เทศน์พระ

ขวาน

๕ พ.ย. ๒๕๖๘

ขวาน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราบวชมาเป็นพระเป็นนักรบๆ ไง ตั้งแต่วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษาอธิษฐานพรรษาไง ถือธุดงควัตร ออกพรรษาแล้วมหาปวารณา นี่หมดหน้ากฐินอีกแล้ว

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันบุญและบาปของคน ถ้าบุญและบาปของคนถ้ามันมีอำนาจวาสนานะ มันสลดสังเวช มีสติมีปัญญาไม่ปล่อยให้ชีวิตนี้เร่ร่อน ไม่ปล่อยชีวิตนี้ให้กิเลสมันครอบงำ เราจะฝึกหัดของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหนก็ฝืนทนของตนเอง หาที่สงบระงับแล้วปฏิบัติไง

เราบวชใหม่ๆ นะ เป็นทุกข์เป็นยากมาก เพราะศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ มันภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไง มันอัตคัดขาดแคลน มันมีแต่ความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ มันวิตกมันกังวลว่าชีวิตเราจะไปทางไหน ชีวิตเราจะทำอย่างไร

ถ้ายังมีอำนาจวาสนาอยู่ สิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วยังประพฤติปฏิบัติได้ มันจะขวนขวายของมัน มันจะปฏิบัติของมันไง

เวลาฟังประวัติครูบาอาจารย์ที่ท่านอัตคัดขาดแคลน ฟังแล้วมันเศร้าใจ มันเศร้าใจแล้วเราจะต้องเผชิญอย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเผชิญอย่างนั้น แสดงว่ากิเลสในหัวใจของเรามันก็บีบคั้นภายในอยู่แล้ว มันทำให้เราทุกข์เรายากอยู่แล้ว แล้วความเป็นอยู่ ปัจจัยเครื่องอาศัยก็บีบคั้นเข้ามาอีก อัตคัดขาดแคลน

ถ้ามันชีวิตพอดำรงอยู่ได้ไง มันจะมุมานะ มันจะมีการกระทำ มันทำให้ล่วงพ้นความทุกข์ไปให้ได้ กัดฟันทนนะ ไม่มีใครเชื่อว่าปฏิบัติเป็น พรรษา ๓ พรรษา ๔ เขาบอกว่ามันภาวนาเป็น ไม่มีใครเชื่อ นั่นเป็นไปไม่ได้

แต่หลวงตาเชื่อ เพราะหลวงตากับเราฟัดกันตลอดเวลา กระหน่ำกันบนศาลาทั้งวันทุกวัน มันแปลก มันแปลกว่า พระอะไรโดนด่าทุกวัน มันทำผิดอะไรของมัน โดนด่าทุกวัน

ท่านก็ย้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ ไอ้เราก็ แหม! เพราะอะไร เพราะเวลามันคนหลงป่ามันไม่มีคนนำทาง มันสิ้นชีวิตแน่นอน วนเวียนอยู่ในป่านั้นหาทางออกไม่ได้ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ โอ้โฮ! มรรค ๘ มืดแปดด้าน ทำอย่างไรไปแล้วมันก็เรรวน ทำอย่างไรไปแล้วมันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ

เวลาแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงามๆ เวลาครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านก็กระหน่ำเต็มที่เลย เพราะกิเลสมันร้ายนัก แก่นของกิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันชักมันจูง มันไหลตามมันไปหมดน่ะ จะดีจะชั่ว ถ้าชั่ว มันก็พาระหกระเหินไปเลย ถ้าดี มันก็บังเงาซะ เรารู้ เราเป็น เราผ่านทะลุ มันเป็นข้อเท็จจริง

นี่เวลามันตรวจสอบไง นี่ไง เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติไปแล้ว เวลาท่านตอบปัญหา เราฟังประจำ เวลาคนปฏิบัติ “ดิฉันปฏิบัติอย่างนี้เจ้าคะ แล้วทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”

“ทำซ้ำ ทำซ้ำ”

ทำซ้ำ เห็นไหม เพราะอะไร เพราะกว่าจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาได้ขนาดนี้มันก็ดีเยี่ยมแล้ว มันยอดของเราไง นี่ไง ยอดภูเขา ยอดภูเขามันอยู่ส่วนยอดของภูเขา ความเพียรของเรา สิ่งใดที่ทำได้มันก็อยู่บนยอดสุดของหัวใจของเรา

ถ้าสิ่งใดเราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นสิ่งใดเลย แล้วถ้าไปรู้ไปเห็นสิ่งใดมันก็สุดยอดของภูเขา มันก็ยอดเยี่ยมทั้งนั้นน่ะ แล้วยอดเยี่ยมแล้วมันจริงหรือไม่จริงล่ะ มันชักนำไปอย่างนั้นน่ะ

