เทศน์เช้า วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะนี้มันกดกิเลสในหัวใจของตนให้มันเบาลง ถ้ากิเลสในหัวใจของตนมันฟูขึ้นมา เวลาอารมณ์ชั่ววูบๆ เสร็จแล้วก็เอาพวงมาลัยไปขอขมาเขาตลอด
เราตั้งสติของเราไว้ ทาน ศีล ภาวนา ถ้าเรารู้จักเสียสละทาน จะเล็กจะน้อยก็แล้วแต่ ไม่ต้องมากหรอก จะเล็กจะน้อยก็แล้วแต่ ฝึกหัวใจของตน ถ้ามันเสียสละของมันได้นะ มันจะเห็นคุณค่าของมัน
ทาน ศีล
ศีลคือความปกติของใจ ที่เราทุกข์เราร้อนกันอยู่นี่ก็เพราะหัวใจเรามันดิ้นรนไง ใช่ คนเรามีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัย ๔ คนเรามีความจำเป็นต้องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต แต่ดำรงชีวิต ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา มันจะทุกข์จนเข็ญใจขนาดไหน ก็เราสร้างเวรสร้างกรรมของเรามา
สิ่งที่เรามีสติมีปัญญาขึ้นมาให้หัวใจมันสงบสุขร่มเย็นขึ้นมา มันจะทุกข์จนเข็ญใจ มันก็มีความสุขความสงบของมัน แล้วถ้ามันเจริญงอกงามขึ้นมา เพราะเรามีสติปัญญา เราสร้างแต่คุณงามความดี เราไม่ตามกิเลสไป ทำให้มันผิดกฎหมาย ทำให้มันมีปัญหาขึ้นมากับชีวิต ให้มันเป็นภาระรุงรังตลอดไป นี่ถ้ามีศีล
ฝึกหัดภาวนาๆ ขณะที่เราทำสิ่งใด เราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หลวงปู่ฝั้นท่านพูดไว้เลย “อย่าหายใจทิ้งเปล่าๆ”
ทั้งที่ลมหายใจนี้มีคุณค่ามากนะ เวลาหมอจับชีพจรอย่างนี้ หมอดูความเข้มแข็งของสุขภาพกาย ลมหายใจ หายใจทิ้งเปล่าๆ ทั้งๆ ที่มันมีคุณประโยชน์กับชีวิต ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งมีความจำเป็นกับชีวิตนี้ไง แต่หายใจทิ้งเปล่าๆ หายใจทิ้งเปล่าๆ เพราะเราไม่มีสติกำหนดลมหายใจนั้นไง
ถ้าเรามีสติกำหนดลมหายใจนั้นนะ มันล้างหน้าไพ่เลย ล้างอารมณ์เลย แล้วตั้งต้นกันใหม่
ถ้ามีสตินะ แล้วตั้งต้นกันใหม่ ตั้งต้นใหม่ก็เริ่มฟื้นฟูสติของเรามาไง มันมีคุณประโยชน์อย่างนี้ มันมีคุณประโยชน์กับชีวิตของเราไง แต่เราไม่เห็นคุณประโยชน์ของมัน มองข้ามไปหมด
เวลาไปหาหมอ สิ่งแรกเลย วัดความดัน ตรวจความปกติไง
ไอ้นี่ถ้าเรามีสติของเราขึ้นมา ทาน ศีล ภาวนา
ทานน่ะ ไม่ต้องไปทำสิ่งใดเลย อนุโมทนาไปกับเขา เห็นเขามีความสุข เห็นเขามีความรื่นรมย์ อนุโมทนาไปกับเขา เขาได้สร้างบุญสร้างกุศลมาเนาะ อนุโมทนาไปกับเขา แล้วเราก็มีสติด้วย
ถ้าเขาขาดสติ เขามีความสุขของเขา ชีวิตของคน มันไม่มีใครทำคุณงามความดีทั้งหมดและทำความชั่วมาทั้งหมด ชีวิตของเราลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดทั้งชีวิต เดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็ร้าย อารมณ์เดี๋ยวมันก็พลุ่งพล่าน อารมณ์เดี๋ยวก็ควบคุมมันได้
ชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าเขามีความสงบสุขของเขา ถ้าเขาประมาทเลินเล่อชีวิตของเขา เดี๋ยวเขาก็จมทุกข์เหมือนเรา เขาเห็นมีความสงบสุข เราก็อนุโมทนาไปกับเขา ถ้าเขามีสติมีปัญญารักษาชีวิตของเขาไปได้ ชีวิตของเขาก็มีความสงบตลอดไป ถ้าเขามีความผิดพลาดของเขา เดี๋ยวเขาก็มีปัญหาชีวิตของเขา เขาก็ทุกข์เหมือนเรานี่แหละ
