เทศน์บนศาลา

ธรรมแก้บน

๓ มี.ค. ๒๕๖๙

ธรรมแก้บน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำคัญเพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้เอง เอหิภิกขุ สั่งสอนเอง สำเร็จเป็นพระอรหันต์

คำว่า สำเร็จเป็นพระอรหันต์” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เสวยวิมุตติสุขๆ สุขที่ไม่มีในโลกนี้

ในโลกที่เขาแสวงหาความสุขอยู่ เขาตะครุบเงา เขาได้แต่ความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นสุขกับทุกข์ไง มันเป็นของคู่

วิมุตติสุขๆ มีหนึ่งเดียว ไม่มีสอง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ไง เอหิภิกขุบวชให้เอง แล้วอบรมบ่มเพาะขึ้นมาเอง เป็นพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ วิมุตติสุขเหมือนกัน

พระอรหันต์ต้องมีความรู้เหมือนพระอรหันต์ พระอรหันต์ต้องมีความสุขเหมือนพระอรหันต์ มันเป็นการยืนยันในผลงานในพระพุทธศาสนาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนชฎิล ๓ พี่น้องไง บูชาไฟๆ

พราหมณ์เดี๋ยวนี้เขายังบูชาไฟกันอยู่นั่นไง บูชาไฟๆ เพ่งกสิณจนมีฤทธิ์มีเดชไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปขอพักอาศัยอยู่ ไม่ให้พัก ไม่ให้อาศัย

สมณะไม่ให้สมณะพักอาศัย เป็นสมณะได้อย่างไร

นั่นสมณะจอมปลอมไง สมณะจอมปลอมใจมันไม่เป็นธรรมไง ใจไม่เป็นธรรมมันเห็นแก่ตัวไง พอมันเห็นแก่ตัวขึ้นมา มันเห็นแก่ลาภมันเห็นแก่สักการะของตัวไง เข้ามาอยู่ จะมาแบ่งลาภสักการะของตัวเองไปไง ถึงไม่ให้พักๆ

สมณะไม่ให้สมณะพัก จะเป็นสมณะได้อย่างไร

จำเป็นต้องให้พักไง

นี่ไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เพ่งกสิณๆ บูชาไฟๆ เขาก็มีฤทธิ์มีเดชของเขาเหมือนกัน ในโรงไฟเขาบูชาพญานาคไว้ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปพักอาศัยอยู่ที่นั่นไง พญานาคจะมาทำลายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง จับใส่บาตรเลย

แสดงฤทธิ์แสดงเดชขนาดไหน เขาก็มีฤทธิ์มีเดช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์เดชได้ทั้งนั้นน่ะ เขาไม่เห็นด้วย

“เธอไม่ใช่พระอรหันต์ เธอมันหันซ้ายหันขวา”

นี่เวลาจะเป็นพระอรหันต์ไง เวลามีศรัทธาความเชื่อ ความเชื่อว่าสิ่งที่ตัวรู้ตัวเห็นนั่นไม่ใช่ ละวางสิ่งนั้นได้ด้วยอำนาจวาสนาของตนที่สร้างมาไง ยอมละทิฏฐิมานะความเห็นอันนั้นมาขอบวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงอาทิตตฯ ตาเป็นของร้อน หูเป็นของร้อน อายตนะทั้ง ๖ เป็นของร้อน ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ร้อนเพราะโลภะ

เห็นไหม มันต้องมีเหตุมีผลสิ มันต้องมีที่มาที่ไปสิ เธอไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดเลย บูชาไฟ เพ่งกสิณอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมีฤทธิ์มีเดชขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์กับใคร นั่นน่ะ “เธอไม่ใช่พระอรหันต์”

เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม อายตนะเป็นของร้อน ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ร้อนเพราะโลภะ

นี่ไง สิ่งที่ละที่วางขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงไง มันร้อน ร้อนเพราะอะไรล่ะ นี่ไง ร้อนเพราะอวิชชาไง ร้อนเพราะพญามารไง ร้อนเพราะหลงไง ร้อนเพราะไม่เข้าใจไง ร้อนเพราะตัวเองรักษาไว้ไม่ได้ไง

แล้วถ้ารักษา จะรักษาอย่างไร

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไง สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เขาไม่ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพัก

เพราะว่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นลูกศิษย์ลูกหากษัตริย์ เป็นลูกศิษย์ไง เวลากษัตริย์จะมากราบอาจารย์ของตน

อ้าว! วันนี้เห็นสมณะหนุ่มๆ องค์หนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลาง แล้วใครเป็นอาจารย์ใครกันนะน่ะ

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหน้าที่ของเธอ

ชฎิลคนพี่ไง นี่ไง เวลาสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศ กลับลงมาแล้วกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ข้าพเจ้าเป็นสาวก” เหาะขึ้นไปบนอากาศกลับลงมา มากราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ข้าพเจ้าเป็นสาวก” ๓ รอบ จนพระเจ้าพิมพิสารลงใจ เข้าไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เทศนาว่าการขึ้นมาพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันเหมือนกัน

เวลาถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรมมันต้องมีที่มาที่ไปของมันไง

วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้เอง อบรมบ่มเพาะเอง สอนเอง จนเป็นพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ มาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพบูชา สำนึกถึงบุญคุณ คุณที่จูงออกมาจากทิฏฐิมานะ จูงออกมาจากมีฤทธิ์มีเดชมีคุณสมบัติผู้วิเศษที่ทางโลกเขาต้องการกันไง แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ต้องการ

ต้องการให้มีสติ ฝึกหัดใช้ปัญญา รู้เท่าทันกิเลสในหัวใจของตน แล้วศึกษา แล้วค้นคว้า แล้วพยายามฝึกหัดขึ้นมาให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริง

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำคัญเพราะมีมรรคมีผลไง สำคัญเพราะมีศาสดา มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสาวกผู้ที่เคารพบูชา มีสาวกผู้ได้ยินได้ฟังแล้วกลับมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ด้วยทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

นี่ไง มันสำคัญ มันสำคัญตรงนี้ไง สำคัญตรงมันมีคุณธรรมไง มันมีสัจจะมีความจริงขึ้นมาไง

แล้วสัจจะความจริงมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ

สัจจะความจริงขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน

“อานนท์ เราไม่ได้เอาสมบัติของใครไปเลย เราเอาแต่ของเราไปเท่านั้น สิ่งที่เราได้แสดงไว้แล้วจะเป็นศาสดา ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอ”

พระอานนท์จำธรรมไว้ ฟังธรรมๆ จำข้อธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ นี่ไง พระอุบาลี พระอุบาลีจำวินัยๆ เลิศทางวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วทำสังคายนา

ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเราๆ สิ่งที่เป็นธรรมและวินัยนี้เป็นคุณธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจดจารึกกันไว้ ท่องบ่นกันไว้ สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา

“อานนท์ เราไม่ได้เอาของใครไปเลย เราเอาของเราไปเท่านั้น”

เอาของเราคือคุณธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะธรรมแท้ๆ สิ่งที่จารึกไว้ๆ จดจารึกไว้ในพระพุทธศาสนา นี่ภาคปริยัติ นี่เป็นสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของเรา

ฉะนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เมืองไทยเป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนา ทางภาคทฤษฎี การทรงจำธรรมวินัย การศึกษามั่นคงแข็งแรง มั่นคงแข็งแรงต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม

กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาตามข้อเท็จจริงของท่านไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของท่าน เห็นไหม มันสำคัญ มันสำคัญที่ท่านเคารพท่านบูชาของท่าน ท่านพยายามศึกษาค้นคว้าขึ้นมาด้วยความทุกข์ความยากอันนั้น ด้วยความทุกข์ความยากขึ้นมา เพราะท่านเข้าไปเผชิญกิเลสในหัวใจของท่าน แล้วท่านเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา อบรมบ่มเพาะขึ้นมา มีธรรมทายาท มีธรรมทายาทขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงไง

ไอ้ผู้ที่เดินตามๆ มันมีน้อย ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังขึ้นมามันมากมันมายขึ้นมา

มันแซงหน้าแซงหลังเพราะอะไร

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมานชฎิล ๓ พี่น้องไง เขามีฤทธิ์มีเดช เขามีคุณสมบัติของเขานะ เขามีกษัตริย์เป็นลูกศิษย์ลูกหานะ เขามีลาภสักการะมากมายมหาศาล แต่เขาก็ติด เขาก็ยึดมั่นถือมั่นของเขาว่าเขาก็เป็นอย่างนั้น

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน นี่ไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ใครมาแล้วก็เห็นวัดวาอารามเป็นความมหัศจรรย์ ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา โอ้โฮ! ครูบาอาจารย์นะ ได้นิมิตมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาสร้างวัตถุ ถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา มหัศจรรย์ๆ

จิ้งจก ตุ๊กแกอยู่ที่นั่นน่ะ แล้วคอยบำรุงรักษาอยู่นั่นน่ะ คุณงามความดีที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาไม่เห็นมีสิ่งใดเป็นความจริงขึ้นมา

เวลาความจริงขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่านในป่าในเขาของท่าน ท่านมีอะไรเป็นสมบัติของท่าน สมบัติของท่านคือธรรมและวินัยในหัวใจของท่านไง เวลาพระผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันรู้จริงเห็นจริงตามข้อเท็จจริงในหัวใจของตนไง ถ้าตามข้อเท็จจริงในหัวใจของตน เห็นไหม

