมอง อารมณ์ ศึกษาค้นคว้ามา ศึกษามาเป็นวิชาการ หลวงปู่มั่นท่านบอก การศึกษานั้นให้เก็บใส่สมองลิ้นชักไว้ แล้วอย่าให้มันออกมา แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมา จิตตภาวนา ค้นคว้าหาจิตของตนให้เจอ ค้นคว้าหาจิตของตนให้เจอ

แล้วจิตอยู่ไหน

จิตนี้เป็นนามธรรม เวลาศึกษาธรรมะ กายกับใจๆ เรื่องร่ายกายรู้ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ใจอย่างไรวะ ทำความสงบของใจเข้ามา เออ! ใจเป็นอย่างนี้ว่ะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

ก็งงๆ นะ เพราะอะไร เพราะการฝึกหัดปฏิบัติ กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด ละเอียดสุด อวิชชา กิเลสคืออวิชชา คือความไม่รู้ การศึกษา การศึกษาคือวิชา วิชาการ วิชาความรู้ แต่วิชาความรู้เป็นทางโลก มันจะเกิดสัจจะเกิดความจริงขึ้นมาจากภาคปฏิบัติ เกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เป็นวิชาปฏิบัติ วิชากรรมฐาน

แล้ววิชากรรมฐานมันมีอะไรล่ะ

มีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม

แล้วเวลางานชอบ ชอบอย่างไร เวลางานไม่ชอบล่ะ

งานไม่ชอบมันมีของมันมีอยู่โดยปกติ งานไม่ชอบตลอด เพราะกิเลสมันล่อ แล้วถ้ามันลวงมันเชื่อ เวลาลวงมันเชื่อแล้ว เวลาใครไม่เห็นตามใจของตน ตาขวางเลยนะ เพราะมันลวงจนมันมั่นใจ มันเชื่อของมันว่าสิ่งนั้นถูกต้อง

แล้วเวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง กาลามสูตรๆ มึงไม่ได้คิดบ้างเลยหรือ กาลามสูตร จริงหรือ ใช่หรือ

เวลากิเลสมันลวงไง เวลามันล่อก็ล่อด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เวลามันลวงมันก็หน้ามืดตามัวไป แล้วมันก็เชื่อมั่นในหัวใจของตน แล้วใครติใครเตียนไม่ได้นะ ตาขวางไปตลอด ตัวเองนี้ยิ่งใหญ่ นี่ถ้ากิเลสมันครอบงำ

แต่ถ้าเป็นธรรมนะ แสวงหาครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าปฏิบัติอย่างนี้ๆๆ มันใช่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องชอบธรรม ครูบาอาจารย์ท่านจะสาธุนะ ธรรมทายาทหายาก

เวลาการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริงในหัวใจของตนก็หายาก แต่เราก็ฝึกหัดของเรา เราก็จะทำของเรา เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี้เป็นอริยทรัพย์ แล้วมีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่จะฝึกหัดปฏิบัตินี้ยิ่งยอดเยี่ยม

แต่เวลาปฏิบัติไปแล้วอย่างนั้นน่ะ กิเลสมันร้ายนัก กิเลสมันร้ายนัก ล้มลุกคลุกคลานมาทั้งนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปีไปศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปีนะ เวลาทดสอบตัวเอง อดอาหารจนขนร่วง กลั้นลมหายใจสลบ ๓ ครั้ง หลวงปู่มั่นท่านก็สลบ ๓ ครั้งเหมือนกัน ท่านสลบเพราะท่านเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วปฏิบัติสลบไปเลย แต่ฟื้น ฟื้นเพราะบุญและบาป

คนมีบุญๆ นะ ธรรมะคุ้มครอง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่ไหลและไหม้ เพียงแต่มีสิ่งที่เกื้อกูลให้ดีขึ้น เพราะไฟคือไฟ น้ำคือน้ำ แต่ด้วยบุญด้วยบาปไง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ หมดอายุขัยก็สิ้นชีวิตไป สิ้นชีวิตไปด้วยความปกติสุข มีความสุขในใจ

ไอ้เราลังเลสงสัยทั้งนั้น โอกาสของเรามากมายมหาศาล เราพยายามของเรา ตรวจสอบในใจของเรา ปฏิบัติ จิตตภาวนา

ทางโลกเขาอารมณ์ภาวนา อารมณ์นั้นปลิ้นปล้อนกะล่อน แล้วก็กิเลสทั้งหลอกและลวง เชื่อกันไปอย่างนั้น เห็นแล้วมันสังเวชไง ปลงธรรมสังเวช

ถ้าเราทำ เราทุกข์เรายาก ใช่ มันทุกข์มันยาก เพราะกิเลสไม่ยอมสงบลง ถ้ากิเลสมันสงบลง สุขแล้ว ก็กิริยาเหมือนกัน เดินจงกรมเหมือนกัน นั่งสมาธิเหมือนกัน แต่เบาตัวเบากาย เดินจงกรมเหมือนจะเหาะจะเหินเดินฟ้า นั่งสมาธินี่ลอย ว่างหมด นั่งอยู่ ปีติครอบงำวัฏจักรเลย มหัศจรรย์ๆ นั้นเป็นกิริยาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะเอาจริงเอาจังขึ้นมาต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติโดยมัคโค ทางอันเอก