นี่ไง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง
เรามีสติมีปัญญากับเรา เรามีความปกติสุข มีความปกติสุขแล้วนะ ถ้ามีสติปัญญา เราแก้ไขได้ทั้งนั้นน่ะ
เวลาฝนตกมันรุนแรง แล้วบอกว่า ทำเท่าที่มีความจำเป็น อะไรจำเป็นก็ทำสิ่งนั้นก่อน
สิ่งใด ถ้าฝนมันจะตกซ้ำซ้อนมา ไอ้พวกขยะที่มันไปปิดปากท่อน่ะ ให้เอาออกเสียก่อน แล้วเรื่องอื่นตามทีหลัง สุดท้ายแล้วมันก็ร่มเย็น สุดท้ายแล้วมันก็บอก เหนื่อยไหม เหนื่อย ลำบากไหม ลำบาก แต่มีศีลมีธรรม มีสบายใจ
เวลาทางโลก เช้าๆ ขึ้นมาเขาไปวิ่งกัน ไปออกกำลังกายกันเหนื่อยไหม เหงื่อไหลไคลย้อยทั้งนั้นเลย เขาทำทำไมล่ะ เขาทำเพื่อสุขภาพกายของเขา
ไอ้นี่เราทำทำไม เราก็ทำเพื่อสุขภาพจิตของเราไง แล้วสุขภาพจิตเราปกติไง
มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามันไม่มีฤดูกาลไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นมา ไม่มีฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน เราจะทำไร่ไถนากันอย่างไร เราจะมีอาหารที่ไหนมากิน แล้วเวลาขาดแคลนอาหารขึ้นมาก็ตีโพยตีพาย ตีโพยตีพายจะเอาแต่ความพอใจของตน
แล้วความพอใจของตน นั่งกระดิกเท้าอยู่นั่นน่ะ แล้วชีวิตนี้งอกงาม นั่งกระดิกเท้านี่แหละ ปัจจัยเครื่องอาศัยลอยมาเต็มไปหมดเลย เอ็งสร้างบุญอะไรมา เอ็งทำอะไรของเอ็งมา
แต่ของเราไม่ใช่ เราอยู่กับโลกความเป็นจริงไง
เราฟังเวลาเขาถากเขาถางพระพุทธศาสนานะ “มันก็เป็นกรรมเก่า ต้องยอมจำนน”
ไม่ใช่ ไอ้กรรมเก่ามันส่วนกรรมเก่า ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เราไม่ทุกข์ต่างหาก ถ้ามึงไปเชื่อมันยุมันแหย่นะ เอ็งก็ขาดแคลนอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ตีโพยตีพาย แล้วก็ทำผิดกฎหมาย แล้วก็จะเอาชนะคะคานเขา
แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร
แพ้เป็นพระ พระต้องมีสติมีปัญญา มันถึงควบคุมหัวใจของมันเป็นพระขึ้นมาได้ พระผู้ประเสริฐภายในหัวใจของตน
อย่าดูแคลนความนิ่งอยู่ของพระอริยเจ้า
พระอริยเจ้าเขาเห็นเอ็งพลุ่งพล่านแล้ว แล้วท่านก็เห็นอารมณ์ของท่านเองด้วย ไอ้นั่นมันบ้า เราอย่าไปบ้าตามเขา เราเคยบ้าอย่างนั้นมาก่อน เราเคยขาดสติปัญญา แล้วอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างเขา ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก อวดอ้างว่าตัวเองเป็นนักเลง
นักเลงสวะ
นักเลงที่แท้จริง เห็นไหม เวลาเขาเกิดศึกสงคราม พลีชีพเพื่อชาตินั่นน่ะ เขายิงกระสุน สาดกระสุนไปอย่างกับห่าฝน เดินเข้าไปยิงกับเข้า เดินเข้าไปหาเขา อย่างนั้นต่างหาก ไม่ใช่ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊กแล้วตัวเองยิ่งใหญ่