แล้วตรวจสอบๆ ไง ภูเขา มันมีภูเขาที่สูงกว่าหรือไม่ ภูเขามันอยู่ใต้ต้นไม้หรือเปล่า ภูเขา ใครเหยียบย่ำมัน ภูเขา ทำซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอมันชัดเจนขึ้น อืม! ถ้ากูเชื่อครั้งที่แล้วนะ มันก็จบไปเลยไง เพราะกูซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเห็นข้อบกพร่อง ทำแล้วทำเล่าไง นี่เวลาท่านตอบปัญหา แล้วเวลาเราปฏิบัติ เออ! ก็เหมือนกัน กูโดนด่าทุกวันเลย โดนด่าแล้วโดนด่าอีก เหมือนกันเลย กูก็โดนย้ำหัวตะปูทุกวันๆ

โดนด่าทุกวัน มันก็แปลก แต่หัวใจมันชื่นบานนะ หัวใจนี้ชื่นบานมาก เพราะอะไร

มันขอคนบอกที ขอคนชี้ทางที ขอให้เป็นไปได้ที มันก็ขวนขวายเต็มที่ของมันน่ะ ท่านก็สับแล้วสับอีก เวลาท่านสับ ไอ้เราก็ เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! นี่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง

ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัตินะ ชาวไร่ชาวสวนเขามีจอบมีเสียมของเขา ถ้าเป็นคนเดินป่าเขามีขวาน มีขวาน ถ้าคนที่เขาเป็นช่าง เวลาเขาได้ต้นไม้มา เขาถาก เขาถากให้เป็นเสา ให้เป็นเรือน ถ้าคนเขามีเลื่อย เขาเลื่อยของเขา ถ้าไม่มีก็ใช้ขวานถาก ขวานถาก

ไอ้ของเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง คนเกิดมามีปาก ปากเป็นขวานเที่ยวถากคนอื่นเขา มันไม่ถากเข้ามาหัวใจของตัวไง เที่ยวถากเที่ยวถางเรื่องของคนอื่น เรื่องของคนอื่น แหม! ยอดเยี่ยมรู้ไปหมด เรื่องของตัวเองทำไม่เป็น ทำไม่ได้

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนานะ มีสติ นั่นแหละมันเป็นขวาน มันเป็นสิ่วที่เราจะถากเราจะถางตบแต่งหัวใจของตน ถ้าหัวใจของตน เห็นไหม

ปลูกบ้านปลูกเรือน ทุกประเภทของการปลูกบ้านปลูกเรือนมันต้องมีเสา มันต้องมีเสา มีค้ำเรือนขึ้นไปเพื่อก่อร่างสร้างเรือนนั้น เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีสติปัญญาของตน ถ้าสติปัญญาของตนมันจะระงับสิ่งที่ว่ามันจะส่งออก

ถ้ามันเป็นทางโลกนะ ประชาธิปไตยๆ มันก็เรียกร้องความเสมอภาค แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราไง ธรรมาธิปไตย ก็ของกูนี่ไง ก็กูขี้ทุกข์ขี้ยากนี่ ก็กูเกิดมานี่ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์

การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี้มันยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ชีวิตนี้มีค่าที่สุด แล้วถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง เราบวชเป็นพระๆ เรานักรบ เราจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

ครูบาอาจารย์ท่านบอก ขอทานมันยังมีกะลา วิชาชีพใดเขาก็มีเครื่องมือของเขา ไอ้นี่เราเป็นพระ แล้วพระปฏิบัติด้วย เราต้องมีสติ เราต้องฝึกหัดสมาธิขึ้นมา เราต้องฝึกหัดใช้ปัญญาของเราขึ้นมา นั่นน่ะมันจะเป็นอาวุธของเราที่จะเข้าไปเท่าทันกิเลสในหัวใจของตน

ถ้ามันมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาขึ้นมา แล้วสติ สมาธิ ปัญญา ภาคปริยัติศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคขึ้นมา วิชาความรู้มากมายมหาศาล นี่ไง มันก็ทฤษฎีไง ฉลากยาไง เขาต้องไปหาเนื้อยา หาคุณภาพยา หาของสิ่งใดขึ้นมาแก้โรคแก้ภัยในหัวใจของตน

นี่ก็เหมือนกัน เราบวชเป็นพระๆ สิ่งที่เป็นพระป่าๆ พระปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเห็นชัดๆ อยู่นี่ ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพื่อเครื่องอยู่ของใจ ถ้าใจมันอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติ มันก็อยู่ในหัวใจของตนนี่ไง อยู่ในร่างกายของตนนี่ไง แล้วถ้าเป็นพระๆ ก็อยู่ในวัตรของเรานี่ไง แล้วมันก็สงบระงับมีความอบอุ่นในวัดวาอาวาสนี่ไง

ถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้วถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา นั่นน่ะการฝึกหัด ถ้าฝึกหัดขึ้นมา มันมีอาวุธ อาวุธ ถ้ามันมีสติขึ้นมา มีสติขึ้นมานี่จบนะ

