ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

เปิดไฟ

๑๘ เม.ย. ๒๕๖๙

เปิดไฟ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม ข้อ ๓๑๕๖. เรื่อง “ขอหลวงพ่อชี้ทางสว่าง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกหลานซึ่งเคยเห็นหลวงพ่อแค่ไม่กี่ครั้ง ได้ฟังธรรมหลวงพ่อ ได้มีโอกาสถามปัญหาธรรมหลวงพ่อผ่านเว็บไซต์ ลูกหลานระลึกถึงหลวงพ่อว่าอยากจะกราบเรียนหลวงพ่อ ขอโอกาสกราบเรียนการภาวนา และขอความเมตตาหลวงพ่อชี้ทางสว่างให้ลูกหลาน ก่อนที่จะกราบเรียนถามปัญหาเจ้าค่ะ

ขณะหนึ่งของการภาวนา ลูกหลานได้เข้าไปพักผ่อนนอนเล่นในห้อง ขณะนั้นลูกหลานก็พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณปกติ และพิจารณาว่าทั้งหมดนั้นไม่เที่ยง จะดับไปเจ้าค่ะ

ต่อมาจึงพิจารณาว่า จิตกับกายนี้เป็นของคนละอย่างกัน จิตนี้ผู้พาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมาตลอด ก็ไม่ได้พบความพ้นทุกข์ใด ลูกหลานจึงพิจารณาได้ว่า ไม่ได้พ้นทุกข์ได้จากกายและจิตนี้ เมื่อทิ้งกายและจิตก็พาเวียนว่ายตายเกิดมาเสมอทุกภพทุกชาติ

จึงพิจารณาต่อไปว่า ผู้ที่พาพ้นทุกข์คือผู้รู้แท้จริง จึงพิจารณาว่า อะไรจะเป็นเหตุ เป็นจุดที่ทำให้ลูกหลานนี้เป็นผู้รู้ได้ ลูกหลานจึงได้มูลเหตุเส้นทางว่า มนุษย์ก็มีสมอง มีปัญญา พิจารณาจากเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กาย จิต) การภาวนาของลูกหลานเป็นเช่นนี้

คำถามคือ

๑. ลูกหลานสติยังไม่ดี ปัญญาความฉลาดน้อยมาก ขณะพิจารณาก็ยังไม่เฉียบแหลม รู้สึกยังโง่อยู่มากจริงๆ เจ้าค่ะ ลูกหลานควรจะทำเช่น ไรเจ้าคะ

๒. ลูกหลานต้องการฝึกฝนการเข้าสมาธิให้ถึงแก่นและต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งขณะสามารถทำงานหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ควรจะทำเช่นไรเจ้าคะ ขอความเมตตาหลวงพ่อชี้ทางสว่างให้กับลูกหลานด้วยเถิดเจ้าค่ะ

๓. หลวงพ่อคะ ขณะใช้ชีวิตประจำวันอยู่ดีๆ ก็จิตลง ขณะนั้นคนรอบข้างไม่ได้รู้ด้วยว่าลูกหลานกำลังบำเพ็ญภาวนาอยู่ พิจารณาเดินปัญญาหรือว่าจิตสงบอยู่ แต่เมื่อคนรอบข้างเรียกลูกหลานขณะนั้น ขณะที่กำลังทำการพิจารณาภาวนาอยู่ จะเป็นกรรมของเขาหรือไม่เจ้าคะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ นี้พูดถึงว่า “หลวงพ่อขอชี้ทางสว่าง”

ทางสว่างก็เปิดไฟไง กดสวิตช์มันก็สว่าง เปิดไฟมันก็สว่าง ปิดไฟมันก็มืด

นี่ก็เหมือนกัน ชี้ทางสว่างๆ ไง

สิ่งที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าคนมีอำนาจวาสนานะ ถ้าได้ฝึกหัดปฏิบัติ

เราอยู่กับหลวงตามา หลวงตาออกโครงการช่วยชาติฯ เราเวลาฟังท่านพูดแล้ว แหม! มันเห็นใจท่านมาก เหมือนกับท่านขอร้องให้ภาวนาไง

“อย่าทิ้งพุทโธนะ”

ท่านเน้นย้ำตลอดให้พวกชาวพุทธเราฝึกหัดภาวนา

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็เน้นย้ำให้พวกเราชาวพุทธให้ได้ฝึกหัดภาวนา

หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำประจำเลย

ทำบุญทำกุศลมามากน้อยขนาดไหน ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ผลที่สุดต้องมาภาวนา

ท่านเปรียบเหมือนเขื่อนน้ำ ท่านบอกว่าเขื่อนนะ มันกักน้ำไว้ มันก็น้ำในเขื่อนนั้นน่ะ บุญกุศลทำมากน้อยขนาดไหนมันก็น้ำในเขื่อนนั้นน่ะ มันกักไว้เฉยๆ ไง

นี่ก็เหมือนกัน บุญและบาปๆ เราได้สร้างบุญกุศลมามันก็ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

เราฟังหลวงตาท่านเน้นย้ำตลอด เวลาท่านเทศน์ ฟังแล้วมันสงสารท่านน่ะ ท่านจะพูด เน้นย้ำให้ฝึกหัดภาวนาๆ

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา มันจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามขึ้นมาเพราะการภาวนา แล้วภาวนาแล้วมันมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมาไง แล้วกว่าจะมีหลักมีเกณฑ์ เริ่มต้นจากผู้ที่บุกเบิกขึ้นมา หลวงปู่มั่นนี่ ฝึกหัดภาวนาไปมันแฉลบไปหมด มันออกนอกลู่นอกทางไปหมด

เวลาฟังจากหลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะ ว่าหลวงปู่มั่นท่านไปหมด พม่าก็ไป ในลาว ในเขมร ไปหมดน่ะ ไปทำไม ก็ฝึกหัดใหม่ก็ไปหาครูบาอาจารย์ไง ไปหาคนบอกทาง ไปหาคนชี้ทาง ไปมาจนทั่ว ไปมาจนทั่ว

โทษนะ ไม่ใช่ว่าไปเหยียบย่ำ

เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปีก็ไปทั่ว ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังเทศน์ขนาดไหน โทษนะ กูฉลาดกว่า ที่พูดๆ มา กูทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันก็ไปไม่พ้นไง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็เหมือนกัน ท่านไปในพม่า หลวงปู่ชอบไปจำพรรษาที่พม่า หลวงปู่มั่นท่านไปค้นมาหมด นี่คำเล่าของหลวงตา

เราถึงเห็นว่า ถ้ามันไม่มีผู้รู้ มันไม่มีผู้รู้จริง มันแสนยาก

แล้วแสนยาก แล้วถ้าคำว่า แสนยากแล้ว” แล้วหลวงปู่มั่นเวลาท่านพูดถึงอดีตชาติท่านน่ะ ท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้านะ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้สร้างบุญกุศลมามากมายมหาศาล แต่เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้น พรรษา ๑ โอ้โฮ! มันทุกข์มันยากขนาดไหน แล้วหลวงปู่เสาร์ท่านก็พาเข้าป่าเข้าเขาไป พยายามแสวงหาทางที่ถูกต้อง

ทางที่ถูกต้องคือจิตทำให้มันถูกต้อง

ไม่ใช่ทางถูกต้อง ถนนเพชรเกษม ถนนพหลโยธิน ไม่ใช่

ทางที่ถูกต้องคือดำริชอบ ความชอบธรรมในหัวใจที่ถูกต้อง แล้วทางที่ถูกต้อง มันถูกต้องอย่างไร

เพราะมันเป็นอย่างนั้น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงเน้นย้ำๆๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำๆๆ

พุทโธๆ

ทางที่ถูกต้อง คือทางที่จิตมีหนทางเดิน ทางที่จิตมันเห็นตัวของมัน แล้วเส้นทางของจิตเป็นอย่างใด

เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านกว่าจะเจอหนทางของตน ท่านพยายามของตนมามากมายขนาดไหน แล้วคำว่า มากมายขนาดไหน” ท่านยังเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาจะตรัสรู้ธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปในอนาคต หลวงปู่เสาร์ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่มีบุญญาธิการขนาดนั้นน่ะ แต่เวลาจะแสวงหาหนทางของตัวเอง เหมือนเราฉลาดไปหมด สอนคนอื่นได้หมดเลย แต่หนทางของตัวทำไม่ได้ แต่เรื่องอื่นรู้หมดนะ แต่เรื่องของตัวไม่รู้ แล้วกว่าที่มันจะรู้เรื่องของตัวนี่มันขนาดไหน

เริ่มต้นให้เห็นว่า ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีบุญมีกุศล มีอำนาจวาสนาขนาดนั้น ท่านยังต้องสมบุกสมบัน แล้วจะหาหนทางของตนขนาดนั้น

ย้อนกลับมาคำถาม เวลาคำถามนี้ “ขอหลวงพ่อชี้ทางสว่าง”

ชี้ทางสว่างก็เปิดไฟไง เห็นไหม ดูสิ เขาร้องกรมทางหลวง ถนนไม่มีไฟส่องสว่าง มันมืด มันเกิดอุบัติเหตุประจำ ขอไฟสว่างถนน ขอไฟถนน มันก็เป็นเรื่องทางโลกไง

อันนี้ก็เหมือนกัน คำถามๆ ที่เราพูด เราจะพูดให้เห็นว่า ในวิธีการปฏิบัติมันมีหลากมีหลาย ถ้าหลากหลาย วิธีปฏิบัติหลากหลายมันไม่ใช่ปัญหา ปัญหา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ เพราะมันต้องไปสอดรับกับผู้ที่จะปฏิบัติไง มันจะไปสอดรับกับศรัทธา กับผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

จริตนิสัยของคนมันมากมาย การกระทำของคน การสร้างเวรสร้างกรรมมามันแตกต่างกัน จะเอาวิธีการเดียว จะบอกว่าพุทโธอย่างเดียว แล้วอย่างอื่นไม่ได้ มันก็กำจัดคนที่ไม่มีวาสนาออกไปหมดเลยหรือ กำจัดคนที่เห็นต่างออกไปทั้งสิ้นใช่ไหม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอก ๔๐ วิธีการ พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ มรณานุสติก็ได้ เทวดานุสติก็ได้ กสิณ วิธีการปฏิบัติ ๔๐ ทางไง นี่พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้

แต่เวลาพระกรรมฐานให้เอาพุทโธๆ เพราะมันเรียบง่าย มันไม่ต้องใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มันไม่ต้องหาเงินหาทองมาให้เป็นเครื่องมือในการทำประกอบธุรกิจ