ภาคปริยัติทรงจำธรรมวินัยๆ

ภาคปฏิบัติ ถ้าภาคปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้

มีผู้ที่จบเปรียญ ๙ ประโยคไปถามหลวงปู่ฝั้นไง “ผมรู้หมดวิธีการทำ แต่ผมไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วจะทำที่ไหน พระพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะขึ้นมามากมายมหาศาล ๔๕ ปี เทศนาว่าการไว้มากมายมหาศาล แล้วจะเริ่มต้นตรงไหน จะทำอย่างไร”

มีสติมีปัญญามากมายมหาศาล ทำสมาธิไม่เป็น ทำไม่ได้

ทำเป็นๆ ทำเป็นขึ้นมา

นี่ไง พระปฏิบัติไม่มีการศึกษา จะมีความรู้ความเห็นมาจากไหน ไอ้เราศึกษาจบ ๙ ประโยค สติปัญญามากมายมหาศาล ทำสมาธิไม่เป็นน่ะ

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ไง เป็นเครื่องอยู่ของใจ คำว่า เครื่องอยู่ของใจ” คือจะแสวงหาหัวใจไง ไม่ใช่แสวงหาความจำไง ความจำศึกษาเล่าเรียนมามันเป็นความจำทั้งนั้นน่ะ มันเป็นเชาวน์เป็นปัญญาของมนุษย์นี่แหละ

ถ้าเราเป็นพระกรรมฐาน พระกรรมฐานมีครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วท่านส่งเสริมขึ้นมา เห็นไหม เวลาเราบวชพระขึ้นมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ปริยัตินี้พอแล้ว ถ้ามันเป็นจริง

ปริยัติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้ามันแทงได้ตลอด ถ้ามันแทงได้

แล้วแทงอย่างไร เอาอะไรไปแทงมัน เอาเข็มหรือ

จักขุญาณ เขาเอาปัญญาญาณในใจแทง

แล้วปัญญาญาณมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ภาคปฏิบัติน่ะ

วันสำคัญพระพุทธศาสนาไง มันสำคัญ สำคัญตรงครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงขึ้นมา แล้วท่านเที่ยวเข็น เที่ยวผลัก เที่ยวดัน จะให้ผู้ที่รู้จริงขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดต่อเนื่องไปไง สืบทอดพระพุทธศาสนาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เรายังไม่ให้ปกครองสงฆ์ เราจะให้สงฆ์ที่ดีงามปกครองสงฆ์”

แล้วสงฆ์ที่ดีงาม เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้สงฆ์เป็นสงฆ์ขึ้นมาไง ถ้าเป็นสงฆ์ขึ้นมา เวลาเป็นสงฆ์ขึ้นมา ถ้าเป็นอริยสงฆ์ในหัวใจของตนเป็นอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะไปเกลือกกลั้ว มันจะไปทำชั่ว มันจะไปคลุกคลีกับกิเลสได้อย่างไร เพราะมันเป็นสงฆ์ มันเป็นอริยสงฆ์ มันเป็นสงฆ์เห็นกิเลส มันต้องคายกิเลสออก ต้องนิโรธดับทุกข์มันถึงจะเป็นสงฆ์ แล้วถ้ามันนิโรธ มันดับแล้วมันจะเอาเชื้อไขมาหลอกลวงได้อย่างไร มันจะเอาหัวใจดวงนั้นอยู่ในใต้อำนาจมันได้อย่างไร มันเอาอยู่ใต้อำนาจมันไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันนิโรธ มันดับ ที่มันขาดออกไปจากหัวใจตั้งแต่ตอนนั้น มันถึงจะเป็นอริยสงฆ์

นี่ไง “เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์”

แล้วสงฆ์มันอยู่ไหน สงฆ์มันเป็นอย่างไร

นี่วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาไง เพราะสงฆ์มีอรรถมีธรรมไง เพราะสงฆ์มีฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงนั้นไง ถ้าข้อเท็จจริงมันก็เลี้ยงตัวเองได้ ถ้ามันเลี้ยงตัวของมันเองได้ มันจะพาให้เหลวแหลกไปกับเทวทัตที่จะปกครองสงฆ์ได้อย่างไร

“เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์”

แล้วก็อำนาจวาสนานะ ถ้าใครมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เกิดมาร่วม ถ้าเกิดมาร่วมแล้ว อยู่ใกล้กัน อยู่ด้วยกัน ถ้ามันไม่สนใจ มันไม่เอาก็คือมันไม่เอา

ถ้ามันจะอยู่ที่ไหน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา คนที่จะศึกษาค้นคว้าต้องกระเสือกกะสนเข้าไปนะ แล้วท่านจะพิจารณาของท่าน ท่านจะรับไม่รับนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ารับแล้วภาวนาได้หรือไม่ได้ไง

ถ้าภาวนาไม่ได้ก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริตเป็นนิสัย ถ้ามันภาวนาได้มันก็เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจดวงนั้นนะ มันเคารพมันบูชา

มันเคารพบูชา เพราะเวลามันฟุ้งมันซ่านมันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากหัวทิ่มภูเขาเลยล่ะ ศึกษาค้นคว้ามาจากตำหรับตำรา ฟังธรรมๆ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราเทศนาว่าการไว้มากมายมหาศาล มันได้ยินได้ฟังมาทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลามันจะทำความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันไม่เป็น พอไม่เป็นมันก็ฟุ้งมันก็ซ่าน มันก็ทุกข์มันก็ยาก มันก็บีบมันก็คั้น เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มาก ถ้ามันมีความสุขขึ้นมา มันมีสติมีปัญญาขึ้นมา มันเท่าทันความรู้สึกนึกคิดนี้บ้างไง เท่าทันความคิดของตน

อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ตนนั้นยังเพิ่งตัวเองไม่ได้ก็พึ่งครูบาอาจารย์ไปก่อน

เวลาบวชพระ อุปัชฌาย์ ถือนิสัยอุปัชฌาย์ ถ้าอุปัชฌาย์สิ้นชีวิตนี้ไป พระสึกมากมายในพระไตรปิฎก ถือนิสัยอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ตายแล้วไม่มีที่พึ่งที่อาศัย ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ถือนิสัยจากครูบาอาจารย์ ขอนิสัยๆ ขึ้นมา ขอนิสัยกันมาเพื่อฝึกหัดๆ

แล้วถ้าขอนิสัยเพื่อฝึกหัด ถ้าสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ถ้าจิตมันไม่ลง จิตมันไม่เคารพบูชา มันจะฝึกหัดอะไร มันก็มาคอยจับผิดไง มันก็มาคอยเพ่งโทษ เอาแต่โทษใส่หัวใจนั้นไปไง

เขามา เขามาเพื่อเอาบุญเอากุศล เขามาเพื่อความสุขความสงบไง จิตไม่ลงไง ถ้าจิตมันไม่ลง มันก็ต่อมันก็ต้าน มันก็พลิกมันก็แพลงของมันอย่างนั้นน่ะ

แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าจิตมันไม่ลง มันก็ลงข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้จิตสงบระงับเข้ามาได้ ถ้าจิตสงบเข้ามาได้ เออ! จากที่ทุกข์ๆ ยากๆ นะ มันมีความสุขของมันได้

เวลาทางโลกเขา เขาจะหาความสุขของเขา เขาก็หาความสุขด้วยการเสพสุข นั่นน่ะ เจือด้วยอามิสทั้งนั้นน่ะ เสพโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก พอใจก็พอ กินเหล้าเมายาแปล้เลยนะ โอ้มันจะไม่กินอีกแล้วล่ะ มื้อนี้มือสุดท้าย โอ๋ย! สุขมาก เดี๋ยวกินอีกแล้ว

คนเมาน่ะ เออ! พอแล้วๆ เดี๋ยวมันก็สวาปามต่อไม่มีวันพอ ทางโลกมันจะพอได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ มันแพ้ตัวเองไง มันพ่ายแพ้ตัวเอง มันถึงถือศีลไม่ได้ไง “ไปวัดไปวา ขอศีล ๔ ยกเว้นสุราไว้ก่อน”

มึงไม่ต้องขอศีล ๔ หรอก มึงศูนย์ตั้งแต่ต้น

มันเป็นความจำทั้งนั้น มันไม่เป็นความจริง

ถ้าเป็นความจริงๆ มันเคารพบูชามาตั้งแต่ต้น มันศรัทธา มันเห็นคุณค่า เห็นศีลเห็นธรรม กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมหอมทวนลม

ไอ้นี่เห็นข้อห้าม มือเท้าอ่อนเลย ไปเจออะไร นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ จบ เลิก เลิกดีกว่า ถ้ามันโลดเต้นเผ่นกระโดดตามแต่กิเลส ชอบๆ กิเลสมันร้ายกาจนัก

ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา เรามีสติมีปัญญาของเรา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เห็นไหม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุขนะ เวลาผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นไปแต่ละชั้นแต่ละตอน แต่ถ้าทำความสงบของใจถ้าไม่มีปัญญา มันก็ว่านั่นแหละนิพพาน ติดสมาธิ แล้วคำว่า ติด” ไง สมาธิทำได้ยาก