ไอ้นี่เขาพลีชีพเลย เขารู้ว่าต้องตาย แต่ทำไมเขาเดินเข้าไปได้ล่ะ แล้วเขาไปแก้ไขวิกฤติให้ชาติ แก้วิกฤติให้สังคม เห็นไหม นี่เวลาเขาทำของเขา เขามีสติปัญญาของเขา เขาไม่ยิ่งใหญ่เหมือนมึงหรอก นั่งกระดิกเท้า ทุกอย่างมาเอง
เงินจ้างผีโม่แป้งได้ เงินซื้อได้ทุกอย่าง มันก็เป็นเพราะสังคมอย่างนั้นไง
สังคมที่เขามีมาตรฐานนะ เงินน่ะเวลายื่นมา เขายิ้มๆ เลย ที่บ้านฉันมีมากกว่าเธอเยอะเลย แต่ฉันไม่อวดรวย ที่บ้านฉันเงินเป็นฟ่อนๆ ที่บ้านฉันทุกอย่างมีพร้อม แต่ฉันใช้ชีวิตปกติธรรมดา มองว่าฉันขาดแคลน เอาเงินมาฟาดหัว โธ่! สายตาอย่างนี้หรือ แล้วถ้าเรามีสติ เรามีสติมีปัญญาในสังคม เราดูแลสังคมของเราไป
เรามาวัดมาวา เราเสียสละนี่ก็ทานแล้ว บุญกิริยาวัตถุ จะอยู่อย่างสุขสบายอย่างไรก็ได้ จะเอาอะไรเสวยเพื่อความสนองตัณหาตัวเองอะไรก็ได้ สละ สละ เราเสียสละ เราจะฝึกหัดจิตใจของเราให้เข้มแข็ง
จิตใจของเราเข้มแข็งนะ รถจะติด น้ำจะท่วม ยิ้มๆ มันเป็นอย่างนี้ เพราะทุกคนมันเห็นแก่ตัว มันปลูกบ้านสร้างเรือนขึ้นมาไปขวางทางน้ำ ไอ้คนมักง่ายมันก็ทิ้งขยะตามแต่ความพอใจของมัน แล้วเวลาน้ำท่วมขึ้นมามันก็มาตีโพยตีพาย
ก็ตีโพยตีพายพฤติกรรมของพวกมึงนั่นแหละ พฤติกรรมของพวกมึงทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เวลาทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมาแล้วก็ตีโพยตีพาย แต่เรามีสติไง เราก็อยู่ในสังคมนี้ ถ้าเราฝึกหัดของเรา ศีล สมาธิ เราฝึกหัดให้หัวใจเราเป็นปกติสุข เราจะพลิกฟ้าคว่ำดินสังคมไม่ได้หรอก
สังคม สภาคกรรม เขาเกิดมาด้วยสภาวะที่เป็นทิฏฐิมานะ จริตนิสัยเขาเป็นอย่างนั้น เอาสะดวก เอาสบาย เอาการเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง
ผู้ที่เขาจะมาฟื้นฟูธรรมชาติๆ เอ็งทิ้งๆ เขาเดินเก็บให้ เขาเดินเก็บให้ ถ้ามีสติปัญญา นั่นน่ะเขาตบหน้าไม่รู้ตัวนะน่ะ เขาตบหน้าว่าเอ็งเป็นคนชั้นเลว ดีแต่เฟอนิเจอร์ภายนอกเท่านั้นแหละ แต่หัวใจมึงเลว มึงได้ทำแบบนั้น ของเราเป็นคนทุกข์คนจน ถือถุงดำเก็บขยะ เอ็งทิ้งเลย เดี๋ยวกูเก็บเอง มันตบหน้าๆๆ ยังไม่รู้ตัว เพราะจิตใจมันด้าน
หัวใจที่ดื้อด้านมันทำให้ชีวิตนี้เศร้าหมอง ทำให้ชีวิตเราทุกข์เรายาก แล้วมันบีบคั้นหัวใจเราเองไง เพราะมันเคยตัวจนชินชาหน้าด้าน แล้วพอไม่ได้สิ่งใดก็ตีโพยตีพาย เพราะมันไม่ได้สิ่งที่มันพอใจ มันตีโพยตีพายมันก็ตีอกชกตัว เฮ้ย! ใครทำมึงวะ มึงทำตัวเองทั้งนั้น
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเรากราบไง ปัญญาคุณ เมตตาคุณ กรุณาธิคุณของท่าน อยากปรารถนาให้โลกมีความร่มเย็นเป็นสุข แต่โลกเขามีสติปัญญามากน้อยแค่ไหนล่ะ เขาเป็นอย่างนั้นไม่ได้
ฉะนั้น เวลาในพระไตรปิฎก เทศน์ฆราวาสก็อย่างหนึ่ง อนุปุพพิกถา ให้เขาฝึกหัดเสียสละทำทานเพื่อกลิ่นของศีลกลิ่นของธรรม เพื่อชีวิตของเขาเท่านั้น แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาไง ให้มีศีล ให้ทำความสงบของใจเข้ามา