ธุรกิจในการปฏิบัติไง แสวงหาแต่ผลประโยชน์กัน ผลประโยชน์จากลูกศิษย์ลูกหานั่นแหละ

แต่ถ้าเป็นจริง พุทโธอย่างเดียว แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับใคร อยู่ในห้องพระ อยู่ในที่นอน อยู่ที่ไหนก็ฝึกหัดทำของตน

แต่มันอยู่ที่วาสนานี่ไง ถ้าวาสนามันดีมันงามนะ มันทำแล้วมันก็มีความปกติสุขไง แต่ถ้าวาสนาไม่ดีงาม กิเลสมันสวมแล้ว กิเลสมันสวมรอยเลย “ทางนี้ทางไม่ใช่ ทางนี้เป็นทางที่เดือดร้อน” แล้วก็เงี่ยหูฟังแล้ว แนวทางปฏิบัติต่างๆ อันนี้ปฏิบัติง่าย อันนี้นั่งหลับก็บรรลุธรรมได้ อันนี้ละเมอเพ้อพกไปร้อยแปดพันเก้า

ทำไมถึงว่ามันเหลวไหลล่ะ

เพราะผู้รู้จริงเขาเห็นแล้วมันเศร้า แต่สิทธิมนุษยชน การเกิดเป็นมนุษย์ รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพ จะนับถือลัทธิศาสนาใดก็ได้ จะเชื่อในแนวทางใดก็ได้ เพราะเป็นสิทธิมนุษยชน

แล้วผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อันนู้นก็เรียบง่าย อันนั้นก็บรรลุธรรมเร็ว อันนี้นั่งแล้วจะลอยบนฟ้าเลย อันนั้นมหัศจรรย์เลย ละเมอเพ้อพก

โคตรเศร้าเลย โคตรเศร้าเลย แต่มันก็เป็นสิทธิมนุษยชน แล้วคนที่วุฒิภาวะอ่อนแอชอบอย่างนี้ ชอบให้คนจูง ตัวเองพึ่งตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าให้คนจูงน่ะชอบ

แล้วมันมุมกลับ จิตที่อ่อนแอ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกรมสุขภาพจิต เป็นซึมเศร้า สุขภาพจิตของมนุษย์นี้ ของคนในประเทศไทย แล้วจิตที่มันอ่อนแอ จิตที่มันพึ่งตัวเองไม่ได้

พูดนี่นะ พูดด้วยความสังเวชมาก ถ้าพูดทางโลกมันเหมือนกับพูดเหยียบย่ำเขา แต่ความจริงมันจะไปเหยียบย่ำใคร ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย แล้วมากกว่านั้นนะ เขาทุกข์เขาร้อน เขาเครียดในชีวิต เขาหาทางออกไม่ได้ แล้วเขาก็พยายามกินยา แล้วถ้าไม่ได้กินยา มันก็กดดันในชีวิตของตน แล้วเวลามานับถือพระพุทธศาสนาก็อยากจะมีที่พึ่งที่อาศัย แล้วจิตใจมันไม่มีหลักเกณฑ์ จะทำสิ่งใดให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน

เหมือนกรมสุขภาพจิตบอกว่า ให้ออกกำลังกายแล้วร่างกายจะแข็งแรง ร่างกายแข็งแรง ความเจ็บไข้ได้ป่วยมันก็ลดน้อยลง เพราะร่างกายมันแข็งแรง กรมสุขภาพจิตห้ามภาวนานะ อย่าภาวนานะ เพราะภาวนาแล้วมันเพ้อเจ้อ กรมสุขภาพจิตหรือจิตแพทย์ บอกเลย ห้ามภาวนาเด็ดขาด ถ้าภาวนา บ้าแน่นอน บ้าแน่นอน

แต่สำหรับเรานะ คนบ้าหรือคนทุกข์ยากจากการดำรงชีวิตนี่น่าเศร้า ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเขาฝึกหัดปฏิบัติโดยอำนาจวาสนาของเขา เราฝึกหัดโดยความปกติสุข

ชาวพุทธๆ ไปวัดไปวามีบุญกุศล ไปฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้ชีวิตมันรื่นเริง ไม่อย่างนั้นมันอับเฉา ไม่อย่างนั้นมันเศร้าหมอง

ฟังธรรมๆ นะ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังทุกวันๆ ก็ฟังเพื่อตอกย้ำ แล้วถ้าฟังแล้ว ถ้าจิตใจมันเข้าใจแล้วมันผ่องแผ้ว ผ่องแผ้วเพราะอะไร เพราะชีวิตนี้มันก็มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายเท่านี้แหละ มีเท่านี้จริงๆ

แต่ในชีวิตถ้ามีสติมีปัญญานะ เราก็ดูแลรักษาชีวิตของเราให้ตลอดรอดฝั่ง มันก็เป็นชาวพุทธที่ดีงามไง

นี่พูดถึงว่าการประพฤติปฏิบัติ

แล้วบอกว่าจะขอแนวทาง

แนวทางอะไร แนวทางที่ไหน แนวทางก็อริยสัจไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ในวิธีการดับทุกข์โดยมรรค ๘ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันถูกต้องชอบธรรม

แต่ทีนี้โลกมันเจริญ เห็นไหม เราเห็น ในสำนักปฏิบัติต่างๆ แนะนำกันออกนอกลู่นอกทาง มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เพราะเป็นเรื่องสมมุติไง เราจะคิดมุกอะไรก็ได้

พระเราถ้าไม่มีมุก ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มีจุดเด่น ไม่มีใครเคารพศรัทธา ถ้าเรามีมุกของเรานะ มีมุกอะไรให้มันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว โอ้โฮ! มันโดดเด่น