ไอ้ที่คิดร้อยแปดพันเก้า ไอ้บ้า มึงบ้าอีกแล้ว แต่พอมีสติปัญญา เออ! กูนี่พุทธชิโนรส เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า พุทธะอยู่กลางหัวใจกูนี่ ถ้ามันมีสติปัญญามันเท่าทันขึ้นมา กูหายบ้า กูหายบ้าด้วยสติด้วยปัญญาของกูนี่ไง ด้วยการฝึกหัดปฏิบัติอยู่ในข้อวัตรปฏิบัตินี่ไง

ถ้าสงบระงับเข้ามา มันมีอาวุธไง มันมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเข้ามาในหัวใจของตน แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันภูมิใจ ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติได้มันภูมิใจ มันอบอุ่น มันภูมิใจของตนนะ แต่ถ้ามันไหลออกไป มันเร่าร้อน มันเร่าร้อนนะ แล้วมันก็มองคนอื่นไง ประชาธิปไตยแล้วล่ะ

นี่ไง ท่านอาจารย์สิงห์ทองตอนอยู่ห้วยทราย ท่านพูด แหม! เพราะว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านเข้มข้นของท่าน พระแขวนโคม โอ้โฮ! ทุกร้านเลยแขวนโคม โอ้โฮ! เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โอ้โฮ! พระทั้งวัดเป็นพระอรหันต์หมดเลย เว้นไว้เราคนเดียวไม่ได้เรื่อง ทุกองค์เป็นพระอรหันต์หมดเลย

นี่เขาทำอะไร แล้วทำอย่างไร แล้วเขามีความปกติสุขอย่างไร ปกติสุข ทุกองค์เป็นพระอรหันต์หมดเลย เพราะเขาอยู่ในศีลในธรรม จิตใจเขาอ่อนโยน แล้วมันเป็นธรรม สิ่งใดให้หมู่คณะก่อน สิ่งใดจาคะเสียสละด้วยของคนคนอื่น อะไรก็อยู่ได้ ทุกอย่างอยู่ได้ ให้คนอื่นได้ใช้ได้สอย ไอ้เราอะไรก็ได้ ไอ้ทุกคนคิดอย่างนี้หมด มันมีอะไรขัดแย้ง

เหมือนพระอรหันต์ทั้งวัดเลย มันเรียบร้อยมันดีงามไปหมดน่ะ มันเป็นลิงก็ไอ้เราอยู่คนเดียวนี่แหละ เพราะอะไร เพราะความสุขความทุกข์เรารู้ในใจไง

เราฝึกหัดของเราขึ้นมา หาขวาน ถ้ามีขวาน เห็นไหม ไม่ใช่ในทางโลก เที่ยวถากเที่ยวถางเขาด้วยปากของตัว

หาสติ ถากกิเลสในใจของตัว ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันจะสับ มันจะฟัน เวลาขวานเขาผ่าซีกเลย ผ่าฟืนนั่นน่ะ เวลาตัดไม้ ขวานน่ะ เรามีไหม

เราฝึกหัดของเราขึ้นมา เราทำของเราขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา นี่ภาคปฏิบัติไง

ภาคทฤษฎี ธรรมะเราก็คุยกันได้ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ คุยธรรมะนี่แหละ แล้วก็คุยภาคปฏิบัติด้วย ถ้าภาคปฏิบัติมันพูดจากประสบการณ์ไง ประสบการณ์มีมากมีน้อยขนาดไหนเอามาเจือจานกันไง

เวลาฟัง เห็นไหม เวลามันอั้นตู้ ไปไหนไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ เวลาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เวลาท่านเทศน์ท่านจะบอก ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระไตรปิฎกว่าอย่างนี้ๆ แล้วเราทำอย่างไร เราทำเป็นของเราหรือไม่ มันเป็นโดยข้อเท็จจริงของมันหรือเปล่า

ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมานะ สอนตนให้ได้ก่อนแล้วสอนคนอื่น ถ้าสอนตนได้แล้วนะ เราจะเป็นภิกษุที่ดีงาม พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ สิ่งใดที่ออกจากปากของเรา สิ่งใดที่การแสดงออกของเรา มันเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้คนอื่นได้ความร่มเย็นเป็นสุข เพราะมันไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน ถ้ามีก็มีอย่างเดียว จะให้ผู้ฟัง

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเทศนาว่าการ หน้าที่ของเราเทศนาว่าการประกาศธรรม ต่อไปนี้ทำความเข้าใจเป็นหน้าที่ของเธอ หน้าที่ของเธอทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา หน้าที่ของผู้ฟังนั่นไง ผู้ฟัง ผู้ได้ยินได้ฟังขึ้นมาแล้วจริงหรือไม่จริง กาลามสูตรๆ ห้ามเชื่อๆ แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ได้