พอความสงบของใจเข้ามาแล้ว คนที่ทำสมาธิเป็นแล้วมีสติมีปัญญา มีอำนาจวาสนานะ หยุดนิ่งเลยนะ โอ้โฮ! ความสุขมันหาได้ในตัวเราทั้งนั้นน่ะ กายกับใจนี้ แต่เราก็พลุ่งพล่านไป ยศถาบรรดาศักดิ์ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศไง
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราอยู่โคนไม้ อย่ามายุ่งกับกู อย่ามายุ่งกับกู อยากมีความสงบสุขมาก สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วอยากอยู่ผู้เดียว
หลวงตาท่านพูดประจำ ความปรารถนาคืออยากอยู่คนเดียว อย่าให้ใครมากวน
แต่สังคมก็กวนมากมาย มากมายเพราะท่านได้สร้างอำนาจวาสนาบารมีมาอย่างนั้น เวลาท่านสร้างบุญสร้างกรรม เห็นไหม เพราะนั่นสายบุญสายกรรมของเราถึงเชื่อฟังเรา ถ้าไม่ใช่สายบุญสายกรรมของเรา มันก็โจมตี มันก็ถากถาง มันก็ทำลายทั้งนั้นน่ะ
โลก เหรียญมีสองด้านทั้งนั้น โลกมีทั้งดีและชั่วไง แล้วเราอยู่ระหว่างที่เราจะมาฝึกหัดตัวของเราเองนี่ไง
สังคมจะดีจะชั่ว เราก็อยากปรารถนาให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขทั้งนั้นน่ะ เราเกิดในสังคมที่ดีงามทั้งนั้นน่ะ เราอยากจะเกิดมาสังคมที่มีความสงบสุข สมณะชีพราหมณ์จะได้ฝึกหัดปฏิบัติ เราจะได้มีโอกาสได้ฝึกหัดปฏิบัติไง
แต่เวลาสังคมร่มเย็นเป็นสุข แล้วใครจะได้ผลล่ะ มันก็ยุมันก็แยง ดึงฟ้าต่ำ ตีหินแตก แยกแผ่นดิน ทำอะไรเพื่อความแสวงหาผลประโยชน์ของเขาทั้งนั้นน่ะ
ไอ้เรา เราก็เป็นยุคเป็นสมัย สหชาติ ใครเกิดร่วมสมัยกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีบุญมีกุศลมาก เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณเลยนะ เราจะเข้าญาณองค์สมเด็จพระสัมาสัมพุทธเจ้าบ้างหรือไม่ มันมีอำนาจวาสนา แต่ชีวิตมันสั้น ต้องไปเอาคนนั้นก่อน แล้วมีเยอะไปหมดเลย จนงานล้นเหลือเลยล่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ แล้วเราเกิดยุคใครล่ะ เราเกิดที่ยุคสังคมร่มเย็นเป็นสุข เราเกิดมา เราดูรอบข้างประเทศไทยสิ ประเทศไหนบ้างที่สงบร่มเย็นเหมือนประเทศไทย จนคุยโม้โอ้อวดว่าไม่เคยเป็นทาสใครแล้วกันแหละ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครทั้งนั้นแหละ
แต่ผู้นำ หัวหน้าที่พาชาติรอดพ้นมาได้ เอ็งไม่ได้ซาบซึ้งบุญคุณเขาบ้างเลยหรือวะ เอ็งได้มาเกิดในประเทศนี้ เอ็งจะเอาความสงบสุขในตัวของเอ็งคนเดียวนั่นน่ะ แล้วคนรอบข้างมันทุกข์มันยากอย่างนั้นหรือ
นี่ไง เราถึงมีทานไง ทานคือการเสียสละ มันจะเอารัดเอาเปรียบ มันจะเห็นแก่ตัว มันจะขูดมันจะรีด ประเดี๋ยวกฎหมายเล่นงานมันเอง เราสังคมที่มีความสงบสุข เขาคุ้มครองดูแล เวลาบ้านเรา ลูกหลานฝากใครไว้ก็ได้ ลูกหลานในหมู่บ้านเรามีแต่ความปกติสุข มันไม่มีสิ่งใดเขาจะมายุแยงตะแคงรั่วให้เราขัดแย้งกันได้ เรามีความปกติสุข มีอะไรเข้ามาผิดหูผิดตา สังคมเราคอยกลั่นกรองดูแล เราก็มีความสงบสุขไง
เราเกิดในที่ไหนล่ะ
