รักสั้น
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะที่เรากำลังแสวงหากันอยู่นี่ไง ตะครุบเงาๆ ตะครุบเงาทีไรเป็นเงาทุกที ไม่มีตัวจริงสักที เราแสวงหา แสวงหาสัจจะความจริงในหัวใจดวงนี้ ถ้าแสวงหาสัจจะความจริงในหัวใจดวงนี้ ปัตจัตตัง สันทิฏฐิโก
ถ้ามันเป็นปัตจัตตัง สันทิฏฐิโกนี่ โอ้โฮ! โอ้โฮ! เลย จิตมันสงบ เวลามันลงนะ โลกนี้เป็นของเราคนเดียวเลย มันมีความสงัด มันมีความวิเวก มันมีความสุข โลกนี้ไม่มี
โลกนี้มีเพราะมีเรา ถ้าตัวตนของเรา เราควบคุมของเราได้ไง โลกนี้สงบสุขทั้งนั้น โลกเขาจะเร่าร้อน เขาจะมีความทุกข์ยากขนาดไหนไง แต่หัวใจของเรา เห็นแล้วมันสังเวชไง เห็นแล้วสังเวช มันเทียบกลับเข้ามา
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราดูความเดือดร้อนของโลกสิ โลกนี้เร่าร้อนอยู่เป็นนิจ โลกนี้บกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่มีสิ่งใดจะเติมเต็มโลกนี้ได้ โลกนี้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงของมันอยู่อย่างนั้น มันรอให้มนุษย์ไง มาถมให้มันเต็ม รอมนุษย์มาแสวงหา รอมนุษย์มาจัดการไง แล้วมนุษย์ก็แผลงผลาญไง โลกร้อนๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลสิ
เราเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราวางโลก เราวางแล้ว เรามาบวชเป็นพระ เราบวชเป็นพระ บวชเป็นพระขึ้นมา เราแสวงหาสัจจะความจริงในโลกนี้ ในโลกที่เราเกิดเป็นมนุษย์นี่ โลกสมมุตินี่ ถ้าสมมุติๆ เริ่มต้นจากสมมุตินี่ไง เริ่มต้นจากตัวตนของเรานี่ไง เริ่มต้นจากตัวตนของเรา เพราะเราเกิดมาแล้วเราแบกโลกไว้ เราแบกโลกไว้ เราแบกหามไว้ แล้วเราจะแสวงหาความสุขๆ ของเราไง แล้วความสุขมันอยู่ที่ไหน
มีอำนาจวาสนานะ มีอำนาจวาสนาได้มาบวชพระนะ ถ้าไม่มาบวชพระจะต้องตรากตรำอยู่อย่างนั้น บวชพระๆ มันวางแล้ว วางโลกแล้ว พอวางโลกแล้ว เวลามาบวชเป็นพระไง อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่แล้ว จะใช้ชีวิตแบบฆราวาสไม่ได้ พระจะทำตนแบบฆราวาสไม่ได้ พระไม่มีการซื้อขาย เพราะพระไม่มีการต่อรองราคา พระไม่มีใดๆ ทั้งสิ้น
พระต้องหาหัวใจของตน พระต้องหาพุทธะในหัวใจของตนให้ได้
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ ใครเกิด ก็กูนี่ไง เพราะจิตดวงนี้มันมืดบอด มันถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เกิดแล้ว เกิดแล้วก็เกิดจากกรรม กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมพาให้เรามาเกิด แต่มันเป็นกรรมดีไง กรรมดีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วเกิดที่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง แล้วบวชเป็นพระๆ ไง อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่มาแล้วไง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ งานของพระ อุปัชฌาย์ให้มาจบแล้ว จะไปค้นหาที่ไหน ถ้าค้นหาในพระไตรปิฎก ธรรมวินัย ทุกคนก็ชื่นชอบแต่ละคนแตกต่างกันไป
แต่แตกต่างกันไป การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา กาย เวทนา จิต ธรรม แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา แต่สติปัฏฐาน ๔ ของใคร