แล้วเวลาเราสติปัญญามากมายมหาศาล หาทางออกไม่ได้ คิดทุกเรื่องที่ผูกคอตาย คิดทุกเรื่องแล้วผูกคอตาย ความคิดนั้นน่ะมันมัดตัวเอง คิดปลดเปลื้องไม่ได้ คิดโดยกิเลส คิดผูกคอตาย มัดอยู่นั่นน่ะ แขวนอยู่นั่น แขวนคอตายอยู่นั่นน่ะ แล้วจิตมันไม่เคยตายไง มันก็เลยตายไม่เป็นไง

แต่ถ้าคิดเป็นธรรมไง มันคิดปลดเปลื้อง คิดผ่อนคลาย คิดหาทางออกของตน นี่ปัญญาอบรมสมาธิ คิดโดยธรรมให้มันสงบระงับเข้ามา ถ้าจิตใจมันสงบระงับเข้ามา เห็นไหม สติ สมาธิ ปัญญา หาขวานของเรา หาอาวุธของเรา อาวุธที่เข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสในหัวใจของตน

“กิเลสเป็นนามธรรมๆ จะรู้จักกิเลสมันได้อย่างไร”

ก็เอ็งทำความสงบไม่เป็นไง เวลาทำความสงบนี่กำปั้นทุบดินเลย เพราะอะไร กิเลสมันต่อต้านร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเอ็งทำสิ่งใดมา ผลของมันคือสมถกรรมฐาน ผลของมันคือเข้าไปสู่ใจของตน ถ้ามันไปเข้าสู่ใจของตน นี่มันสงบระงับเข้ามาให้ได้

สิ่งที่ใช้ปัญญาๆ โลกียะทั้งสิ้น ปัญญาโดยทฤษฎี ปัญญาโดยการคิดของตนทั้งสิ้น แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมาโดยความถูกต้องชอบธรรม คิดเพื่อปล่อยวาง คิดเพื่อหยุดคิด ถ้าหยุดคิดได้มันก็ว่างของมัน มันก็มีความสงบสุขของมัน ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันจะมีขวานไว้ถากตัวมันเอง

สอนตนแล้วสอนผู้อื่นไง ถ้าสอนตนไม่ได้ เรารู้ได้อย่างไร ไอ้คำพูดพูดมา พูดมาได้ร้อยแปดพันเก้า แล้วคำพูดมันพูดวันนี้ วันต่อไปมันเปลี่ยนแปลงแล้ว มันไม่จริงของมันตลอดไป

แต่ถ้ามันเป็นความจริง สติ สมาธิ ปัญญาจริงๆ จริงๆ

แล้วสติจริงๆ ขึ้นมา ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาเป็นมหาสติ เอ๊อะ! สติมันยังมีมหาสติอีกนะ เพราะอะไร

เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปแล้วสติมันไม่ทันหรอก เวลา ดูสิ ถ้าไม่มีสติปัญญาเท่าทันมัน มันทำความสงบของใจไม่ได้ ไอ้ที่ว่าว่างๆ ว่างๆ นั่นน่ะ นั่นคล้อยตามกิเลสไปทั้งสิ้น ให้กิเลสมันจูงจมูกไง

“ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความว่าง การปล่อยวาง ปล่อยหมดแล้ว ว่างหมดเลย ดีทั้งนั้นน่ะ” นี่กิเลสมันจูงจมูกไปไง

แล้วถ้ามันพยายามฝึกหัดปฏิบัติ เวลาพุทโธๆ อานาปานสติ ปัญญาอบรมสมาธิ เวลามันหยุดของมัน มีสติปัญญา อ๋อ! มันไม่เหมือนกันนี่หว่า พอมันไม่เหมือนกัน ถ้ามันทำสมาธิของมันได้ ทำความสงบสุขได้ เรามีสติสัมปชัญญะชัดเจนของมัน นี่ไง ผู้รู้มีสติสัมปชัญญะรอบรู้ รอบรู้ในใจของตน มันเป็นความมหัศจรรย์

แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา เพราะอะไร

ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้เพราะมันว่าง มันมีความสงบสุข แล้วธรรมะสอนให้ปล่อยวาง ธรรมะคือความว่างเปล่า ก็ว่างอยู่อย่างนี้ ก็ว่างอยู่นั่นไง ให้กิเลสมันยิ้มเยาะเยาะเย้ยอยู่นั่นไง แล้ว “กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสมันไม่มีตั้งแต่ต้น”

มันไม่ใช่เสือใบ เสือใบมันไปจับตัวของมันได้ไง เสือใบมันเป็นเสือเพราะอะไร เพราะสันดานของเขาเป็นอย่างนั้น เขาทำของทำโดยความชอบของเขา