เราเห็นแล้ว นี่กิเลสชนิดหนึ่ง เอ็งจะทำคุณงามความดี เอ็งก็ไพล่ไปเอากิเลสมาออกนำแล้ว

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ได้บวช ได้เรียน ได้ศึกษามานี่ธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน

นี่ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

วิธีการๆ นี่ไง ล่อกันเละเลย แล้วก็ไหลไป

นี่เพราะคำถามไง จะหาหนทางสว่าง แล้วหนทางที่ถูกต้อง

ก็อริยสัจไง

หนทางที่ถูกต้องมันมีของมันอยู่แล้ว แต่เราก็คิดของเราไปนอกลู่นอกทางไง แล้วนอกลู่นอกทาง แนวทางการปฏิบัติร้อยแปดพันเก้า จะเป็นสัญลักษณ์ จะเป็นเอกลักษณ์ จะเป็นมุกของใคร กลุ่มใดชนใดอย่างนี้

เศร้า เราเห็น จะเริ่มต้นปฏิบัติก็เอากิเลส เอาทิฏฐิมานะในกลุ่มของตนออกหน้า

แล้วบอกพระกรรมฐานก็เป็น ไอ้พวกพุทโธๆ นี่

พุทโธนี่พุทธานุสติ พุทโธเป็นสิ่งที่เราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซื่อสัตย์สุจริตกับพระพุทธเจ้า แล้วถ้าทำได้ ทำไม่ได้ มันอยู่ที่บุญวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้าบุญวาสนาของแต่ละบุคคลมันดีขึ้น มันก็ดีขึ้นไง

นี่พูดถึงบอกว่า “จะหาหนทาง จะหาแนวทาง”

เหยื่อเลยแหละ เรามีแนวทางเยอะนะ ต้องสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดไว้ที่เรา แล้วเอ็งจะปฏิบัติดี เยอะแยะไปหมด เก็บไว้แล้วมันละสักกายทิฏฐิไม่ได้ ต้องเอาทรัพย์มาเป็นส่วนกลาง แล้วก็เหมือนกับหลอกออนไลน์น่ะ หายหมดเลย

เราเห็นเรื่องอย่างนี้มาเยอะ แล้วสังเวชมากๆ แต่มันเป็นกรรมของสัตว์ เพราะอะไร เพราะสิทธิมนุษยชน จะเชื่ออะไรก็ได้ จะไปฟังใครก็ได้ ก็เชิญ ตามสบาย

แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ จะบอกว่า จะขอหนทางจากหลวงพ่อ

ไม่มี ไม่มีหรอก มีแต่แนวทางของพระพุทธศาสนา แนวทางของที่ว่าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแสวงหามา ล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหน แล้วเวลาท่านฝึกหัดทำสัมมาสมาธิด้วยพุทโธๆ จนเป็นสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา บุคคล ๔ คู่สิ้นกิเลส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนาเลย นี่เป็นแนวทางในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้น ไอ้ที่ว่า หาหนทาง หาหนทางของตน

หนทางก็มัคโคไง ทางของใจไง ที่มันเริ่มต้นที่ดีงามนี่ไง

นี่จะพูดถึงว่าเป็นคำถามไง ว่าเขาพิจารณาของเขา ลูกหลานพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ได้ ทำสิ่งใดก็ได้ ไอ้นี่เป็นปัญญาอบรมสมาธิ

การทำสมาธิๆ ทำไมต้องทำสมาธิล่ะ

ทำสมาธิเพื่อให้เป็นการฝึกหัดโดยจิตตภาวนา โดยหนทางการรอด ไม่ตกอยู่ใต้กิเลสด้วยจิตของตน

ฉะนั้น สิ่งที่เราศึกษาค้นคว้า นี่ทรงจำธรรมวินัยๆ ประเพณีวัฒนธรรม การทำบุญทำกุศลโดยแต่ละภูมิภาค ครูบาอาจารย์ที่ทำสิ่งใดเป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณี สิ่งที่เขาทำนั่นน่ะเป็นการเสียสละ เป็นระดับของทาน

ระดับของทาน เราทำสิ่งใดก็ได้เพื่อเป็นวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา มันเป็นกระพี้เพื่อจะรักษาเปลือก รักษาแก่นพระพุทธศาสนาไว้ รักษาสิ่งที่เป็นประเพณีวัฒนธรรม เราก็ชื่นชมกับลูกหลานของเรา ชื่นชมกับชาวพุทธที่ว่าเขายังรักษาพระพุทธศาสนา

แต่เราจะฝึกหัดจากกระพี้เข้ามาเปลือก เข้ามาเปลือกก็จากแนวทาง พอจากแนวทางขึ้นมาแล้ว แนวทางที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มศึกษาค้นคว้า แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเราจะเอาแก่น เอาแก่น เอาพุทธะ เอาผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ เราทำของเรา

การทำความสงบร้อยแปดพันเก้า นั่งหลับกันทั้งนั้นน่ะ

ถ้าเป็นทางโลก สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ทำอย่างไร

อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำอย่างไร

ครูบาอาจารย์ของเรา โธ่เอ้ย! หลวงตาท่านพูดประจำ “สมาธิอย่ามาหลอกเรานะ เราติดสมาธิ ๕ ปี รู้หมดน่ะ อะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นสมาบัติ”