สติปัฏฐาน ๔ ของมาร ของกิเลสไง กาย เวทนา จิต ธรรม ใครจะไม่รู้ เด็กมันก็รู้ แล้วยิ่งศึกษามาแล้วยิ่งแตกฉาน สติปัญญามากมาย คว้าน้ำเหลว ตะครุบเงาอยู่นั่นไง
ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ไง ถ้าฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจดวงนี้ เราเกิดมากับโลก โลกนี้มหัศจรรย์นักเพราะเป็นอจินไตย เราจะศึกษาจะค้นคว้า วิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยาล้านๆๆ ปีทั้งนั้นน่ะ กี่ล้านปี มหาทวีป แล้วแยกออกมาเป็นทวีปนี่ไง แล้วมันจะไปรวมกันอย่างเดิม แล้วแยกออกอยู่ไง แล้วก็วนเวียนกันไปไง
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภัทรกัป พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ องค์ที่ ๔ กว่าจะหมดยุคหมดสมัย หมดยุคหมดสมัยแล้วกว่าจะปรับพื้นที่จนกว่าพระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครบ ๕ พระองค์ แล้วอนาคตวงศ์ล่ะ
โอ้โฮ! ยังมีอีกหรือ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ พยากรณ์ไว้หมดแล้วแหละ เราไม่ต้องไปสงสัยเรื่องภายนอก เราสงสัยว่าเราจะมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน
ถ้ามีอำนาจวาสนาของเรานะ เรามีข้อวัตรปฏิบัติของเรา เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนไว้แล้ว ทุกคนศึกษามาแล้ว ทุกคนพยายามแสวงหาค้นคว้ามาแล้วนะ มันก็คว้าน้ำเหลว ตะครุบเงาๆ ไง
ถ้าเป็นธรรมๆ นะ เราก็เกิดมาสร้างอำนาจวาสนาบารมีไง เกิดแต่ละภพแต่ละชาติไง มหาบุรุษไง ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ๆ ตายหมดเลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางโลก พราหมณ์พยากรณ์แล้วว่าจะได้เป็นจักรพรรดิไง วางหมด แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิมุตติสุขๆ ไง แล้วเทศนาว่าการไง เราเคยเกิดเป็นจักรพรรดิแล้วจักรพรรดิเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า เกิดแล้วก็สร้างสมบารมีไง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยไง
เพราะการสร้างบารมีแบบนั้น เห็นไหม อุทกดาบส อาฬารดาบสพยากรณ์เลย “มีความรู้เหมือนเรา ได้ฌานสมาบัติเหมือนเรา เป็นศาสดาได้เหมือนเรา”
ถ้าเป็นพวกเรา โอ้โฮ! ชอบ ใครยกตูดนะ โอ้โฮ! ยอด ชื่นชมเขาเลย
เจ้าชายสิทธัตถะไม่สน เพราะอะไร เพราะซื่อสัตย์กับใจของตัวเองไง ก็เลยยังไม่รู้ ข้างนอกเขาเชิดชูบูชาขนาดไหนแต่เราไม่รู้ มันยังสงสัย ก็จะไม่เกิดแล้ว อะไรเกิด อะไรไม่เกิดล่ะ มันยังจับต้องอะไรไม่ได้เลย ใครจะมาเชิดชูบูชาขนาดไหนก็ไม่สน ปฏิเสธทั้งนั้นน่ะ
มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีมาแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปให้คนยกย่องบูชาขนาดไหนท่านไม่สนใจทั้งนั้นน่ะ ไปศึกษาค้นคว้ากับใคร เขาก็อยากได้เป็นลูกศิษย์ทั้งนั้นน่ะ เพราะเป็นคนที่มีอำนาจวาสนาไง แต่ถึงที่สุดแล้วใครก็สอนไม่ได้ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เออ! ไม่เกิด ไม่ไปอีกแล้ว ไม่ไปอีกแล้วในพระพุทธศาสนา
นี่ก็หมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญอีกหนหนึ่งเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้บุกเบิกมา บุกเบิกมาด้วยอำนาจวาสนาของท่าน บุกเบิกมาด้วยความสามารถของท่าน แล้วก็ถ่ายทอดให้ธรรมทายาทๆ ไง ธรรมทายาทให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงในหัวใจของตน
ในหัวใจของตนไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน ไม่ต้องให้ใครมาค้ำชูบูชา หัวใจของตนค้นหาให้เจอก่อน พอค้นหาให้เจอ สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาน่ะ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาๆ ไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้ามันรู้จริงชัดจริงขึ้นมาแล้วมันจะไปละเมอเพ้อพกที่ไหน
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสิ้นสุดของท่าน เวลาครูบาอาจารย์ที่สิ้นสุดอยู่ในสำนักของหลวงปู่มั่นมากมาย แล้วพอมาหลวงตา
“มหาดีทั้งภายนอกและภายใน”
ภายนอกๆ ที่เราทำกันอยู่นี่ ภายนอกๆ ก็ชีวิตของสมมุตินิยม ภายนอกๆ ก็ชีวิตจริงของพระ นี่ภายนอก ภายในคือหัวใจของตนนะ มันชื่นชมบูชาไหม ถ้าภายในหัวใจของตนมันชื่นชมบูชา เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสที่จริงจัง มันจะเห็นสิ่งที่มีคุณค่าภายนอก
ภายนอก เห็นไหม ดูสิ วันนี้วันลงอุโบสถ ๑๔ ค่ำ ซักผ้า ซักผ้าเพื่อความสะอาดของไตรจีวร เพื่อมานุ่งห่มขึ้นมา เพื่อลงอุโบสถ สิ่งที่มานุ่งห่มแล้ว ซักมาแล้วสะอาดกลิ่นหอมเลย พอนุ่งห่มไปแล้วเหม็นเหงื่อเหม็นไคล เหม็นกลิ่นโสโครกจากร่างกายนี้ทั้งนั้นเลย แล้วก็ซักอีกๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ซักให้มันสะอาดแวววาว ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพื่อรักษาไง เพื่อรักษาข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา แล้วสิ่งที่รักษาข้อวัตรปฏิบัติมา มันเป็นสิ่งที่นุ่งห่มธงไชยพระอรหันต์ แล้วเราดูแลรักษาของเรา บริษัท ๔ เห็นแล้วมันก็ชื่นหูชื่นตา เห็นแล้ว นี่เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต
แล้วเวลาเห็นเปรตขึ้นมา มันเป็นมงคลชีวิตไหม เห็นอลัชชีอย่างนี้ เห็นแต่อ้อนวอนขอนั่นน่ะ เห็นแต่แบมือจะเอาของเขานั่นน่ะ เห็นอย่างนั้นเห็นแล้วขี้ทุกข์ขี้ยาก สมณะผู้ขอไง เวลากรรมฐานขี้โม้ไง กรรมฐานขี้โกรธไง กรรมฐานขี้โลภไง
ถ้ากรรมฐาน เรากรรมฐานเพื่อหัวใจของตน ถ้ามันเพื่อหัวใจของตนนะ ทำสิ่งใดเพื่อความดีงามของเรา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมานะ เราเชิดชูบูชาสิ่งนั้น ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ แล้วใจมันเป็นนามธรรม ใจอยู่ในร่างกายของเรานี้ แล้วเราจับต้องสิ่งใดไม่ได้เลย แต่ความรู้เยอะนะ ความรู้นี้เยอะ แต่หาอะไรไม่เจอ เจอแต่อลัชชี ความจริงมันไม่เจอ
ถ้าเจอขึ้นมาแล้วนะ มันสลดหดหู่ คำว่า “สลดหดหู่” มันธรรมสังเวช มันเป็นธรรมไง มันเป็นธรรมสังเวช พอธรรมสังเวช มันมีขอบมีเขตของมันไง มันสังเวชในชีวิต สังเวชเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สังเวชสิ่งที่เกิดมาเป็นสังคม สังเวชสิ่งที่มาบวชมาเป็นพระ บวชมาเป็นพระ แล้วก็กีดก็ขวาง ก็ทำลายกันด้วยการแข่งขัน
สมณะไม่เป็นอย่างนั้น สมณะคอยชี้แนะ คอยบอกกล่าว สิ่งที่ไม่ดีอย่าไปทำๆ ถ้าไปทำสิ่งนั้น สร้างเวรสร้างกรรมทั้งนั้นน่ะ กรรมคือการกระทำ กระทำด้วยหัวใจ กระทำด้วยวาจา กระทำด้วยเล่ห์กล การทำด้วยการขุดหลุมพลาง หลอกล่อเขา แต่หาใจตัวเองไม่เจอ