แต่เริ่มต้นขึ้นมา สมาธิคือสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วถ้าจะฝึกหัดใช้ปัญญาๆ เวลาปัญญามันเกิดขึ้นมา เราจะมีความมหัศจรรย์ในใจของเรา เรารู้เราเห็นเลยล่ะ อ๋อ! ภาวนามยปัญญาเป็นอย่างนี้ โลกียปัญญา ปัญญาโลกๆ ปัญญาวิทยาศาสตร์ ปัญญาทางวิชาการเป็นอย่างนู้น แล้วโลกที่มันมีสติมีปัญญาที่เป็นอย่างนู้น แล้วก็ยึดมั่นเป็นทางวิชาการ แล้วก็ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยภาคทฤษฎี ด้วยทางวิชาการ แต่ความจริงไม่มี

เวลาความจริงขึ้นมา ครูบาอาจารย์เราปฏิบัติ เงียบ

สมาธิ แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติโดยทางโลก แม้แต่พระด้วยกัน เวลาคนจะไปฝึกหัดปฏิบัติ อ๋อ! จะไปนิพพานใช่ไหม ยังถากยังถางนะ ฉะนั้น คนที่เขาเป็นสุภาพบุรุษเขาไม่พูดอย่างนั้น เขาหาหนทางหลบหลีกของเขาเอง เว้นไว้แต่เวลามันติดขัด เวลามันไม่สมบูรณ์แบบ เราต้องเข้าหาครูบาอาจารย์ ต้องเข้าหมู่ ต้องเข้าหมู่ก็ต้องหลบหลีกเอาเอง

ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว ในวงปฏิบัติมันก็มีไอ้พวกพญามารมากมายมหาศาล

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ รอบล้อมด้วยมารและด้วยพระ เวลาเข้าไปต้องระวัง เราต้องดูแลของเราให้ดี นี่เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาถ้ามันฉลาดขึ้น

เว้นไว้แต่โง่ ไปไหนต้องคนเชิดชูบูชา จะไปหาครูบาอาจารย์ก็ต้องปูพรมไว้ให้เลย ไปไหนครูบาอาจารย์ต้องทะนุถนอม

เว้นไว้แต่โง่ โง่จะเอารูปแบบไง นี่ไง เวลาธรรมะแก้บนไง

เวลาบนบานศาลกล่าว บนบานศาลกล่าวด้วยอะไร ด้วยหัวหมูหรือด้วยไข่ต้ม บนบานศาลกล่าว

ธรรมะ วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุบวชให้เอง อบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์เป็นวิมุตติสุขเหมือนกัน ยืนยันด้วยความเป็นพระอรหันต์

เวลาโดยทั่วไปด้วยสมมุตินี่ไง ใครเวลาปฏิบัติในสมัยพุทธกาลมากมาย เวลาลุ่มหลง ยืนยันตัวเองว่าสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ไม่ให้เข้ามา ไล่ออกไป ไปเที่ยวป่าช้า”

เวลามันลุ่มหลง มันลุ่มหลงของมันไปโดยธรรมชาติของมัน จริงหรือเท็จก็ไม่รู้

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา วิมุตติสุข เงียบ ยืนยันโดยข้อเท็จจริง ถ้ายืนยันโดยข้อเท็จจริง ถ้าทำโดยข้อเท็จจริง ความเพียรชอบ

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ธรรมะอยู่ฟากตายๆ มันจะเป็นมันจะตาย อะไรตายก่อน ขอดู เวลาเอาจริงขึ้นมา กิเลสตายทั้งนั้นน่ะ เราไม่ตาย เรายังอยู่

แต่โดยทั่วไป ธรรมะแก้บนไง มันบนของมันน่ะ ดูสิ เวลาเขาบนบานศาลกล่าวด้วยละครชาตรี ด้วยการฟ้อนรำ แล้วมันก็ปฏิบัติกันอยู่อย่างนั้นน่ะ ป้อไปป้อมาๆ

เอ็งทำอะไรวะน่ะ ก็ปฏิบัติธรรมไง ไอ้พวกธรรมะแก้บนไง บนบานศาลกล่าวเอา แล้วมันจะเอามาจากไหน มันก็มาจากกิเลสตัณหาความทะยานอยากนั่นไง

โดยธรรมชาติของมนุษย์ คนเกิดมามีกายกับใจๆ เวลาหัวใจมันคิดเองได้ทั้งนั้นน่ะ เวลาสัตว์มันคิดเป็นนะ เวลามันสื่อสารกันด้วยภาษาของมัน มันเป็นสัตว์นะ ไอ้นี่เป็นคน เวลาจะเป็นธรรมๆ ธรรมะแก้บนทั้งนั้นน่ะ

ดูสิ เวลาเขาบนบานศาลกล่าว วิ่งรอบสนาม แก้ผ้าวิ่ง วิ่งกลางคืน เวลาประพฤติปฏิบัติไปนะ นี่พูดถึงไอ้พวกธรรมะแก้บนนะ แต่เวลากรรมมันให้ผลนะ เวลาขาดสติมันบ้าบอคอแตกไปน่ะ เห็นมามาก

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมาเพื่อจะชำระล้างกิเลส ปฏิบัติไปๆ กิเลสมันขี่คอ แล้วด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์ ปฏิบัติไปหลุดไปเลย แก้ผ้าแก้ผ่อนวิ่งโทงๆ ไปอย่างนั้นน่ะ ธรรมะแก้บนใช่ไหม

แต่ของเราไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเราจะทำตามความเป็นจริงเป็นจังของเรา เรามีครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติของท่านด้วยอิริยาบถ ๔ ทำอย่างไรให้มันเป็นข้อเท็จจริงนั้น

แต่ไอ้พวกธรรมะแก้บนมันก็ทำอย่างนั้นน่ะ แต่ทำเกิน ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาก็ทำไว้อวดไว้อ้างกัน ด้วยกีดด้วยกันกัน ด้วยการเหยียบย่ำด้วยการทำลาย ไม่ได้ทำด้วยความเป็นธรรม

ทำด้วยความเป็นธรรม เห็นไหม ดูทำข้อวัตรปฏิบัติสิ วัจจกุฎีวัตร ล้างห้องน้ำ ล้างส้วม ล้างต่างๆ นี่มันเป็นวัตรปฏิบัติ ล้างเสร็จแล้วก็เสร็จข้อวัตรของตนไง เขาจะมาขับเขาจะมาถ่ายนั้นมันเป็นถานที่ให้เขาขับเขาถ่ายของเขา ถึงเวลาแล้วเราก็ทำความสะอาด ไม่ใช่ไปเฝ้า ไปเก็บ ๓ บาท ๕ บาท

เวลาทำมันทำเกิน ทำเกินเพราะอะไร เพราะคิดของตัวเองไง ไอ้พวกธรรมะแก้บนนี่แหละ คิดเองเออเองทำเองไง

แต่โดยข้อเท็จจริง เราทำของเรา เสร็จภาระหน้าที่แล้วมันเป็นกรรมของสัตว์ คนที่ดีงามมาเขาส่งเขาเสริม เขาทำให้มันดูสวยงาม ไอ้คนที่เห็นแก่ตัว คนที่เอารัดเอาเปรียบ นั่นมันก็กรรมของสัตว์ ไอ้เรื่องกรรมของสัตว์ จะจัดให้คนเรามีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกันมันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ มันอยู่ที่เราไง มันอยู่ที่เรา เราหลบเราหลีกเอง เราจะทำคุณงามความดี

ใครจะชั่วร้ายอย่างไรมันก็กรรมของสัตว์ของเขา แต่ถ้ามันเป็นสถานที่เป็นวัดเป็นวา เจ้าอาวาสนั้นเป็นผู้ที่จัดการ

ในบ้าน พ่อบ้าน พ่อบ้านรับผิดชอบในเรื่องในบ้านของตน เป็นผู้ดูแลรักษา ผิดถูกขึ้นมาเราต้องตัดสินเพื่อให้ลูกหลานอยู่ในกฎในระเบียบ อยู่ในความถูกต้องชอบธรรม

นี่ก็เหมือนกัน วัดวาอารามมีผู้รับผิดชอบ มีเจ้าอาวาส นั่นมันเป็นหน้าที่ที่เขาจะจัดการ ไอ้เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราทำเพื่อหัวใจของตน

ถ้าหัวหน้าที่ดีงาม องค์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ไอ้พวกเดินตามๆ มันทำถูกต้องชอบธรรม มันเป็นธรรม

ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังน่ะ ไอ้พวกธรรมะแก้บนน่ะ มันทำเวอร์ ทำอวดโลก แต่ไม่เป็นธรรม ทำอวดโลก ทำเหนือโลก กิเลสทั้งนั้น ไอ้พวกธรรมะแก้บน มันเป็นเรื่องบนบานศาลกล่าว คำว่า บนบานศาลกล่าว” ติดสินบนไง บนว่าอยากได้อะไร อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร แล้วได้ไหม เวลาได้ก็มาแก้บน แก้บนน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยบนบานศาลกล่าว มันเป็นศีลมันเป็นธรรมขึ้นมาไหม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ บวชให้เองไง ชฎิล ๓ พี่น้องเขามีฤทธิ์มีเดชนะ เขามีฤทธิ์มีเดช แต่พระอรหันต์ ศาสดา อนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาสำเร็จแล้ว จะเอาใครดีก่อน เอาใครดีก่อน เวลาเล็งญาณ อุทกดาบส อาฬารดาบสก็เสียชีวิตไปแล้ว เอาปัญจวัคคีย์ เอาปัญจวัคคีย์ก่อน ได้ปัญจวัคคีย์ได้ ๕ ยสะอีก ๕๕