เราเกิดในประเทศไทย มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ หัวใจของเราให้เป็นพุทธะ แล้วเราฝึกหัดของเราขึ้นมา เกิดมาทั้งชีวิตมันได้เห็นหมดน่ะ ทั้งดีและชั่ว ได้เห็นสังคมมาทั้งนั้น แล้วเราเลือกเอา เราจะเอาอะไร แล้วจากภายนอก ภายในด้วย
ภายนอกก็ยิ้มๆ อะไรก็ได้ อย่าไปขัดอย่าไปแย้ง อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน อย่าไปหาศัตรู แต่จิตใจเราต้องเข้มแข็ง อย่างนี้ไม่เอา เอาอย่างนี้ เอาคุณงามความดี เอาอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน
เห็นไหม เหมือนกับเอาเงินฟาดหัวน่ะ ไปเห็นเขาปกติสุข เอาเงินจะไปให้เขา
ไม่รับค่ะ ที่บ้านดิฉันมีเยอะกว่านี้อีก
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าหัวใจเราปกติสุขไง ใครจะมายุใครจะมาแหย่วะ ใครจะมาทิ่มมาตำอย่างไรนะ นั่นอยู่ภายนอก เพราะเรามีสติ ฝึกหัดไว้
เรามีสติแล้วมาเทียบเคียงแต่ละอารมณ์ที่กระทบ แต่ละเหตุการณ์กับชีวิต แล้วมันกระทบกับชีวิตของเรา แล้วเราดำเนินชีวิตของเราให้สมฐานะที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้ละสิ่งที่ว่าสิทธิ บุญกิริยาวัตถุ สิทธิเสรีภาพที่จะทำสิ่งใดก็ได้ที่ไม่ผิดกฎหมาย เรายังเสียสละมานั่งสมาธิ อยากจะเอาความสงบสุข ก็ต้องฝึกหัด
หลวงตาท่านสอนไง เริ่มต้นต้องบังคับ มันไม่ยอมทำ เราต้องทำ มันจะชวนไปเที่ยวที่ไหน จะชวนไปรู้ไปเห็นอะไร ไม่ไป
เราอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่กับพุทธะ พุทโธๆๆ จนตัวเองเป็นพุทโธเสียเอง โอ้โฮ! แล้วกว่าจะได้มาเราจะต้องลงทุนลงแรงขนาดไหน มันก็อยู่ที่อำนาจวาสนา ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่ายเขาได้สร้างบุญกุศลของเขามา อย่าไปคิดตุกติกอะไรกับเขา ขออนุโมทนาไปกับเขา ให้เขามีบุญกุศล
ไอ้ของเราถ้ามันได้บ้าง มันก็เป็นความปกติสุขของเราไง มันก็จะลง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถนี่แหละ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนฝึกหัดสติปัญญาของตน ตนฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมในใจของตน มันจะเทียบได้เลยกับไอ้พวกมิจฉาทิฏฐิ ไอ้พวกลัทธิความเชื่อร้อยแปดพันเก้า ศาสนาผี ศาสนาอ้อนวอนขอ ไปถามอะไรได้ผลประโยชน์ทั้งหมด
ไอ้เราไม่ใช่อย่างนั้น เรามีศีลมีธรรม แล้วขยันขันแข็ง มีสติมีปัญญาของเรา เราทำเพื่อหัวใจของตน ทำเพื่อความสงบสุขให้สมกับคำว่า “เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์” หาอริยทรัพย์ หาทรัพย์ที่เป็นศีลเป็นธรรม
หลวงตาท่านเน้นย้ำตลอด “พระไม่ทรงศีลทรงธรรม ใครจะทรง”
มันต้องมีสัจจะ มีความซื่อสัตย์ มีศีลมีธรรม พระต้องทรงศีลทรงธรรม เราก็จะฝึกหัดของเรา หัวใจให้เป็นพุทธะ ให้เป็นพระในหัวใจของเรา
เราจะเป็นเพศอะไรก็แล้วแต่ ให้หัวใจของเราเป็นเพศพระ เพศที่มีความสมบูรณ์ในตัวของตัวเอง ในเพศที่มีสติมีปัญญารักษาจิตของเรารอด
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว การเห็นแก่ธรรม การเห็นแก่ชีวิตของตน การเห็นสิ่งมีชีวิต จิตของเรามีคุณค่าที่สุด เอวัง