ถ้าหาหัวใจของตนเจอนะ รักสั้น รักในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ในผิวกายนี้ นั่นเรื่องของเขา อย่าไปแตะอย่าไปต้องของเขา เว้นไว้แต่เขาเผลอ เขาหลง เขาลืม หยิบจับเพื่อความดีงามอันนั้น ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร นี่รักสั้นๆ
รักยาว เที่ยวส่อเที่ยวเสียด เที่ยวทิ่มเที่ยวแทง ทำลายตัวเองทั้งนั้นน่ะ ทำลายตัวเอง ทำสิ่งใดไปแล้วนะ มันกลับไปสู่ที่ใจเราทั้งสิ้น
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีทำชั่วมา ถ้าทำดีทำชั่วมา เราทำคุณงามความดีของเราด้วยหัวใจของเรา มันสลดหดหู่ไง แล้วมันธรรมสังเวชไง มันจับมันวางให้มันเข้าที่เข้าทางให้เขา แล้วเขาจะรู้ไม่รู้เรื่องของเขา มันไร้สาระ
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ในปัจจุบันนี้เพราะเราขาดแคลนทั้งนั้นน่ะ สิ่งใด จิตใจ ตัณหาความทะยานอยากล้นฝั่ง มันก็อยากจะได้ให้มันสมบูรณ์แบบในความพอใจของตน ในความพอใจของตนก็ความพอใจของกิเลสไง
ถ้ามันขาดแคลน ขาดแคลนอะไร ขาดแคลนเพราะตัณหาความทะยานอยาก แล้วถ้ามันถมเต็มแล้ว ถ้ามันไม่อยาก ไม่ต้องการอะไรเลย มันจะขาดแคลนอะไร มันเหลือเฟือ เก็บไว้จนบูดจนเน่า จนเสียหายทั้งหมด ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย
มีสิ่งใดเจือจานเขาไป ทุกคนมันได้ประโยชน์ เห็นไหม
เรารักสั้น ไม่สืบไม่ต่อ ไม่เป็นโซ่ข้อกลางคอยเกาะคอยเกี่ยวใครทั้งนั้น เราไม่ต้องไปตอแยกับใครทั้งสิ้น รักสั้น รักสั้นจะยั่งยืน เที่ยวสืบต่อ เที่ยวเป็นโซ่ข้อกลาง จะสมานๆ สมานอะไร สมานกิเลสน่ะสิ สมานตัณหาความทะยานอยาก
แต่ถ้ามันขาดแคลน ขาดแคลนอะไร ตั้งแต่เกิดมาขาดแคลนตรงไหน ลมหายใจก็เต็มปอดอยู่นี่ไง ปัจจัยเครื่องอาศัยก็เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง แล้วอยู่ในสังคมที่ดีงาม ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม มันขาดอะไร มันเหลือล้น
ขาดแต่ความเพียรมึงนั่นแหละ ขาดแต่ตั้งสติสัมปชัญญะของตัวนั่นแหละ
รักสั้นๆ รักสิ่งที่กระทบในหัวใจของตน ในผิวกายนี่ ความรับผิดชอบนี่ ความรับผิดชอบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอก อายตนะภายในไง ดี เก่ง อวดรู้ อายตนะภายนอกรู้ไปทุกเรื่อง แต่ไม่รู้เรื่องผิวกายของตัว ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเอาหอกเอาดาบทิ่มแทงอยู่นี่ ไม่รู้จักมันเลย แล้วไม่รู้วิธีเปิดประตู ปิดประตูนะ
หน้าต่างประตู รู้จักปิดสิ หน้าต่างประตูปิดมันซะ อย่าให้มันเอาเชื้อโรคเข้ามาภายใน แล้วก็มาเผาลนอยู่นี่
ไม่ต้องมีปัญญาเลอเลิศขนาดไหนหรอก รักสั้นๆ สติสัมปชัญญะเท่าทันตัวเองในหัวใจของตน ไม่ต้องไปวอแวกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
มันเป็นสังคมไง การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แบ่งหน้าที่การงานกันทำ ชาวไร่ชาวนาเขาหาเพื่ออาหาร ทางการศึกษาเขาก็เรื่องบริหารจัดการ เรื่องความมั่นคงก็ฝ่ายดูแลความมั่นคง เขาฝึกฝนของเขาเรื่องการดูแลรักษา เขามีหน้าที่ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แบ่งหน้าที่กันทำงาน