ไอ้กิเลสของเรามันอยู่กับเรา มันไม่ใช่อยู่ที่เสือใบ มันอยู่ที่ฐีติจิต มันอยู่กับเรานี่ แล้วมึงเห็นหรือเปล่า มึงเห็นแล้วเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าเห็นแล้วเป็นจริงมันจับต้องได้ เวลามันฝึกหัดใช้ปัญญาไปแล้ว

นี่ไง ถ้าเราจะมีขวาน เวลาเขาถากเขาถางเพื่อให้เป็นขื่อเป็นแป เป็นเสา เพื่อจะปลูกบ้านปลูกเรือนของเราขึ้นมา เวลาจะตัดให้มันได้เป็นชิ้นส่วนสัดของมัน มันต้องตัดต้องสับของเขา นี่เวลาขวานไง ขวานมันสับมันตัดของเขา นี่พูดถึงว่า นี่เป็นการสร้างบ้านสร้างเรือน

ไอ้เราล่ะ เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราจะสร้างหัวใจของตน ถ้าสร้างหัวใจของตนนะ เป็นชั้นเป็นตอน เห็นไหม เวลาเป็นชั้นเป็นตอนบุคคล ๔ คู่ เวลาเท้าเหยียบฝั่ง เหยียบฝั่งก็เหยียบภพเหยียบใจ ใจมันพาดพิงกระแสธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามันพาดพิงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สิ่งที่เป็นธรรมๆ สัจธรรมที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจากการกระทำของตนทั้งสิ้น

ถ้าตนไม่ได้กระทำขึ้นมา มันจะเกิดเป็นภาคปฏิบัติขึ้นมาได้อย่างไร

ภาคปริยัติศึกษาค้นคว้ามาด้วยสมอง ด้วยการท่องบ่นๆ นี่ทรงจำธรรมวินัยๆ มันก็เป็นความมหัศจรรย์ของมันอยู่แล้ว ถ้ามันไม่มหัศจรรย์ขึ้นมา เห็นไหม เวลาหลวงปู่มั่นไง อะไรที่มันเป็นความจำเป็นๆ ข้ามไปๆ กิเลสมันร้ายนัก ถ้ากิเลสมันร้ายนัก สิ่งนั้นที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ขึ้นมามันจะเป็นโทษทันที ถ้าเป็นโทษทันทีขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะกิเลสมันรู้อยู่แล้ว มันทำให้ซับซ้อนเข้าไปมากกว่านั้นอีก เวลาทำให้ซับซ้อนเข้าไปมากกว่านั้น เราต่างหากที่จะต้องพยายามขุดคุ้ยค้นคว้าขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมาได้ ถ้าค้นคว้าขึ้นมาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

นี่ภาคปริยัติ ภาคปริยัตินี่ฉลากยา เวลาเนื้อยาตัวยาขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา ขวานไง ขอทานยังมีกะลา เวลาพระปฏิบัติขึ้นมา พระก็มีบริขาร ๘ ไง เวลาธุดงค์มีกลดด้วย มีมุ้งกลดด้วย เวลาไปมีกระติกน้ำด้วย ไอ้นั่นมันจรมา บริขารโจล มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่บริขาร ๘ มันต้องมีโดยข้อเท็จจริงของมัน นี่พูดถึงบริขาร

แต่ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา ใครสร้างมันขึ้นมา

เราแสวงหามาทุกอย่างที่เป็นวัตถุ บริขารเครื่องดำรงอยู่ ปัจจัย ๔

ธรรมล่ะ

สิ่งที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งที่เข้าไปต่อสู้กับกิเลสในหัวใจของตน ถ้าจะเข้าไปต่อสู้กับกิเลสในหัวใจของตน มันมีความภูมิใจ แล้วจะทำให้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรมเป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมามันมีความสงบสุขโดยข้อเท็จจริงของมัน

แล้วถ้าข้อเท็จจริงของมัน สิ่งที่ว่า เวลาหัวใจที่ต่ำกว่าจะรู้หัวใจที่สูงกว่าไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่เหนือกว่า สิ่งที่เหนือกว่า เหนือกว่าอย่างไร

แต่ถ้าจิตใจของเรา เราเป็นปุถุชน ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง ศรัทธา อจลศรัทธาไง

ถ้าเป็นอจลศรัทธา มันศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา ถ้ามีการกระทำขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันมีรั้วรอบขอบชิดของมัน ถ้ามีรั้วรอบขอบชิดของมัน จะทำสมาธิก็ทำได้ง่าย ถ้ามีความเข้าใจ แล้วมีหนทางให้จิตใจมันเข้ารูปเข้ารอย ถ้ามันเข้ารูปเข้ารอย ถ้ามันปล่อยวางสิ่งที่เสวยๆ มันปล่อยวางหมดในตัวมันเองของมันให้ได้ ถ้ามันปล่อยวางตัวมันเองให้ได้มันก็จะเป็นสัมมาสมาธิ