เธอกับเรา ภิกษุ ๖๑ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนกัน โลกนี้เร่าร้อนนักๆ

เวลาท่านไป ท่านไปราชคฤห์ก็ไปเอาชฎิล ๓ พี่น้องนี่ไง เอาชฎิล ๓ พี่น้อง เขามีฤทธิ์มีเดชของเขานะ เขานี่ผู้วิเศษเหมือนกัน แต่ผู้วิเศษมันวิเศษแบบฌานโลกีย์แบบโลกไง ฤๅษีชีไพรมันมีมาแต่ดั้งเดิมไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา คนเรามันก็มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละคนมันแตกต่างกัน แล้วความรู้สึกนึกคิดนั้นน่ะ ถ้ามีอำนาจวาสนา ครูบาอาจารย์ให้ทำความสงบของใจเข้ามา พอใจสงบแล้วมันก็เห็นนิมิต นี่มันก็ส่งออกแล้ว มันก็จะส่งออกตามจริตนิสัยนั่นแหละ

แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ที่มีข้อเท็จจริง ไอ้นั่นมันเรื่องตลก ผู้ที่ฝึกหัดใหม่มันจะเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น เวลาจิตสงบแล้วเอาไว้โม้กัน เอาไว้คุยอวดคุยโม้เป็นที่เรื่องไร้สาระ แต่เอาความจริงไม่มี

ถ้าเอาความจริงๆ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติมันรู้ ถ้าโม้ ถ้าอวดอ้าง เสื่อมหมด เพราะอะไร เพราะแม้แต่ทำความสงบของใจที่มันเป็นข้อเท็จจริงนี้มันก็แสนยากอยู่แล้ว แล้วแสนยากอยู่แล้วจะรักษาอย่างไร

นี่ไง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันปฏิบัติแบบโลกๆ ไง พวกธรรมะแก้บนไง พวกนี้พวกแก้บน ฝึกหัดพอเป็นพิธี แต่มีอำนาจวาสนาก็ได้ขนาดนั้นน่ะ

แต่เวลาอยู่ในวงกรรมฐาน อยู่ในวงครูบาอาจารย์ของเรา มัน ๒๔ ชั่วโมง แล้วฝึกหัดปฏิบัติเอาตามความเป็นจริงอันนั้น

ไม่ใช่ว่ามันธรรมะแก้บน ระลึกเอง นึกเอง ตั้งกติกาเอง

ถ้าตั้งกติกา ก็ธุดงค์ ๑๓ ธุดงควัตร อดนอนผ่อนอาหาร แล้วจะมากน้อยขนาดไหน แล้วทำต่อเนื่องได้มากน้อยขนาดไหน เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ มันทำต่อเนื่องไง

ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในวินัยทุกข้อเลย ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดการปฏิบัติต่อเนื่อง ความเสมอต้นเสมอปลายไง

แล้วนี่ของเรา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี

ครูบาอาจารย์มากมาย เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กี่พรรษาที่สำเร็จไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก พรรษา ๙ ตั้งแต่ออกปฏิบัติ พรรษา ๗ เวลาไปอีก ๙ พรรษา ๑๖ ท่านสิ้น

มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้นน่ะ แล้วมันด้วยอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลที่มันทำได้ขนาดไหน

นี่พูดถึงเวลามันเจริญแล้วเสื่อมไง

เวลาท่านพูด เวลาตอนที่สังคมยังไม่เห็นด้วยก็ต่อต้าน ต่อต้านว่า แหม! เข้มข้น คอยจับผิดคนโน้น คอยจับผิดคนนี้

ท่านบอก มันไม่ใช่ เพราะที่เขาทำๆ กันอยู่มันไม่ถูกต้อง เวลาถูกต้องๆ มันต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเวลาคนจะไปตกระกำลำบาก จะไปเผชิญภัยร้าย เราคอยแนะเขา เราคอยบอกเขา เราผิดตรงไหน

พอสังคมเริ่มเห็นข้อเท็จจริงขึ้นมาถึงยอมรับว่านี่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเป็นคนเป่ากระหม่อมมา ก็เคารพบูชาขึ้นมา

เวลาท่านพูด “เวลาเราทุกข์เรายาก เราปฏิบัติมา เราไม่เคยเห็นหน้าใครเลย พอมีชื่อมีเสียงขึ้นมา ทุกคนก็ ลูกศิษย์หลวงตาๆ

นี่ไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไง

เวลาปฏิบัติ เวลาเราเอาจริงเอาจังของเรา เอาจริงเอาจังตรงไหน แล้วเอาจริงเอาจังอย่างไร แล้วถ้ามันเป็นธรรม มันเป็นธรรมจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาอย่างใด

ไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีต้น ไม่มีท่ามกลาง และไม่มีที่สุด มันจะเป็นธรรมตรงไหน

ถ้ามันเป็นธรรมที่เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิบัติซื่อสัตย์สุจริต ถ้ามันเป็นธรรมมันก็มีความสุขของมัน มีความสงบสุข ถ้ามันไม่เป็นธรรมมันก็ทุกข์ยากทั้งนั้นน่ะ

เวลาทางโลกเขา ถ้าเขาหาปัจจัยเครื่องอาศัยสมบูรณ์ของเขา เขาก็อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าเขาขาดแคลนสิ่งใด เขาก็มีแต่ความทุกข์ความยากทั้งนั้น แล้วเวลาขาดเวลาแคลนขึ้นมา มันหิวมันกระหาย มันอยากไปหมดล่ะ เวลามีเงินมีทองขึ้นมา อะไรก็ไม่ต้องการ เพราะมันอิ่มใจของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเวลามันล้มลุกคลุกคลาน ล้มลุกคลุกคลานเพราะเราปล่อยปละละเลย เพราะเราไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามคอยตอกย้ำ

เวลามันเป็นจริงเป็นจัง ให้รักษาไว้ให้ดี ให้ชำนาญในวสี ให้มีสติปัญญา ถ้าปล่อยปละละเลยเดี๋ยวล้มลุกคลุกคลานหมด

เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันไม่มีอะไรหรอก แม้แต่ชีวิตของเราจริงตามสมมุติ ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด

คนที่มีอำนาจ มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เวลาเขาเผชิญทุกข์เขาล่ะ มันมีอะไรคงที่ของมัน แล้วนี่ไม่ตั้งใจ แค่ศรัทธา ถ้ามีศรัทธาๆ โอ้โฮ! มันรื่นเริง มันพอใจนะ เวลามันเห็นโต้แย้ง มันล้มลุกคลุกคลานล่ะ ถอยหมดล่ะ

ศรัทธา อจลศรัทธา

ถ้าอจลศรัทธาเพราะอะไร เพราะมันเห็นไง จิตเจริญแล้วเสื่อม เวลาเจริญขึ้นมา โอ้โฮ! ดีงามมาก มีความสุขมาก พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วรักษาไว้ได้ไหม

แล้วนักปฏิบัติด้วยกัน ถามผู้ที่ปฏิบัตินี่แหละ ถามเลย ที่มันสงบแล้วมันจะอยู่คงที่ตายตัวกับเราตลอดไปหรือ ไม่เห็นมี เสื่อมทั้งนั้น

แม้แต่เริ่มต้นปฏิบัติ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แค่ขณิกสมาธิ อย่างนี้เราก็มีความสุขพออยู่ได้ แล้วจะทำให้มันเจริญงอกงามขึ้นมาได้อย่างไร ก็ต้องมีเหตุให้เข้มข้นขึ้น ถ้ามีเหตุให้เข้มข้นขึ้น ขณิกสมาธิก็อุปจารสมาธิ แล้วอุปจารสมาธิแล้วเราทำอะไรได้ ถ้าเราทำสิ่งใดไม่ได้ เราก็พุทโธต่อเนื่องไปเป็นอัปปนาสมาธิ เพื่อไปดูจริตนิสัยของตนเอง

เพราะอัปปนาสมาธิมันจะฝึกหัดใช้ปัญญาไม่ได้หรอก เพราะมันสักแต่ว่าปรากฏ มันไม่มีผลกระทบ เวลาคลายตัวออกมา คลายตัวออกมาเป็นอุปจารสมาธิ อุปจาระคือมีวงรอบของมัน มันเป็นสมาธิด้วย แล้วมันคิดได้ด้วย เพราะมันมีผลกระทบ คือมันมีความคิดได้ขึ้นมา ถ้ามีความคิดได้ขึ้นมา แต่มันเป็นอุปจารสมาธิ

ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ พอสมาธิขึ้นมา เป็นสมาธิเพราะอะไร เพราะกิเลสมันสงบตัวลง

เวลาครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติ การฝึกหัดใช้ปัญญาๆ เวลาใช้ปัญญาแล้วมันจะมีสมุทัยเจือปนมา สมุทัยคือตัณหาความทะยานอยาก ตัณหาความทะยานอยากคือตัวสมุทัย ตัวสมุทัยคือตัวกิเลส

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์คือสมุทัยตัณหาความทะยานอยาก คือตัวกิเลสมันครอบงำหัวใจของสัตว์โลกมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ที่ฝึกหัดๆ อยู่นี่ สมุทัยมันสงบตัวลง ถ้าไม่สงบตัวลงมันจะเป็นสมาธิไม่ได้