บวชเป็นสงฆ์ๆ สงฆ์ละแล้วซึ่งทางโลก ละแล้วทางโลก ทางโลกก็เป็นหน้าที่ของโลก แต่เราอยู่กับโลกไง เกิดในประเทศไทยจะปฏิเสธกฎหมายไทยไม่ได้ แต่เราเกิดในประเทศไทย เราไม่ปฏิเสธกฎหมายไทยแล้ว เรายังต้องรักษาธรรมและวินัย กฎของสงฆ์ กฎขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กฎของศาสดา ธงไชยพระอรหันต์ไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นศาสดา เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่พึ่งที่อาศัย
ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เมืองไทยมีพระพุทธศาสนาประจำชาติไง บิณฑบาตเลี้ยงชีพได้ สิทธิของพระไง สิทธิของพระ สังคมร่มเย็นเป็นสุขแล้ว สมณะชีพราหมณ์ได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพื่อความสมาน ความสงบเรียบร้อยในชาติไง ถ้าในชาติมีศาสนา มีหัวใจที่ดีงามไง ให้สมณะได้มีโอกาสได้ฝึกหัดปฏิบัติไง ถ้าสมณะมีโอกาสได้ฝึกหัดปฏิบัติไง
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง เจริญอีกหนหนึ่งตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนสังคมยอมรับ ถ้าสังคมพยายามขวนขวายแสวงหาเพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติ
แต่ครูบาอาจารย์ของเราท่านเป็นยอดของครูบาอาจารย์ไง การฝึกหัดปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ปฏิบัติลัดสั้น ปฏิบัตินั่งแล้วบรรลุธรรมเลย ครูบาอาจารย์เราไม่เชื่อ
คนที่มีอำนาจวาสนาสูงสุดคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพุทธวิสัย กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์องค์ใดที่ท่านมีชื่อเสียง ท่านเคารพบูชา นั่นเป็นเรื่องของสังคม เรื่องของโลก
แต่ในการปฏิบัติของเรา เราอยู่กับครูบาอาจารย์ของเรามา ครูบาอาจารย์ของเรามา หลวงตาพระมหาบัวบอก “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามาๆ”
ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมมาทั้งนั้นน่ะ แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา ท่านเป็นหัวหอกที่พยายามค้นคว้าขึ้นมา ท่านด้วยอำนาจวาสนา ด้วยคุณธรรมในหัวใจของท่าน แล้วท่านปฏิบัติมา ท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้นเลย
ไอ้เราไอ้พวกขี้ครอก หันลงนรก ไร้สาระ
ไม่ต้องไปยุ่งกับใครทั้งนั้น ยุ่งกับใคร ไปรับภาระ เราไม่มีวาสนาที่จะแบกโลกหรอก
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดกับโลกนี้ มีพ่อมีแม่มาทุกคน มีสังคมมาทั้งนั้น แล้วมันก็เป็นพันธุกรรมของจิตๆ ไง มีอำนาจวาสนา มีความรู้สึกนึกคิดมากน้อยขนาดไหน ซื่อสัตย์สุจริตกับตนเองมากน้อยขนาดไหน ซื่อสัตย์สุจริตกับตนเองก็ต้องซื่อสัตย์สุจริตกับธรรมและวินัย เพราะธรรมและวินัยมันเป็นหัวใจ
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าก็เหยียบธรรมวินัยนี้ไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วอวดรู้ เคารพพระพุทธเจ้าต่างหากมันถึงจะยอมรับความจริง หัวใจมันจะได้นุ่มนวล หัวใจมันจะได้ควรแก่การงาน
รักสั้นๆ รักสั้นจะยั่งยืน
อยากแสวงหา อยากจะขวนขวาย อยากจะครอบงำคนอื่น เหลวไหล ไร้สาระ ตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ ตัวเองยังเป็นคนดีไม่ได้ ตัวเองยังรู้สิ่งใดไม่ได้ จะสอนใคร จะอบรมใคร จะสืบต่อกับใคร