ถ้าสัมมาสมาธิ ถ้าน้อมไปเห็น ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเห็นกิเลส มันเข้าใจกิเลส กิเลสมันเป็นอย่างไร กิเลสที่มันเกาะกุมหัวใจของตนนี่ แล้วเวลาพิจารณาไป สติ สติจะเป็นขวาน จะเป็นสิ่ว จะเป็นสิ่งที่จะถากจะถาง ถากถางกิเลสในหัวใจของตน สิ่งที่มันร้อยรัด มันร้อยรัดมาจากไหน มันร้อยรัดจากธรรมชาตินั่นแหละ

อดีต อนาคต สิ่งที่เป็นอดีตมันเป็นอดีตมาแล้ว เราเป็นปัจจุบันนี้ เรามีอายุขึ้นมา ผู้เฒ่าผู้แก่เห็นเด็กหนุ่มเด็กสาวมันมีครอบครัวของมัน มันก็มีลูกมีเต้าของมันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาขึ้นมา เรารู้เราเห็นมาตลอด เพราะอะไร

เพราะเรารัตตัญญู เราเห็นมาก่อน เราเห็น เรารู้มาก่อน มันจะเผชิญกับอะไรความทุกข์ความยากขึ้นมา ถ้าโลกมันเปลี่ยนแปลงขึ้นมามันก็ขาดตกบกพร่องของมัน ถ้าโลกสมบูรณ์แบบของมัน มันก็มีความสุขของมันอยู่ชั่วคราวหนึ่ง แต่ถึงเวลาแล้วเวลาชราคร่ำคร่าขึ้นมา เขาก็เป็นปู่ เป็นย่า เป็นตา เป็นยาย มีลูกมีเต้าสืบต่ออันนั้นไป

ในภาคปฏิบัติ เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันไม่มีเลย มันไม่มีเลยตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านออกค้นคว้าของท่านไง มันมีความอุดมสมบูรณ์ในวัดในวา มันมีความสมบูรณ์

สมบูรณ์เหมือนในปัจจุบันนี้ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรามีข้อวัตรปฏิบัติ มีขอบมีเขต มีขอบมีเขตเพราะอะไร เพราะมันรู้เท่าทันกิเลสในใจของตนไง พอเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา อบรมบ่มเพาะขึ้นมา สร้างธรรมทายาท ธรรมทายาทขึ้นมาจนสังคมเขาเชื่อถือศรัทธาไง

แล้วในปัจจุบันนี้สำนักปฏิบัติ สำนักปฏิบัติมากมายมหาศาล สำนักปฏิบัติมันเป็นป้ายชื่อสำนัก แต่ความเป็นจริงมันไม่มี

ถ้าความเป็นจริงมันมีนะ ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามันเป็นธรรม มันไม่ออกนอกลู่นอกทางแน่นอน 

ไอ้นี่มันไม่ใช่ออกนอกลู่นอกทาง มันถูไถมาตั้งแต่เปลือกนอกนู่นน่ะ มันขัดแย้งกันไปหมดไง มันขัดแย้งกับธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียบง่าย เรียบง่าย ทำขึ้นมา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา อาบเหงื่อต่างน้ำทำขึ้นมาให้จิตมันสงบ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาขึ้นมาเกือบเป็นเกือบตายก็เพื่อความสงบสุขในหัวใจของตน ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าทำให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ทุ่มเททั้งชีวิตนะ แล้วมันมีคุณค่ามาก เพราะอะไร

เพราะมันจะได้มันจะเสียขึ้นมา ทุกคนทุ่มเททั้งนั้นน่ะ เวลาทำงานๆ ทุกอย่างทำงานพอได้รับค่าตอบแทน เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาทุ่มทั้งชีวิต ตายเป็นตาย เพราะอะไร เพราะต้องให้กิเลสมันตาย

แต่นี่ไม่อย่างนั้นนะ ลัดสั้น สะดวกสบายไปหมดเลย เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ผูกเปลญวนนอนอยู่โคนต้นไม้เลย

เหลวไหลทั้งนั้นน่ะ แล้วโลกก็ชอบ ชอบอย่างนั้นน่ะ ไอ้นั่นมันพิธีกรรม มันแค่พิธี ก็วินัยนี่ไง ระเบียบกฎกติกานี่ไง แล้วก็ทำให้มันเข้ารูปเข้ารอยไง ไอ้นี่มันธรรมะคอนเสิร์ต เวลาธรรมะๆ ขึ้นมา มันต้องแวววาว ต้องขึ้นมา เวลาทำความสงบของใจสว่างไสว สว่างโพลง

มันทำคอนเสิร์ตเลย มันแสงไฟ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ พับๆๆ เลย โอ้โฮ! มหัศจรรย์

เศร้า เพราะคนไม่มีแก่นสาร คนไม่มีแก่นสารมันส่งออกเป็นโลกไปหมดเลย เพราะอะไร เพราะโลกมันสื่อสารกับโลกได้ไง สื่อสารกับโลก เขาทุกข์มากับโลก โลกเขาทุกข์จนเข็ญใจบีบคั้นหัวใจมาตลอด เขาต้องการความจริง