ไอ้ว่างๆ ว่างๆ นั่นน่ะ ไม่มีอะไรมันเบาบางลง ไม่มีอะไรปล่อยให้มันเป็นอิสระได้เลย

สิ่งที่มันว่างๆ ว่างๆ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันสบายใจไง กิเลสมันเห็นว่า จิตดวงนี้โง่เง่าเต่าตุ่น จิตดวงนี้ไม่มีการฝึกหัดปฏิบัติ จิตดวงนี้ไม่เคยภาวนา มันก็เออออห่อหมกไปกับความรู้สึกนึกคิดนั้น โอ๋ยไปอย่างนั้นน่ะ ไม่มีจุดเริ่มต้นเลย

แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ขณิกสมาธิก็ฝึกหัดให้มันชำนาญมากขึ้น ถ้าชำนาญมากขึ้น ถ้ามันเป็นอุปจาร คือมันออกศึกษาค้นคว้าได้ มันมีความคิดได้ ก็งง ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เริ่มต้นไม่ได้ไง

พอเริ่มต้นไม่ได้ขึ้นมาก็พยายามกำหนดพุทโธหรือมีสติปัญญาให้มากขึ้นไง ถ้ามันมากขึ้น เวลามันเข้าสู้อัปปนา มันสักแต่ว่าปรากฏ มันจะดูว่าเรามีจริตมีนิสัยอย่างไร

ไอ้ที่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ เพราะอะไรถึงทำไม่ได้

ไอ้ที่ว่าทำได้ ทำได้อย่างไร ถ้ามันทำได้

แต่ถ้ามันทำไม่ได้นะ มันก็เป็นธรรมะแก้บนไง ธรรมะแก้บนมันก็เพ้อเจ้อ เพ้อพก ละเมอเพ้อพกไปตามแต่กิเลสมันจะยกยอปอปั้น เพราะมันเป็นจริตเป็นนิสัย มันเป็นสันดาน สันดานของคนที่คิดดีงามมันก็จะคิดแต่สิ่งที่ดีงาม สันดานของคนเลวทรามมันก็จะคิดแต่เรื่องเลวทราม มันก็จะคิดแต่ความเลวทรามของมัน

แต่เรามีสติปัญญาเท่าทันความคิดหรือไม่

มันจะคิดดีงาม คิดเลวทราม เก็บไว้ในใจไม่ให้มันมีกำลังขึ้นมา คือว่ามันคิดก็ส่วนมันคิด แต่เราไม่ทำตาม

แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันคิดอย่างไร มันทำอย่างไร เอาแล้ว ทำตามไป พอตามไปมันก็เป็นอาบัติ ถ้าทางคฤหัสถ์ทำไปก็เป็นกรรม มันก็เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เพราะเราทำตามกิเลสที่มันพลิกมันแพลงในหัวใจของตน ถ้าไม่มีสติปัญญามันก็ไม่เท่าทันมัน

ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน มันก็มีสติพยายามที่จะบริหาร คือกำหนดพุทโธก็ได้ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้ ให้มันสงบสุขเข้ามาๆ นี่ไง ชำนาญในวสี ถ้ามันชำนาญในวสี มันพยายามฝึกหัดขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา นี่นักปฏิบัติ เพราะอะไร เพราะมันเจริญแล้วเสื่อม

เวลาเสื่อมมันทุกข์ เสื่อมมันทุกข์เพราะอะไร เสื่อมมันทุกข์เพราะกิเลสมันมีกำลังไง สมุทัย สมุทัยมันขี่หัวใจอยู่นี่ไง ถ้าเราพุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าสมุทัยสงบตัวลง มันถึงเป็นสมาธิไง มันถึงมีอิสระไง เป็นอิสระ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง ถ้ามันเป็นอิสระขึ้นมาก็ชั่วคราวๆ ไง เพราะประเดี๋ยวมันเคลื่อนไหวไป เคลื่อนไหว สมุทัยมันก็แก้กล้าขึ้นๆ เราก็ทำอีกได้ยากขึ้น

ทำสมาธิๆ ทำแล้วพอได้สมาธิ มันอยากได้ แล้วทำแล้วมันก็จินตนาการอย่างนั้นน่ะ นี่ไง กิเลสซ้อนกิเลสไง

โดยธรรมชาติคนเกิดมามีอวิชชา คือมีพญามาร มีกิเลสอยู่โดยดั้งเดิม แล้วความอยากได้ ความอยากได้ความสงบ ความอยากได้สมาธิ ความอยากได้ธรรม การฝึกหัดไปแล้วต้องได้ธรรม ประชาธิปไตย ทุกคนทำต้องได้เหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันด้วยอำนาจวาสนา ด้วยบุญเก่าบุญใหม่ของแต่ละบุคคล

ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นความจริงเราจะเห็นไงว่า สิ่งใด สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สิ่งใดก็แล้วแต่เจริญแล้วเสื่อม ไม่มีอะไรสิ่งใดคงที่

มันจะคงที่ได้ต่อเมื่อธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเรามีสติมีปัญญาเท่าทันมัน วันนี้เรารักษาได้ มันดีงามขึ้นมา เราดูแลดี มันก็ส่งผลให้มีความสงบสุข ถ้าวันไหนเราดูแลมันไม่ดี วันไหนพลั้งเผลอ เราเอาไม่อยู่หรอก นี่มันเป็นข้อเท็จจริง ถ้ามันข้อเท็จจริง นี่เราพ่ายแพ้กับตัวเราเองไง

แล้วถ้าไม่มีสติมีปัญญา เราส่งเสริมมันไป มันก็เป็นธรรมะแก้บนไง มันเป็นพร่ำเพ้อ ละเมอเพ้อพกไปตามแต่กิเลสมันจะปั้นแต่งให้ไง แล้วถ้าขาดสตินะ มันจะวิ่งแก้ผ้า มันจะเป็นคนเพ้อเจ้อ จนฝ่ายที่ปฏิบัติแล้วที่มันหลุด เขาพยายามต้องจับใส่โซ่ไว้

ถ้ามันเป็นเป็นเวรเป็นกรรมนะ ถ้ามันแก้ไขก็แก้ไข นี่ในวงปฏิบัติ

ถ้าในวงปฏิบัติ เพราะคณะสงฆ์ ผู้ที่มีอำนาจวาสนามาบวชพระ บวชพระๆ แล้วเป็นพระปฏิบัติในฝ่ายปฏิบัติในวงปฏิบัติๆ ไง หลวงตาพระมหาบัว ท่านถึงพูดว่า “ในวงกรรมฐาน”

ในวงกรรมฐานเขาจะรู้กัน ในวงกรรมฐาน เพราะคนในเขาจะรู้ว่าใครมีวุฒิภาวะ มีความสามารถมากน้อยขนาดไหน ถ้าเข้าถึงในวงปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น

เว้นไว้แต่ไอ้พวกแก้บนน่ะ มันเข้าไม่ได้ มันเข้าไม่ถึง มันวนอยู่ข้างนอกไง มันวนอยู่แล้วมันก็อ้างอิงไง นี่ไง หลวงปู่มั่นท่านบอก ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังไง ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีข้อเท็จจริง แต่อ้างอิงทุกเรื่อง

แต่ถ้าเป็นผู้ซื่อสัตย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องโลกธรรม ๘ คำว่า โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มันเป็นเรื่องกระแสสังคม เรื่องกระแส กระแสคืออารมณ์ความรู้สึกของคน เอากระแสก็ไปปั่นๆ เอ็งก็พวกธรรมะแก้บนไง ก็ปั่นกระแส กระแสก็ชั่วคราว

แต่วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วไง ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมีรัตนะ ๒ พระพุทธกับพระธรรมเท่านั้น แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ยสะ เป็น ๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ แล้วกระจายออกไป “เธออย่าไปซ้อนทางกัน” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปได้ชลิฎ ๓ พี่น้องอีกพันกว่า

นี่ไง เอหิภิกขุ บวชให้เอง สอนเอง สิ้นกิเลสโดยข้อเท็จจริง วิมุตติสุขเหมือนกัน ไม่เหมือนกันจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ถ้าเหมือนกันแล้ว ถึงไม่มีเรื่องแปลกแยก ไม่มีการแซงหน้าแซงหลัง ไม่มี เพราะอะไร เพราะมันเป็นธรรม เป็นธรรมมันจะเป็นโลกเป็นกิเลสไปได้อย่างไร

แต่ถ้ามันเป็นธรรมของธรรมะแก้บน ธรรมของกิเลสไง ธรรมของกิเลสมันก็เปรียบเทียบ มันก็จินตนาการไปไง มันก็เหลวไหลไปไง

แล้วเวลาบนบานศาลกล่าว ในทางโลกนะ เขามีบายศรี เขาจัดพุ่มดอกไม้ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ไปหมดล่ะ

แต่กรรมฐานนะ ตาเป็นเทียน นิ้วเป็นธูป หัวใจต่างหาก เคารพบูชาด้วยหัวใจไง ถ้าเคารพบูชาด้วยหัวใจมันไม่เป็นเรื่องทางโลกๆ ไง ทางโลกๆ มันเป็นอย่างนั้น แต่อย่าเผลอนะ ทั้งทิ่ม ทั้งตำ ทั้งเบียดทั้งเสียดทั้งสีร้อยแปดพันเก้า แต่ถ้าเป็นธรรม มันเคารพจากหัวใจ นี่ถ้าเป็นธรรมเป็นสัจธรรมไง