แล้วสมาบัติมันเกี่ยวกับฌานโลกีย์ เกี่ยวกับโลก มันเกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนา แล้วถ้าพระพุทธศาสนา ถ้าให้มันมั่นคงขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เข้าเรื่องสมาธิแล้ว

“สมาธิๆ ไม่ต้องทำ สมาธิมันแก้กิเลสไม่ได้ ใช้ปัญญาไปเลย” แล้วเตลิดเปิดเปิงกันไป

แต่นี่เวลาโยมใช้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้พิจารณา ไอ้นี่เขาเรียกปัญญาอบรมสมาธิ คือปัญญาใคร่ครวญพระพุทธศาสนา ถึงที่สุดแล้วมันก็เข้าใจพระพุทธศาสนา มันก็จะเป็นการหยุดคิด มันก็เป็นการทำสมาธิแบบปัญญาชน

พุทโธๆๆ เป็นการทำสมาธิแบบสัทธาจริต แบบชาวพุทธที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา

ฉะนั้นบอกว่า เราใช้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขารใช้ได้ไหม

ได้ แต่มันคืออะไร มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เวลาสมาธิแล้วมันวูบไป อะไรไป เดี๋ยวค่อยว่ากัน

นี่จะเอาคำถาม

“๑. ลูกหลานสติยังไม่ดี ปัญญาความฉลาดยังน้อย ขณะพิจารณาก็ยังไม่เฉียบแหลม รู้สึกว่าโง่อยู่มากจริงๆ เจ้าค่ะ ลูกควรจะทำอย่างไรคะ”

ปัญญาๆ ปัญญามันมีสุตมยปัญญา คือปัญญาการศึกษา จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากจินตนาการ แล้วถ้าภาวนามยปัญญา ผู้ที่ภาวนาเป็น ที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านค้นคว้าของท่านขึ้นมาจนเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของท่าน โอ้โฮ! เออ! มันต้องอย่างนี้สิ

คือมันเข้าใจกิเลส เข้าใจชีวิตของเรา แล้วเกิดภาวนามยปัญญา มันใคร่ครวญกิเลสที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นที่มันจับต้องได้ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม พอพิจารณาไปแล้วมันเริ่มปล่อยวาง

คำว่า เริ่มปล่อยวาง” มันเริ่มขยับตัวไง สิ่งใดที่มันเป็นสิ่งที่มันแนบแน่นในหัวใจ มันเริ่มขยับตัว เออ! มันต้องอย่างนี้สิ แล้วยังต้องพิจารณากันไปจนถึงที่สุดเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสมันขาดไป นี่โดยข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา

ทีนี้กลับมาคำถามไง “ลูกหลานปัญญามันยังไม่ดี ปัญญามันยังน้อย”

ปัญญาอะไรล่ะ

ถ้าปัญญาที่เรานึกคิดกันนี้มันก็เป็นปัญญาทางวิทยาศาสตร์ ปัญญาทางโลก ปัญญาในสัญชาตญาณ เด็กมันก็คิดได้ เด็กมันก็นึกได้ ทุกคนคิดได้นึกได้ทั้งนั้นน่ะ อย่างนี้เขาเรียกว่าปัญญาโดยสัญชาตญาณ ปัญญาในการเกิดเป็นมนุษย์ โลกียปัญญา เราใช้ปัญญาอย่างนี้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันหยุดคิด เห็นไหม เราใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้

แล้วอย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นธรรมในการจดจำ เราทรงจำจดจำมา แล้วเราก็มาพิจารณาของเรา แล้วถ้ามันเข้าใจมันก็หยุด นี่ปัญญาอบรมสมาธิ

มันจะวูบไปเห็นนู่นเห็นนี่ ไม่เกี่ยว จะวูบไม่วูบมันเป็นเรื่องของจิตของบุคคลคนนั้นแล้ว สุขภาพจิต จิตเราเป็นปกติหรือไม่ ถ้าจิตเราเป็นปกติมันวูบ นั่นตกภวังค์

จิตของเรามันจะวูบ มันจะหาย อย่างไรก็แล้วแต่ มันอธิบายได้หมด สัจธรรมมันอธิบายกิริยาของจิต หรือวิธีการของจิตได้หมด แต่ถ้ามันเป็นทางโลก วูบมันหายไป

นี่ไง จิตเป็นปกติหรือไม่

อย่างนี้ควรจะไปหาหมอให้หมอตรวจเช็กอาการของตน ตรวจเช็กอาการของตนให้เป็นปกติแล้วค่อยมาภาวนา ถ้าไม่ตรวจเช็กอาการของตน มันเป็นการผิดปกติของจิต แล้วผิดปกติของจิต ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นซึมเศร้า แล้วจิตเภทมากมายมหาศาล โดยปกติโดยสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีโดยสมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นธรรมะ ป่วยทางจิต เพราะมันไม่ปกติ มันเป็นสมาธิไม่ได้

ฉะนั้นบอกว่า สติปัญญามันยังไม่เฉียบคม

เฉียบคม ถึงว่าระหว่างโลกกับธรรม เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแบ่ง โลกียะกับโลกุตตระ

มหา มหาเรียนถึงเป็นมหามานะ ความรู้ของมหา สิ่งที่เรียนมาเป็นธรรมและวินัย เป็นศาสดา ยกใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ด้วยความเคารพความบูชา นี่คือทฤษฎี คือภาคจดจำ แล้วมาฝึกหัด กลับมาพุทโธๆ ทำความสงบ นี่ไง