แล้วความจริงโคนไม้ เรือนว่าง สัปปายะ ที่สงบสงัด แล้วมีกติกากับตัวเราเอง อย่าเหยียบย่ำหัวใจคนอื่น อย่าเบียดเบียนเขา อย่าทำให้ผลกระทบกระเทือนกับผู้ที่เขาต้องการความสงบสงัด

กายวิเวก จิตวิเวก

กายวิเวกไม่ได้เพราะจิตมันฟุ้งซ่าน แล้วเที่ยวจะกระหน่ำย่ำยีคนอื่นด้วยความเห็นของตน ความเห็นของตนเที่ยวย่ำเที่ยวยีคนอื่น “มึงไม่วิเวก มึงไม่ปฏิบัติ มึงไม่ทำความเป็นจริง” ทั้งๆ ที่มึงไม่ปฏิบัติเลย

ถ้ามึงปฏิบัตินะ นั่งลง เขามั่นใจ เขามีความศรัทธาของเขา เขาจะทำของเขา เราไม่ต้องไปสับไปยำเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติพยายามตระเวนหา พยายามเข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาของท่าน ใครจะฝึกหัดปฏิบัติต้องมุมานะเข้าไปหาท่าน

ไอ้นี่นะยิ่งกว่าตลาด พร้อมเสมอที่จะเปิดกว้าง แล้วเข้ามานะ มีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้ง แล้วก็เข้ามาพิธียิ่งใหญ่นะ เข้ามานี่ แหม! พับเพียบเรียบร้อยเชียว เข้ามานี่ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ พระนี่ โอ้โฮ! ไม่นุ่มนวล ไม่สมควรจะคารวะ

ใจเขาเป็นธรรมนะน่ะ

นี่มันส่งออกเป็นโลก แล้วมันยิ่งทะลวงไส้ ชักนำเข้าไปจนอีลุ่ยฉุยแฉก แต่เปลือกนอกนะ เปลือกนอกดูแวววาวเชียว ในหัวใจยิ่งกว่าขี้หมูราขี้หมาแห้ง แต่ถ้าความเป็นจริงเรื่องไร้สาระทั้งนั้น

สอนตนให้ได้ก่อนแล้วไปสอนคนอื่น เพราะไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง มันไม่มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากไปย่ำยีบุคคลคนอื่นเขา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก สูงส่งแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด ถ้ามันถูก มันจะต่ำต้อยอย่างไร มันจะไร้สาระอย่างไร ถ้ามันถูกมันคือถูก จะเอาสถานะอะไรมาย่ำยีกันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันเป็นจริง ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก อันเดียวกันนั่นไง

ทำไมกฎกติกามันมีหลายระดับเหลือเกินนะ กฎกติกานี้มันหลายชั้นเนาะ มันเป็นไปไม่ได้ นั่นล่ะขี้หมูราขี้หมาแห้ง มันเป็นเรื่องไร้สาระ

ถ้ามันเป็นสาระ เห็นไหม มีขวาน ต้องถากใจของตนให้ได้ก่อน ถ้าใจของตนให้ความยุติธรรมตัวเองได้จะเป็นสัมมาสมาธิ

ถ้ายังให้ความยุติธรรมของตัวเองไม่ได้ จะไปให้ความยุติธรรมของใคร ยุติธรรมมันต้องให้กับตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าตัวเองให้ได้ก่อน มีกติกากับเรา ผิดไม่ทำ

พระกรรมฐานๆ เรื่องศีลสำคัญมาก เวลาฝึกหัดปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา ไอ้เรื่องที่แรงๆ ไป ถ้านอน ลากเท้าเลย มีปัญหาไปตลอด จนวิ่งหนีออกจากป่ากันน่ะ ถ้าเป็นข้อเท็จจริง

เดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้น คอนเสิร์ตกลางป่าเลยล่ะ การหัดฝึกหัดปฏิบัติไง นี่ไง เพราะมันไม่มีอาวุธ มันไม่มีจอบ ไม่มีขวาน มันมีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้ง มันเลยเหลวแหลกกันไปหมดไง

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังมันเรื่องของสังคม เรื่องของโลก เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ตนนี่ไง ที่จะมีสติปัญญาของเราขึ้นมาไง ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของเขา

เวลาออกฝึกหัดปฏิบัติไง บวชแล้วอุปัชฌาย์ให้กรรมฐาน ๕ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ รุกฺขมูลเสนาสนํ ถ้าไปอยู่ที่ไหนถ้ามันมีความวุ่นวาย เราไม่อยู่กับเขา เราหลีกเร้นของเราไป โคนไม้ที่ไหนก็ได้ แล้วไม่ให้ขี้หมูราขี้หมาแห้งมันมีอำนาจขึ้นมา “เวลาปฏิบัตินี่ก็ทุกข์ๆ มันไม่มีใครส่งเสริมบูชาเลย มันทำอะไรแล้วมันก็ไม่สมใจปรารถนาเลย”