ฉะนั้น เวลาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็มีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนา เราก็จะฝึกหัดปฏิบัติของเรา แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจอะไรทั้งสิ้น เพราะเราทำมา แล้วเราทำมาอย่างนี้นะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้มีคุณค่า แล้วมีสติมีปัญญา มีอำนาจวาสนาที่จะทรมานตน

เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ การทรมานตน นั่งสมาธิภาวนานี่ทรมานไหม ทรมานอะไร ก็ทรมานกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันดีดมันดิ้นอยู่นี่ไง แล้วมันดีดมันดิ้น เราก็ล้มเหลว พ่ายแพ้ ยอมจำนน ไม่กล้า แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมากลัวเป็นกลัวตาย กลัวไปทุกเรื่อง

แต่สำหรับครูบาอาจารย์เรานะ อะไรตายวะ ขอดู อะไรตายก่อน อะไรมันจะตาย

ถ้าเรานั่งแล้วมันทุกข์มันยากก็ลุกขึ้นเดิน เดินมันอ่อนเพลีย มันเมื่อยล้าก็ลงมานั่ง มันจะไปไหน ๒๔ ชั่วโมงไง มีสติสัมปชัญญะรักษาใจของตัวให้ได้ ถ้ารักษาใจของตัวให้ได้ มีสติมีปัญญาขึ้นมาเอาอยู่ได้ มันเอาอยู่ทั้งนั้นถ้าเรามีสติมีปัญญาแล้วเรามีความเพียร

เว้นไว้แต่เราพ่ายแพ้มาตลอด พ่ายแพ้ นี่จิตใจอ่อนแอไง

คนเราร่างกายแข็งแรง สุขภาพแข็งแรง สุขภาพอ่อนแอ

ใจ ใจคนที่เข้มแข็งขึ้นมา อะไรเขาก็ทำได้ทั้งนั้นน่ะ แล้วไม่พูดด้วยนะ

ไอ้เรานี่ใจไม่เอาไหนเลย ไม่กล้าเผชิญกับอะไรทั้งสิ้น ไม่กล้าเผชิญอะไรทั้งสิ้นก็จะไม่ได้อะไรเลย ถ้ากล้าเผชิญเข้ามา เห็นไหม กิเลสอยู่ที่ไหน เวลามันทำให้เราทุกข์ยากมันเริ่มต้นมาจากไหน

แล้วเวลาสงสัยสิ่งใด เราศึกษาค้นคว้า เราทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาศึกษาค้นคว้าหากิเลส ดันไม่เจอกิเลส ดันให้กิเลสมันพลิกมันแพลง เห็นไหม

จากที่เราตั้งใจทำคุณงามความดี มันเป็นธรรม ถ้าอ่อนแอพ่ายแพ้ มันก็เป็นการสินบน แก้บน จะไข่ต้มหรือเอาจะหัวหมูล่ะ หรือจะแก้ผ้าล่ะ หรือจะรำโขน นี่มันร้อยแปดพันเก้า นั่นเรื่องโลกทั้งนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ จิตสงบ ถ้าจิตมันสงบระงับ นั่นแหละมันเป็นข้อเท็จจริง แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ รักษาไว้ให้ดี

สุขอื่นใดเท่าจิตสงบไม่มี แล้วถ้าจิตสงบแล้วเป็นการยืนยัน

คนเราเกิดมามีกายกับใจ แต่ทุกคนไม่เคยรู้จักหัวใจของตน ถ้าทำความสงบของใจได้ นั่นแหละคือตัวใจ กายกับใจ

ร่างกาย เข้าใจได้ง่ายๆ เห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่จิตใครจะรู้ใครจะเห็น เว้นไว้แต่อนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะใช่ นี่ไม่ใช่ นั่นน่ะเวลาเป็นข้อเท็จจริง มันรู้มันเห็นของมันนะ แล้วถ้าพิสูจน์ พิสูจน์ หมายความว่า เวลาลูกศิษย์ลูกหาที่ดื้อ ที่อยากทดสอบ นั่นเป็นกรณีหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ทำแล้วมันเป็นข้อเท็จจริงในใจดวงนั้น

แล้วเวลาแก้ไขกัน ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วเราไม่มีที่พึ่งที่อาศัย มันล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ มันเป็นอากาศไง นามธรรมๆ ใจนี้เป็นนามธรรม แล้วสติก็เป็นนามธรรม อารมณ์ความรู้สึกนี้ก็เป็นนามธรรม แล้วอารมณ์มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จากที่ว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมๆ มันเป็นรูปธรรมเลยนะ มันเป็นรูปธรรมเลยล่ะ

เป็นรูปธรรม หมายความว่า เวลาเรามีอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ความรู้สึกคือรูป แล้วถ้ามันเท่าทันๆ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธินะ คิดไป คิดไปเถอะ ขอให้เอ็งคิด แล้วกูมีสติปัญญาเท่าทันมึงไป กูจะไล่มึงไปอย่างนี้

ใหม่ๆ ก็ล้มลุกคลุกคลาน จับต้นชนปลายไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าเราฝึกหัดบ่อยๆ ขึ้นมา อ้าว! หยุดได้ ทำไมมันหยุดล่ะ

หยุดเพราะความเพียร หยุดเพราะเรามีสติ เราไม่ยอมพ่ายแพ้ คิดอย่างไรให้คิดไปเถอะ กูตามมึงไป แล้วพอมันหยุดบ่อยครั้งเข้าๆ มันจะเท่าทันเร็วขึ้นๆ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ นี่มันเป็นแค่ปัญญาอบรมสมาธินะ

แต่ถ้าทางโลกนะ คนที่ไม่มีอำนาจวาสนา ไอ้พวกธรรมะแก้บนน่ะ ถ้ามันเท่าทันความคิด “โอ้! บรรลุธรรม”

ปวดหัว

บรรลุธรรมมันก็บรรลุธรรมของเขา แต่ที่เราปฏิบัติเรารู้ไง รูป จิตที่เป็นนามธรรมๆ มันเป็นรูปธรรมขึ้นมาเลย แล้วมันรู้มันเห็นขึ้นมา โอ้โฮ! โอ้โฮ! แล้วเวลามันเห็นน่ะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม

เวลามันเป็นรูปๆ มันหยุดคิดๆ หยุดคิดจนมีกำลังของมัน เหมือนเราทำสมาธินี่แหละ

เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา สิ่งที่มันทุกข์มันยากขึ้นมาเพราะสมุทัยมันเจือปนมา ถ้าสมุทัยมันสงบตัวลงๆ ขณิกสมาธิ เล็กๆ น้อยๆ ขึ้นไป ถ้าทำบ่อยครั้งเข้า สมุทัยมันสงบตัวลง มันเป็นอุปจาระ เพราะมันละเอียดขึ้น

เริ่มต้นขณิกะ

ท่ามกลางคืออุปจาระ

บั้นปลายคืออัปปนา

แล้วเวลาในวงกรรมฐานไง วงกรรมฐานเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเขาถามกันเลย เวลาจิตมันลงนั่นมันเรื่องหนึ่งนะ เวลาลงมันรวมใหญ่ สักแต่ว่าปรากฏ นั่นน่ะอัปปนา นั่นน่ะรวมใหญ่

รวมใหญ่ โอ้โฮ! มันลงนะ สักแต่ว่าปรากฏ ไม่รับรู้อะไรเลย ไม่รับรู้แม้แต่ร่างกายของตัว อายตนะนี่จบ จิตเด่นอย่างเดียวเลย แล้วจะอยู่กี่วัน

นี่พูดถึงสมาธินะ แล้วถ้าเป็นฌานสมาบัตินั่นอีกเรื่องหนึ่ง

นี่แค่ถ้าครูบาอาจารย์ท่านเป็นธรรมท่านรู้ของท่าน แล้วเวลาผู้ที่ปฏิบัตินี่ไง ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ไอ้สมาธิๆ อย่ามาหลอกเรานะ เราติดสมาธิ ๕ ปี เรารู้หมดน่ะ แต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น

เพราะอะไร

เพราะส่วนใหญ่แล้วมันเป็นอารมณ์ ว่างๆ ว่างๆ มันไม่มีข้อเท็จจริงอะไรทั้งสิ้น

เวลาถ้ามันจะเป็นข้อเท็จจริง ถ้าเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ตามความคิดนี่แหละ

พุทโธๆ มันเป็นสัทธาจริต ผู้ที่มีอำนาจวาสนาพุทโธๆ มันจะสงบระงับเข้ามาได้

พวกที่มีสติมีปัญญา ปัญญาชน พุทโธมันเอาไม่อยู่หรอก ถ้าเอาไม่อยู่ก็มีสติเท่าทันความคิดไป มีสติเท่าทันความคิดมันก็คิดซ้อนไง คิด แต่ความคิดนี้มันเป็นความคิดเพ้อเจ้อ ความคิดแบบไหลไปตามตัณหาความทะยานอยาก แต่ถ้ามีสติเท่าทัน มันหยุด หยุดเพราะอะไร

หยุดเพราะนี่มันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เกิดดับ มันมีเกิดก็มีดับ แต่ถ้าเวลาเราตั้งใจจะดูมันหยุด ดูมันดับ มันไม่ดับ ยิ่งดูนะ มันเหมือนกับยิ่งเติมฟืนเติมไฟเข้าไป มันยิ่งคิดโชติช่วง คิดเตลิดเปิดเปิงไปเลย