ที่ว่า สติปัญญามันยังน้อย สติปัญญามันไม่แหลมคม

แล้วจะให้แหลมคม แหลมคมโดยอะไรล่ะ แหลมคมโดยลับมีดใช่ไหม

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก เวลามันทื่อ มันใช้ปัญญามากแล้วมันจะทื่อ ทื่อนั้นเพราะว่าสมาธิมันอ่อนลงไง แล้วสมาธิมันแข็งขึ้น มันเข้มข้นขึ้น มันคมกล้าขึ้น ธรรมขันธ์ เวลาเปรียบเทียบไง ขันธ์ ๕ เป็นพระธรรมขันธ์ ขันธ์ที่มันฟาดมันฟัน ถ้ามันเป็นปัญญานะ คนเป็นพูดมันเข้าใจได้ทั้งนั้นน่ะ

ฉะนั้น คำถาม หมายความว่า อยากจะมีสติมีปัญญาที่เฉียบคม มันไม่แหลมคม ลูกยังโง่อยู่ ลูกควรทำอย่างไรเจ้าคะ

ไอ้นี่คำถามหนึ่งนะ คำถามนี้แขวนไว้ก่อน

“๒. ลูกหลานได้ฝึกฝนการเข้าสมาธิให้ถึงแก่นต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งในขณะนั่งทำงานอยู่ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ควรทำเช่นไรเจ้าคะ ขอความเมตตาหลวงพ่อด้วยเจ้าค่ะ”

นี่ก็เหมือนกัน ในวิธีการปฏิบัติในวัฒนธรรมไง “ถ้าพุทโธๆ ต้องนั่งหลับหูหลับตา พวกนี้มันพวกฤๅษีชีไพร ไอ้ของเรา เรารู้ตัวทั่วพร้อม สติปัญญามันพร้อมไง มันจะทำงานได้ไง การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”

ก็เริ่มจะพูดกันไง พูดกันให้ศาสนาว่าเรามีโอกาสปฏิบัติ พูดเป็นธรรมะไง

แต่จริงหรือวะ

ขนาดเราว่าพุทโธๆ นี่นะ เราบอก ถ้าว่างก็ให้พุทโธ ถ้าทำงานให้อยู่กับงาน เพราะขณะทำงานมันต้องสติ เวลาทำงานอันตราย พุทโธๆ ถ้ามันเหม่อมันเผลอไป เดี๋ยวเกิดอันตราย เพราะอะไร เพราะถ้าจิตมันจะลง มันจะลงอย่างไร

ฉะนั้น เวลาว่าเข้าสมาธิให้มันถึงแก่นถึงสาร

ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ คำว่า เข้าสมาธิๆ” มันจะไปลบล้างข้อแรกนี่

ข้อ ๑. ทำไมปัญญามันไม่เฉียบคม ปัญญาเรามันน้อย

ปัญญามันก็คือปัญญา มันเป็นสัญญาความจำนั่นแหละ มันอยู่ที่เชาวน์ปัญญาของคน

แต่เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาคือปัญญารอบรู้ในกองสังขาร กองสังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง ความคิด ความปรุง ความแต่งมันมีปัญญารอบรู้ มันอีกชั้นหนึ่ง ถ้ารอบรู้อีกชั้นหนึ่งมันก็ปล่อย ปล่อยความคิด ความปรุง ความแต่ง มันก็หยุด

แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตสงบแล้วเป็นสัมมาสมาธิ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง คือเห็นกิเลส

เห็นกิเลสก็ยกขึ้นวิปัสสนาไม่เป็นหรอก

พระกรรมฐานทำสมาธิไม่เป็น แล้วพระกรรมฐานก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นเหมือนกัน

แล้วถ้าเป็น เห็นไหม หลวงปู่ดูลย์ไง พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณรอบแรก จิตนอก จิตนอกนี่บุคคลคู่ที่ ๑

จิตใน จิตในก็ขันธ์ ๕ ใน

จิตถอด จิตถอด ถอดขันธ์ ๕ ทิ้งเลย

เวลาคนเป็นพูด แหม! มันถูกต้องชอบธรรมทั้งนั้นเลย

แต่ไอ้พวกไม่เป็นนี่ไง

“ปัญญามันไม่แหลมคม”

คมอะไร คมมีดโกนหรือ โกนหนวดหรือ

ปัญญามันมีโลกและมีธรรม

โลกๆ ก็ผู้ถามที่ทำอยู่นี่ไง พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พิจารณาตลอดเวลา ใช้ปัญญาๆ

ถูกต้อง ทำได้ทั้งนั้นน่ะ แนวทางการทำความสงบของใจร้อยแปดพันเก้า ทำอะไรก็ได้ ขอให้มันสงบ ทำอะไรก็ได้ถ้ามันสงบเข้ามา สงบคือสมาธิ

แล้วทำสมาธิแล้วจะให้เป็นสมาธิที่มันเข้มแข็ง มันแก่กล้า อยู่ได้นานๆ

มันมีขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิเวลาเข้าแล้วเดี๋ยวมันก็คลายออก สมาธิเวลาเข้าแล้วมันเสื่อม เวลามันเสื่อมแล้วนะ มันต่อต้าน เข้าสมาธิอีกไม่ได้เลย ทำได้ยากมาก แล้วถ้าทำได้ต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิตเลย

เวลาบุคคลที่ฝึกหัดปฏิบัติไง มันอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์ สัตว์ที่มันมีอำนาจวาสนา มันทำแล้วมันจะคล่องตัว