หัวใจดวงใดไม่มีมรรค หัวใจดวงนั้นไม่มีผล

มรรคผลอันนั้นทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นกิเลสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สิ่งที่เป็นปีติ เป็นอภิญญา เป็นความรู้ความเห็นของจิต อยู่ที่วาสนาของคนมากน้อยขนาดไหน

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ขณะเล็ก ขณะใหญ่นี่ไง เวลาบุคคลคู่ที่ ๔ เวลาโลกธาตุหวั่นไหว มันลาวัฏฏะไง ไม่มาอีกแล้ววัฏวนนี้ เป็นวิวัฏฏะ โลกธาตุนี้ไหวตึงหมด นั้นคือขณะของแต่ละองค์มากน้อยขนาดไหน คือบุญและวาสนาของคนที่สร้างสมมาขนาดไหน

แล้วเวลาที่มันจะเป็นจริงเป็นจัง มันเป็นจริงเป็นจังจากความเพียร ถ้าเป็นความเพียรชอบ มันเข้าสู่มรรค งานชอบก็เห็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก อารมณ์ภาวนามันสร้างภาพทั้งนั้น สร้างภาพหนึ่ง เราไปฟังแล้วก็อึ้งก็ทึ่ง แต่สำหรับผู้ปฏิบัติเป็นมันสังเวช มันเป็นเรื่องนิยายธรรมะ เอ็งจะเขียนเท่าไรก็ได้ เอ็งจะเอารางวัลโนเบลสาขาวัฒนธรรมใช่ไหม เอ็งจะเอาอะไร สิ่งนั้นเอ็งเพื่อเอาเหรียญอันหนึ่งหรือ

แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันเกิดภาวนามยปัญญา แล้วภาวนามยปัญญาที่เป็นธรรมจักร ที่จักรมันเคลื่อน

ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล

จิตตภาวนามันเกิดจากงานชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ สติชอบ ปัญญาชอบ ความชอบธรรม แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติๆ ถ้าบุคคลปฏิบัติแล้วบุคคล ๔ คู่โดยสัจจะโดยความจริง มันจะเป็นความชอบธรรมในหัวใจดวงนั้น

ถ้าหัวใจดวงนั้น เห็นไหม เวลาปฏิบัติโดยสัญญาอารมณ์ กิเลสล่อกิเลสลวง ปฏิบัติบูชากิเลสแล้วกิเลสลากจูงไป เป็นบาปเป็นกรรมอีกต่างหาก

ถ้าเป็นความจริงๆ ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุญกุศลนะ เป็นบุญกุศลโดยสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม

ถ้ามันเป็นทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด ปฏิบัติโดยอารมณ์ ปฏิบัติโดยอุปาทานหมู่ นั้นมันเป็นกิเลสที่มันมีกำลัง

ถ้ามีวาสนา เขามีสติปัญญา กาลามสูตร เขาอึ้งนะ

ปฏิบัติไปถ้ามันมีสิ่งใดกีดสิ่งใดขวาง ปฏิบัติไป เวลาเริ่มต้นปฏิบัติทำความสงบของใจ ถ้ามันไม่ได้ มันเหมือนเอาหัวชนภูเขา เอาหัวนี้ชนภูเขาไว้ แล้วดันมันไม่ไป แสนทุกข์แสนยาก ถ้าปฏิบัติมันเจอมาทั้งนั้นน่ะ

ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมาแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเผชิญหน้ากับกิเลสมาทั้งนั้น แล้วกำจัดมันแต่ละขั้นแต่ละตอนมันใช้กำลัง ใช้สติปัญญามากน้อยขนาดไหน สติ มหาสติ สติอัตโนมัติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาญาณ มันเป็นชั้นเป็นตอน มันไม่ใช่ปัญญาอันเดียวกันนะ

มรรคๆๆ มรรคหยาบ มรรคละเอียด มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด

พอมันมีอะไรเกิดขึ้นก็คิดว่ามันเป็นจริงเป็นจัง ให้กิเลสมันล่อมันลวงไปหมดล่ะ

ถ้ามีสติปัญญานะ มันตรวจมันสอบของมัน มันพิจารณาของมัน ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ มหัศจรรย์ เพราะมันเข้าใจไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับวิธีการดับทุกข์ อริยสัจ อ๋อ! จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ

การฝึกหัดปฏิบัติก็หาจิตของตนที่จิตกำเนิด ๔ แล้วเป็นเราปัจจุบันนี้แต่หาจิตไม่เจอ

หาจิตเจอ จิตที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วเวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริง จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ นิโรธ ดับหมดโดยสัจจะ

ไม่ใช่ดับไม่มีนะ ดับมี ดับโดยกิเลสขาด แต่พุทธะแวววาว ถึงที่สุดแล้วทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ไม่มี จบหมด ไม่มีสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่วิหารธรรม มี ธัมโม มัคโค ธัมโม อันเอกในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เอวัง