แต่เตลิดเปิดเปิงไปไหนก็ตั้งสติไว้ พอสติฝึกหัดๆ สติมันจะแก่กล้าขึ้น พอแก่กล้าขึ้น พอคิดถึงแล้วนะ

๑. เหนื่อยล้า

๒. คิดวนเวียนอยู่อย่างเดิมนั่นแหละ แต่มันมีรสมีชาติไง

แต่พอสติมันเท่ามันทัน มันหยุด เอ๊อะ! เลยนะ เอ๊อะ! เดี๋ยวๆ มันก็คิดต่อแล้ว

แต่ถ้าไม่มีสติมีปัญญา พอมันหยุด บรรลุธรรม พวกแก้บนน่ะ แก้บนมันผิวเผินไง

แต่ถ้ามีสติปัญญา หยุดก็คือหยุด หยุดก็มีสติปัญญาต่อเนื่องไปๆ เวลามันหยุดบ่อยครั้งๆ เรารู้เลย คิดก็ได้ มีสติปัญญาหยุดคิดได้ แล้วถ้ามันหยุดคิดจนชำนาญนะ เวลาจะเริ่มต้นความคิด แอ๊ะ! มันไม่กล้าคิดเลย สติทันหมดน่ะ สติทันหมด บ่อยครั้งเข้าๆ จนมีความชำนาญ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันจิตสงบ คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด ถ้าหยุดคิดแล้ว ถ้ามันเห็นรูป เห็นไหม ถ้าเป็นหลวงปู่ดูลย์ไง

จิตนอกเป็นขันธ์ ๕ อย่างหยาบ นี่จิตนอก ถ้ามันดับ

จิตใน สกิทาคามี

จิตถอด ถอดจิตเลย จิตถอด กามราคะ ปฏิฆะ

จิตเห็นจิต

นี่เวลาไปเป็นปัญญาวิมุตติ มันเป็นข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้ามันใช้สติใช้ปัญญาของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น

ไม่ใช่ธรรมะแก้บน บนบานศาลกล่าวด้วยหัวหมู ด้วยไข่ต้ม ด้วยแก้ผ้าวิ่งรอบสนามอย่างนี้ ด้วยแก้บน บนบานศาลกล่าว ก็บนบานศาลกล่าวคืออ้อนวอนขอ อ้อนวอนขอ กิเลสมันก็สวมรอย มันจัดให้เลย จะบรรลุธรรมขั้นใดฉันใด แล้วก็เพ้อเจ้อเพ้อพก แล้วก็ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้ามีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาปัญจวัคคีย์ ยสะพระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน เราจะไปราชคฤห์

ไปชฎิล ๓ พี่น้องนี่ไง เขาก็มีวุฒิภาวะของเขา เขาก็มีอภิญญาของเขา แต่มันเป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องอภิญญา เรื่องความรู้ของโลกโดยธรรมชาติไง แต่มันไม่มีมรรคไง มันไม่เข้าทางสายกลางพระพุทธศาสนาไง

ถ้าเข้าทางสายกลางพระพุทธศาสนา เห็นไหม ปัญญาอบรมสมาธิๆ มันหยุดมันก็เป็นแค่สมาธิ แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็บรรลุธรรมต่อเนื่องกันไป

แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ถ้ามันหยุดคิด หยุดคิดขึ้นมาให้เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง ตนเกิดขึ้นแล้ว

ตนไม่เข้าใจ ตนไม่รู้จักตน ไม่รู้จักตน มันก็ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ปฏิบัติยากรู้ยาก ผู้ปฏิบัติแล้วมันปฏิบัติเข้าสู่ทางไม่ได้ เวลาอย่างนั้นมันถึงว่าอยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล

ทุกคนเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปปรารถนาทั้งนั้นน่ะ แต่ทำแล้วล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน ถ้ามันล้มลุกคลุกคลานแล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ตาลอย ตาลอยอั้นตู้จะหาหนทางของตนไม่เจอ

ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีก็ประคองไว้ให้เป็นจริตเป็นนิสัย แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมามันต้องรู้ขึ้นมาชัดเจน

จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นกาย จิตเห็นเวทนา จิตเห็นจิต จิตเห็นธรรม เห็นอย่างไร แล้วถ้าเห็นตามข้อเท็จจริงแล้ว เห็นแล้วเห็นกิเลสไหม

แล้วเวลากิเลส เราจะทำความสงบของใจนะ กิเลสมันต่อมันต้าน กิเลสมันพลิกมันแพลง จนเป็นธรรมะแก้บนไป

แต่เวลาเราเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา ถ้ามันสงบระงับเข้ามาบ้าง เวลามันสงบระงับมันก็เจริญแล้วเสื่อม แล้วจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาจะยกขึ้นอย่างไร ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ล้มลุกคลุกคลานมันก็อยู่ที่วาสนาที่ทำแล้วได้ประโยชน์มากน้อยขนาดไหน

แต่ถ้ามันมีอำนาจวาสนา ท่านให้น้อมไปให้เห็น เวลาจิตสงบแล้วให้รำพึง ให้รำพึงคือนึกได้ รำพึงขึ้นมาๆ

รำพึงขึ้นมา ถ้าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา รำพึงขนาดไหนมันก็ล้มลุกคลุกคลาน รำพึง มันจับต้องไม่ได้ แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติที่จิตสงบแล้วเห็นกายนั่นน่ะ เห็นแล้วมันจะเห็นต่อเนื่องไหม เห็นแล้วมันจะตั้งได้ไหม เวลามันตั้งขึ้นมา เวลามันพิจารณาไปให้มันเป็นไตรลักษณ์ มันเป็นอย่างไร

อุคคหนิมิต วิภาคะ มันขยายส่วนแยกส่วน ขยายให้มันเป็นไตรลักษณ์ ขยายให้มันพิจารณาของมันไป เห็นไหม

เวลาครูบาอาจารย์ที่พิจารณากาย เวลามันพิจารณาไปแล้ว น้ำเป็นน้ำ ดินเป็นดิน ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ที่มันขยายออกไป มันพิจารณา แล้วแต่บุคคลที่เห็นไง

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แต่ใครเป็นคนเห็น ใครเป็นคนรู้ เวลาคนเห็นคนรู้ ผู้ที่พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เขาเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็น เห็นขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อให้เป็นวิปัสสนา

จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นแล้วจิตพิจารณา พิจารณาให้เป็นธรรม

จิตเห็นแล้วเตลิดเปิดเปิงไปตามอภิญญา นั่นก็เรื่องโลก นั่นก็เรื่องวาสนา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์หรือครูบาอาจารย์อบรมบ่มเพาะอย่างนั้น มันก็ต้องไปแก้ผ้า แก้ผ้าแก้บน แล้วถ้ามันขาดสติไป มันก็ขาดสติจนแก้ผ้าแก้ผ่อนวิ่งอยู่ตามสี่แยกสามแยก ไปโดยกรรมของสัตว์

เว้นไว้แต่ผู้ที่มีอำนาจวาสนา มีบุญกุศล เขาจับไปหาหมอ เขาแก้ไขของเขาจนให้กลับมาเป็นปกติไง นี่พูดถึงว่า จิตวิทยา จิตแพทย์ที่เขาจะรักษา รักษาแก้ไขคนที่ผิดปกติให้กลับมาเป็นปกติไง

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันผิดปกติไป มันเป็นวิกลจริตไง ถ้าวิกลจริตมันก็วิกลจริตเรื่องของจิต เห็นไหม

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา ด้วยสติด้วยปัญญา สติ มหาสติ

สติๆ เราฝึกหัดมีสติเพื่อเท่าทัน ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ มันจะเป็นมหาสติ เพราะมันละเอียด มันลึกซึ้งซับซ้อน

กิเลสที่เราแสวงหา เรายังแสวงหามันไม่เป็น แล้วเราแสวงหามันไม่เจอ แต่ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาชฎิล ๓ พี่น้องนี่ไง

เวลากิเลสอย่างหยาบ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เวลากิเลสอย่างกลาง กามราคะปฏิฆะอ่อนลง เวลาเป็นมหาสติ กามราคะ ปฏิฆะขาดไป

เวลามันขาดไป เวลาบุคคลคู่ที่ ๑ อีก ๗ ชาติ

รู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดอีก ๗ ชาติ

เวลาบุคคลคู่ที่ ๓ เวลาทำลายกามราคะปฏิฆะแล้ว มันไม่เกิดบนเทวดาอีกแล้ว แม้แต่เทวดามันยังเป็นไปไม่ได้แล้ว มันเกิดบนพรหม

นี่กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดไง

จิตนอก จิตใน จิตถอด

เวลามันจิตถอดๆ กามราคะปฏิฆะขาดไป ไม่เกิดบนกามราคะ ไม่เกิดเป็นเทวดา เกิดบนพรหมอย่างเดียว แล้วเกิดบนพรหม เป็นพรหมเพราะเหตุใด มีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน แล้วพิจารณาอย่างไร มันจะเป็นปัญญาญาณแล้ว เป็นปัญญาญาณมันจะซึมเลย

หลวงตาพระมหาบัวใช้คำว่า กระดาษซับ”

มันซับหมึก มันซึมๆๆ มันจะเขียนเป็นตัวอักษรไม่ได้ เวลามันซึมซับซึมซาบ มันเป็นความซึมซับซึมซาบไง