ขี้หมูราขี้หมาแห้ง

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ ไร้สาระมาก เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง โคนไม้ที่ไหนก็ได้ แล้วเอาจริงเอาจังขึ้นมา เอาจริงเอาจังขึ้นมา เขาเคารพบูชาของเขาเอง เวลาเขาเคารพบูชาของเขาเอง เราเองต่างหากไม่ต้องการ ครูบาอาจารย์เรานะ มันวุ่นวาย มันเป็นการแบบว่ามันไม่เป็นที่สัปปายะ มันไม่เป็นที่รื่นเริง

เวลาในหนังสือ เวลามรรค เวลาออกวิเวกไง ท่าน้ำ แม้แต่ต้นไม้ที่มีผลยังไม่ควรไปเลย ต้นไม้ที่มีผล นกกามันมาหากินของมัน หนวกหู เวลาวัดที่สร้างใหม่ วัดที่เขามีการก่อสร้าง วัดที่เขามีสังคมเยอะๆ ไม่ควรเข้าไป ไม่ควรเหยียบเข้าไปเลย ไปหาที่เราที่สงัดที่วิเวก นี่ไง ไปน้อยใจใคร

“แหม! ปฏิบัติไม่มีใครสงเคราะห์เลย อู๋ย! ไม่มีใครดูแลเลย มันกำลังจะตายแล้ว”

มันไม่มีหรอก

เช้าขึ้นมาบิณฑบาตเลี้ยงชีพล้น ทุกอย่างมีทั้งนั้นน่ะ มายาอย่างเดียว ขี้หมูราขี้หมาแห้ง เขาไม่ต้องการ เขาต้องการขวานถากตัวเอง ถากหัวใจไม่ได้จะไปถากใคร อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

แล้วตนมีแต่มารยาสาไถย อย่างอื่นไม่มี แล้วอะไรเป็นธรรม ก็ไหนว่าปฏิบัติธรรมไง ก็เอาความจริงไง แล้วความจริงอยู่ที่ไหน ก็หาความจริงอยู่นี่ไง สอนตนให้ได้แล้วทุกอย่างมันก็จบ ถ้ามันสอนตนไม่ได้จะไปสอนใคร

สอนตนไม่ได้ คนอื่นเขารอเลยล่ะ นี่ไง นินทากาเลไง เป่าหูอย่างเดียว ลอยเลยนะ ใครเป่าตูดหน่อยเดียว โอ้โฮ! ลอยเชียว เอาอย่างนั้นหรือ ไม่ต้องให้เอ็งเป่าตูดหรอก กูขึ้นบอลลูนก็ได้

ตอนนี้นะ อภิญญา ๖ รู้วาระจิต โทรศัพท์ก็มี เดี๋ยวนี้เน็ตไปใหญ่เลย รู้แม่งไปทุกเรื่อง เหาะหรือ ซื้อตั๋วเครื่องบินไง มันจะมีอะไรมหัศจรรย์ แล้วตัวเองทำอะไรอยู่ นี่ขวานไม่มี โยนมันทิ้ง ไม่แสวงหา ของมันมีอยู่แล้วไม่หยิบไม่จับ

บวชมาไง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ รุกฺขมูลเสนาสนํ อุปัชฌาย์ให้มาแล้ว ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านยัดใส่มือด้วย โยนทิ้ง ไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สอนตนไม่ได้แล้วอย่าว่าเป็นผู้นำนะ ขวางเขาอีกต่างหาก เพราะคนที่เขาจะทำมี อย่าขวางคนอื่น ให้คนที่เขาจะทำให้เขาได้ทำเต็มที่ของเขา มันอยู่ที่วาสนาของเขา

ไอ้นี่ทำไม่ได้เพราะมันติดกูนี่ไง ติดขัดไปหมด ตนเองไม่มีขวานไว้คอยถากคอยถางใจของตัวเองแล้ว แล้วยังไปกีดไปขวางนี่มันสำคัญ ไปกีดไปขวางผู้ที่ทำคุณงามความดี ผู้ที่เขาจะฝึกหัดปฏิบัติ

แล้วไอ้คนที่เข้ามามันไม่รู้ไม่เข้าใจก็ อ๋อ! จะต้องขี้หมูขี้หมาแห้งอย่างนี้ แล้วปฏิบัติ ปฏิบัติแบบขี้หมูราขี้หมาแห้ง แล้วก็วัดป่ากรรมฐานนะ ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเลย ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วันหนึ่งกินแล้วก็นอน กอนแล้วก็นิน แล้วก็นั่งนินทากันอยู่นี่ ธรรมะนินทา นินทากาเล ความจริงหาไม่เจอ ขี้หมูราขี้หมาแห้ง เอวัง