สัตว์ที่ไม่มีอำนาจวาสนาทำอะไรแล้วนะ มันจะเกิดเป็นปรปักษ์ คือมันเคียดแค้น มันหวาดกลัว มันไม่เข้าช่องทางนี้ นี่สมาธิเข้าได้ยาก

ถ้าจะแก้ไข แก้ไขก็ต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิตนะ อดนอนผ่อนอาหาร สละชีวิตเพื่อเผชิญเลย เผชิญอะไร เผชิญให้เข้าสมาธิได้ พอเข้าสมาธิได้ ต่อไปนะ พยายามฝึกหัดให้มันชำนาญ ชำนาญเพื่ออะไร ก็เพื่อที่ว่าปัญญาที่แหลมคมไง ปัญญาที่แหลมคม ปัญญาที่แก่กล้า

เพราะสัมมาสมาธิมันป้องกันสมุทัย ป้องกันกิเลส ป้องกันความรู้ความเห็นของตนที่บวก คือสมุทัยที่บวก บวกเข้ามากับปัญญา จะบวกเข้ามาสู่ทางสายกลางมัคโคไง พอมันบวกเข้ามาแล้วมันก็จะเป็นโลกไง เพราะโลกคือตัวเราบวกไง

แต่ถ้าเราทำสัมมาสมาธิ มันไม่มีตัวตนเรามาบวก นี่ทางสายกลางพระพุทธศาสนาไง ไม่ใช่ดีและชั่ว ไม่ใช่เรากับเขา แต่เป็นธรรม เป็นธรรมต้องเป็นกลาง เป็นปัจจุบันในทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

แล้วทำอย่างไรล่ะ

นี่ไง ที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นล้มลุกคลุกคลานพรรษาแรกๆ ก็นี่ไง คนที่ประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นนี่ไง มันจะแยกให้ออกจากโลกกับธรรม

ถ้าแยกออกจากโลกไม่ได้ สำนักปฏิบัติทั่วประเทศไทยอีลุ่ยฉุยแฉก มันแยกจากโลกไม่ได้ มันก็อยู่กับโลก อยู่กับจินตนาการ แล้วอยู่กับวิทยาศาสตร์ อ้างอิงทฤษฎีทางภาควิทยาศาสตร์มาอนุโลมว่าจิตมันเป็นอย่างนั้นๆ มันไม่เกี่ยว ไม่ใช่

ฉะนั้นว่า เราทำสมาธิให้มันเข้มแข็ง เข้มข้น

ไม่ใช่

ทำให้มีความชำนาญ รักษาได้ รักษาใจเราให้เป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์กับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

การฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดเพื่อความปกติสุข ยกขึ้นสู่วิปัสสนามันต้องมีวาสนา มันต้องมีอำนาจวาสนา เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ

มีเราองค์เดียวเท่านั้นน่ะ ยืนยันตรงนี้ตลอด

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เห็นไหม เห็น สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในใจ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก็เห็น สติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนี่ไง เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ใช้สติปัญญา

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ด้วยวิธีการ ด้วยมรรค ๘

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง พิจารณาโดยวิธีการในมรรค ๘ ดับหมด

พอดับ เห็นไหม สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับลง

พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ไม่เห็น

นี่ก็เหมือนกัน จะทำให้สมาธิมันแก่กล้า ให้มันเข้มข้น

เข้มข้นตรงไหนล่ะ เข้มข้นอย่างไรล่ะ

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ” มีสติกำหนดบริกรรม สมาธิมันอยู่กับเราตลอด แล้วสมาธิมันจะมั่นคงอ่อนแอ มันก็อยู่ที่เชาวน์ปัญญา อยู่ที่วิธีการรักษา นี่พูดถึงสมาธิไง

ฉะนั้นว่า ถ้ามันเข้มข้น

เราเห็นแล้ว คำถามนี้มันเหมือนกับว่าได้รับข้อมูลว่ามันมีสูตรสำเร็จ มันมีวิธีการ

ถ้ามึงมีสูตรสำเร็จนะ พระอรหันต์เอตทัคคะ ๘๐ องค์ ทำไมไม่เหมือนกันล่ะ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะท่านยืนยัน พระอรหันต์ไม่เหมือนกันสักองค์ พระอรหันต์อาสวักขยญาณเหมือนกัน วิธีการดับทุกข์เหมือนกัน ในมรรคเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันสักองค์ ไม่เหมือนกันสักองค์เพราะว่าจริตนิสัย อำนาจวาสนาของแต่ละองค์ไม่เท่ากัน

คนมีอำนาจกว้างขวางยิ่งใหญ่อย่างนี้ เวลาขณะที่มันดับทุกข์ โอ้โฮ! โลกธาตุไหวหมดเลย นี่วาสนา เห็นไหม

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูด อาจารย์สิงห์ทองไง มันไปเรียบๆ ไง แต่ก็มีขณะ ขณะที่หมึกหมดไง เขียนๆๆ ไม่มีหมึก ถ้าไม่มีมันจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองสิ้นกิเลสไม่สิ้นกิเลสไง

มี แต่มีแบบหลวงปู่สิงห์ทอง หลวงตาก็มีแบบหลวงตา แต่อริยสัจเหมือนกันไง

ฉะนั้น หลวงตาบอกว่า “สิงห์ทองคุยกับเราแล้วนะ เราไม่สงสัยท่านสิงห์ทองเลย เหมือนกัน”