ถ้าเป็นทางวิชาการ อิทปฺปจฺจยตา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะมีเหตุนี้ถึงมีเหตุนี้ไง มันไม่เป็นกอง เป็นความอยาก เป็นความรู้สึกนึกคิด เป็นกระบวนการ 

อันนี้มันซึมๆ

มันซึมอย่างไร

นี่พูดถึงว่า นี่ทางวิชาการของภาคปฏิบัตินะ

แต่เวลาหลวงตาท่านบอก เวลาท่านไปเห็นเขาเขียนอวิชชา

หลวงตา “ไม่ดู”

เพราะความจริง พรึบ! เร็วกว่านี้หลายร้อยเท่า เขียนอย่างนี้ไม่ทันกิน เป็นไปไม่ได้ นี่ภาคปริยัติ แต่ภาคปฏิบัติขึ้นมา พับพับ! แต่เวลาเอามาอธิบายไง ปริยัติในภาคปฏิบัติ

ปริยัติในภาคปฏิบัติ ประสบการณ์ของหลวงตา ประสบการณ์หลวงปู่มั่น มันเป็นวิทยานิพนธ์ เป็นการกระทำในอริยสัจ

ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาแสดงอาทิตตปริยายสูตรกับชฎิล ๓ พี่น้อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง ร้อนเพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันร้อน มันร้อน

บูชาไฟอยู่นั่นน่ะ บูชาไฟเพื่อกสิณ บูชาไฟเพื่อฤทธิ์เพื่อเดช มันร้อน มันร้อน มันร้อน

ร้อนอย่างไร แล้วละอย่างไร แล้วอะไรมันผูกมัด มัดตรงไหน มัดอะไร

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ทำสมาธิไม่เป็น ไม่มีตน ทำอะไร

หลวงปู่มั่นไง จิตตภาวนาไง

เอ็งไม่รู้จักจิต เอ็งหาจิตไม่เป็น เอ็งทำไม่ได้ เอ็งจะเริ่มต้นตรงไหน แล้วเริ่มต้นอะไร นี่มันจิตตภาวนา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่มาเกิดเป็นมนุษย์นี่

มนุษย์มีกายกับใจ แล้วมีปฏิภาณไหวพริบ มีสมอง แล้วเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต

มรรคผลไม่มี หมดยุค หมดกาล หมดสมัย เรื่องโบราณเอามาหลอกลวงกัน เขียนเสือให้วัวกลัว

คนมีวาสนาไม่เป็นอย่างนั้น เรากลัวการเกิด เรากลัวทุกข์ เพราะทุกข์อยู่ในหัวใจมันเหยียบย่ำทำลาย เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนา มีปัจจัยเครื่องอาศัย มีทุกอย่างมหัศจรรย์ แล้วถ้าศึกษาพระพุทธศาสนา เวียนว่ายตายเกิดไง ภพชาติหนึ่ง

ในพระไตรปิฎกนะ สุตตันตปิฎก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละภพแต่ละชาติที่เกิดซ้ำเกิดซาก “เราเคยเป็นๆๆ” แต่ตอนนี้ไม่เป็น เพราะเราเคยเป็น แต่ตอนนี้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะอะไร

เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง เวลาไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เวลาฝึกหัดปฏิบัติอยู่ ๖ ปีไง เวลาเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดในธรรม

เราเกิดมาเป็นมนุษย์มีกายกับใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็เหมือนเรา มีกิเลส มีอวิชชา มีพญามาร ถ้าไม่มีอวิชชา ไม่มีพญามาร วันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มารมันไม่คร่ำครวญ มารมันไม่ร้องไห้ ลูกสาวของมาร ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันไม่คร่ำครวญจะเป็นจะตายหรอก

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจะสิ้นกิเลสมันเห็นหมด มันต้องสำรอก มันต้องคายหมด มันต้องทำลายพญามาร ทำลายอวิชชา ทำลายเจ้าวัฏจักรที่อยู่บนหัวใจของสัตว์โลกนั้น

แล้วทำลายอย่างไร

เวลามันทำลาย เห็นไหม มันถึงไม่ใช่ธรรมแก้บนไง มันเป็นธรรมะที่วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ บวชให้เอง อบรมบ่มเพราะเอง เป็นคนตัดสินเอง แล้ววิมุตติสุขเหมือนกันถึงได้เคารพบูชา

ตั้งแต่วันที่ชฎิล ๓ พี่น้องสิ้นกิเลส ที่พระเจ้าพิมพิสารจะมากราบอาจารย์ของตน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ข้าพเจ้าเป็นสาวก

สาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟัง ผู้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศาสดาเป็นผู้อบรมบ่มเพาะ บวชให้เอง อบรมบ่มเพาะเองจนสิ้นกิเลส เป็นการยืนยันว่าพระพุทธศาสนามีคุณค่า

มีคุณค่าตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์นั้น เพราะเป็นพระอรหันต์

แต่เรายังงงกันอยู่นี่ไง มีคุณค่าแล้วมันอยู่ตรงไหนวะ แล้วเราจะสร้างคุณค่าขึ้นมาสำหรับเราอย่างไร

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นบริษัท ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ไง มันมีคุณค่า มีความมหัศจรรย์สำหรับผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มีสัจจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน

เรามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องการสัจจะก็ต้องการความจริงที่ให้มันเกิดขึ้นมาจากในหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

แค่สมาธินี่ ยืนยันตลอด สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

โลกนี้จะมีคุณค่า มีความมหัศจรรย์มากน้อยขนาดไหนเรื่องของเขา ถ้าเราทำสมาธิได้ จบ ยอดมนุษย์นั่งอยู่นี่ แต่ยังทำสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้นะ

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เราจะก้าวเดินไป จะเป็นบุคคล ๔ คู่ ใจดวงนี้ ใจดวงที่เป็นเราอยู่นี่ เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันเป็นอริยภูมิ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนั้น มันถึงไม่สงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

ถ้ามันยังสงสัยอยู่ มันยังปิดหัวใจอยู่ มันยังไม่พลิกฟ้าคว่ำดิน มันยังไม่หงายขึ้นมาไง มันไม่หงายหัวใจขึ้นมาโดยความเพียรของเรา

นี่มันยังหงายหัวใจขึ้นมาด้วยความเพียรชอบ ความชอบธรรมนั้นมันจะเปิดขึ้นมา เวลาเปิดขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสาธุอย่างเดียว สาธุ สาธุคือถูกต้องชอบธรรมไง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สาธุ เพราะเรามันมืดบอดไง แล้วก็เป็นธรรมะแก้บน ละเมอเพ้อพกเอาแต่ใจของตัว

เอาตามใจของตัวไม่ได้ ต้องเอาตามธรรม

เอาตามใจของตัวมันอยากได้อยากดี แต่มันไม่ทำสิ่งที่มันอยากได้และไม่ทำสิ่งที่ดีงามในหัวใจไง

แต่ถ้ามันทำสิ่งที่ดีงามในหัวใจสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ต้องเรียกร้อง ไม่ต้องไปอ้อนวอนขอใคร ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา ไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องขอใคร ไม่ต้องให้ใครยืนยัน มันเรื่องภายนอก มันเรื่องของเขา ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของเขา ไอ้เราปฏิบัติมันทุกข์มันยากอยู่นี่ไง แล้วเวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาก็เรื่องของเรา แล้วเรื่องของเราเวลาพูดออกไป

“ก็เอ็งไม่จริงไง เอ็งไม่ยอมสู้ความจริงไง เอ็งหลีกหนีสังคมไปไง แล้วเอ็งมาพูดอะไร ใครจะฟังเอ็ง”

เขาอยากจะให้เปิดให้เขารู้ให้เขาเห็นไง แล้วจะเปิดให้เขารู้เขาเห็น มันรู้จำเพาะตน รู้จำเพาะภายใน แล้วจะงัดอะไรออกมาอวดเขา จะงัดอะไรบอกว่าเอ็งจริง ข้าเท็จล่ะ แต่มันจะรู้ได้ต่อเมื่ เห็นไหม ถ้ามันไม่รู้จริงก็ไม่มีข้อเท็จจริงไง ถ้ามีข้อเท็จจริงแล้ว กิเลสตัวใด กิเลสหน้าไหนมันจะหลอกอีกล่ะ มันหลอกใจดวงนั้นไม่ได้

เวลาพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลที่เวลาสิ้นชีวิตไป มารค้นคว้าค้นหา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มาร เอ็งหาไม่เจอหรอก หาอย่างไรก็ไม่พบ เธอไม่เห็นลูกศิษย์เราแน่นอน

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง ข้อเท็จจริงมันก็ข้อเท็จจริงในหัวใจ ในพุทธะ

ผู้ที่ทำสัมมาสมาธิเป็น ทำสมาธิได้ แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วฝึกหัดใช้สติใช้ปัญญาเป็นบุคคล ๔ คู่ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ จะเคารพจะบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเคารพจะบูชาผู้ที่เปิดหนททางไว้ อย่างเช่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราเป็นผู้เบิกหนทางไว้ แล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยเส้นทางนั้น มันไม่เคารพไม่บูชาได้อย่างไร

นี่มันไม่เคารพไม่บูชาแล้วมันยังแซงหน้าแซงหลัง เอามาเป็นสินค้า เอามาหาผลประโยชน์ เรื่องโลกๆ น่าเศร้าใจ เอวัง