แต่นี่ไง พระอรหันต์แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน แต่ต้องมีความจริง

ฉะนั้นบอกว่า สมาธิจะเข้มแข็ง แน่นอน แล้วมีสูตรสำเร็จ

เซเว่นใช่ไหม หิวเมื่อไหร่มาเซเว่น จะได้สมาธิออกจากเซเว่นเลย

ไม่มี เราต้องทำของเราเองไง

ฉะนั้น มันเป็นการที่ว่า เราเชื่อหรือใครฝังชิปไว้ในหัวคิดอย่างนั้นไง แล้วถ้าฝังชิปไว้ในหัวแล้วคิดอย่างนั้น มันก็จะเป็นเหยื่อตลอดไป เพราะมันจะอาศัยคนอื่นตลอดไปไง

เราต้องฝึกหัดของเราให้เป็นความจริงของเราขึ้นมาในหัวใจของเรา

นี่พูดถึงสมาธินะ ตัวสมาธินี่แหละเป็นตัวแยกโลกียะกับโลกุตตระ แยกโลกกับแยกธรรม

ถ้าตัวตนของเรา เป็นโลกหมด

สัมมาสมาธิเป็นมัคโค ทางสายกลาง แต่มันยกขึ้นวิปัสสนาไม่เป็น เวลาถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้เกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ว่ามันจะต้องฉลาด ต้องแหลมคมอะไรน่ะ

เดี๋ยวจะรู้ จะคมไม่คมแค่ไหน แล้วคมอย่างใด

ต้องรู้จริงเห็นจริง ชัดเจนทุกขั้นตอนในการปฏิบัติ

“๓. หลวงพ่อเจ้าคะ ขณะชีวิตประจำวันของหนูอยู่ดีๆ จิตมันก็ลง ขณะนั้นคนรอบข้างไม่รู้ว่าลูกหลานกำลังพิจารณาอยู่ จิตมันสงบแล้ว เมื่อคนรอบข้างเรียกลูกแล้วออกมา เขาจะบาปจะกรรมไหมเจ้าคะ”

ไม่ เขาเรียกคนเผลอให้ตื่นน่ะ เขาเรียกคนนั่งหลับให้ตื่นขึ้นมาไง เขาเรียกให้คนตกภวังค์ขึ้นมา เขาได้บุญน่ะ เขาเตือนคนที่มันจะหลุดให้กลับมา

“เวลาจิตมันลง จิตมันหาย”

ตรงนี้ทำให้เราสงสัยว่ามันไม่ปกติไง ถ้าไม่ปกติควรไปหาหมอ เพราะว่าถ้ามันเป็นปกติมันจะรู้เองว่าตกภวังค์อย่างไร

คนรอบข้างอยู่ พิจารณาอยู่แล้วมันวูบลง

มันวูบลงมันก็ภวังค์ไง แล้วเวลามันเป็น มันเป็นอะไร

ฉะนั้น วันนี้พยายามพูดช้าๆ คำว่า ช้าๆ” คือสมอง พูดช้าๆ เพราะมันจะพรวดๆ ไปไง พูดช้าๆ เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์ของสังคมนักปฏิบัติทั้งหลาย ว่าวิธีการหรือชิปที่เขาจะฝังหัวเราน่ะ ว่าสูตรสำเร็จเป็นอย่างนี้ๆ แล้วปฏิบัติง่ายแล้วจะสำเร็จ อันนั้นมันเป็นสำเร็จรูป เซเว่นของสำนักปฏิบัตินั้นๆ

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ชอบธรรมตามความเพียร มันจะรู้ตัวทั่วพร้อม มันจะมีสติปัญญาเท่าทันความคิด แล้วมันจะพัฒนาจิตของตนโดยที่ไม่มีสิ่งใดติเตียนได้

ฉะนั้น สิ่งที่เวลามันวูบ

ถ้าเป็นสมถะมันก็จะตกภวังค์

แล้วถ้าเขาพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยู่ แล้วมันวูบลงไป แล้วคนรอบข้างเขาไม่รู้ เขาก็สะกิดให้เราฟื้นมา เขาจะเป็นบาปไหม

เขาเป็นบุญ เขาเตือนเราไม่ให้วูบหลับไป ถ้าเป็นสโตรก เขาต้องส่งโรงพยาบาลเลยนะ ถ้าไปไม่ทันจะติดเตียงเลยล่ะ

ฉะนั้น คำถามนี้แหละเป็นคำถามให้สงสัยว่ามันไม่ปกติ ถ้าไม่ปกติต้องไปหาหมอ รักษาด้วยเคมี แล้วพุทโธของเราไปเรื่อยๆ ฝึกหัดให้มันเป็นความจริงขึ้นมา

นี่พูดถึงทางสว่าง

กดสวิตช์ เปิดไฟ มันก็สว่าง มันเป็นเรื่องโลกๆ เรื่องโลกๆ เปิดไฟ เปิดสวิตช์ก็สว่าง

เปิดสติ เปิดปัญญา ศึกษาค้นคว้า อย่าเชื่อ อย่าเชื่อใครฝังชิปในสมองเรา อย่าเชื่อการกระทำนั้น แล้วตั้งสติ ตั้งสติใหม่ แล้วพุทโธของเราไปเรื่อยๆ ถ้าจะฝึกหัด

พุทโธคือความปกติสุขของใจ ให้ใจมันปล่อยวาง ให้ใจมันเป็นอิสระเข้ามา เพื่อไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส เอวัง