หัวใจในตัวเอง สั้นๆ อยู่กับตนเอง ยังหาหัวใจของตนเองไม่ได้
แค่ทำความสงบใจเท่านั้นแหละ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ทำความสงบของใจได้นี่พออยู่พอกิน
คำว่า “พออยู่พอกิน” สมณะเรา นักบวชเราไม่แบกโลก ไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป ไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป เห็นไหม โลกเขาก็หาปัจจัยเครื่องอาศัยเหมือนกัน เพื่อความมั่นคงของชาติของตระกูลของเขา
ของเรา ศากยบุตรพุทธชิโนรส ตระกูลของศากยะ ตระกูลของสงฆ์ ตระกูลของพระกรรมฐาน แล้วมันไม่มีพี่มีน้อง มีปู่มีย่า มีตามียายหรือ ในครอบครัวใดก็มี ของเราก็มีไง มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นปู่เป็นย่า โรงงานผลิตพระอรหันต์ ผู้ที่ควบคุม ผู้ที่บุกเบิกมา
ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ธรรมสังเวช ท่านสังเวชกับโลก แล้วก็หันมาดูหมู่คณะไง หมู่คณะเป็นอย่างไร มันเอาจริงเอาจังมากน้อยขนาดไหน อาจารย์กงมามาเที่ยวเมืองจันท์ฯ มาเห็นพระฉันซีฟู้ด ร้องไห้เลย กรรมฐานมันหมดแล้วล่ะ ลองกินอยู่กันอย่างนี้ปฏิบัติไร้สาระ
คนปฏิบัติเป็น เห็นไหม ปฏิสังขา โยนิโส ฉันแล้วนั่งหลับไหม หรือฉันแล้วจะตาสว่างไสว ฉันแล้วมานั่งหลับ ฉันไปทำไม อดให้มันตายไปเลย ถ้ามันยังฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไม่ได้ อย่าให้บิณฑบาตชาวพุทธมาฉันแล้วไม่เป็นประโยชน์กับใคร ให้มันเป็นประโยชน์กับเขา ให้เขาได้บุญได้กุศลของเขา แล้วเราฉันเพื่อดำรงชีวิต ฉันไว้เพื่อทำไม ฉันไว้เพื่อจะฝึกหัดปฏิบัตินี่ไง
ไม่ต้องไปข้องแวะกับอะไรทั้งนั้น มันไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่ มันหน้าที่ของผู้นำ มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา มันไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่แม่งไม่เอา ทางจงกรม การฝึกหัดให้มันหูตาสว่างไสวสิ ให้จิตใจมันแจ่มแจ้งขึ้นมาสิ อย่าให้มันเศร้าหมองอยู่อย่างนั้น รักสั้นๆ รักหัวใจของตัว
ไอ้นี่มันไม่ได้รักหัวใจของตัว มันรักอารมณ์ มันรักตัณหาความทะยานอยาก
รักอะไร รักเพราะคิดไง คิดแล้วก็ทำไง ก็ทำแล้วมันก็กวนให้เป็นขุ่นเป็นตมไปไง ในสังคมของสงฆ์วุ่นวายไปหมด ถ้าในสังคมของสงฆ์ ถ้ามันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา มันจะมีอะไร
ดูร่างกายของคนสิ สุขภาพร่างกายแข็งแรง มือไม้เท้ามันไปของมันเลย เท้าหรือ มันก็เอาไว้เดิน เอาไว้ยืน เอาไว้เพื่อทรงตัว มือก็ทำขึ้นมา หัวสมองก็คิดไง แล้วก็ทำไง มันขัดมันแย้งกันตรงไหน ร่างกายของคน สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดีงาม มันมีขัดแย้งตรงไหน
เว้นแต่ไอ้พวกหลง ไอ้ละเมอนั่นน่ะ เสพยาจนจนเอามีดเชือดคอตัวเอง เสพยาแล้วก็เที่ยวหลง เที่ยวละเมอเพ้อพก ทำลายพ่อ ทำลายแม่ ทำลายครอบครัว ทำลายสังคม เที่ยวถืออาวุธไประรานเขาทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วตัวเองไม่รู้จักอะไรเลยใช่ไหม
เราไม่ใช่หลงอย่างนั้น มันหลงอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะมันเสพยา แต่เรามีสติไง เวลาจะฉันก็ฉันเพื่อดำรงชีวิต ดำรงชีวิตเพื่อฝึกหัดภาวนา ภาวนาขึ้นมาเพื่ออะไร ภาวนาก็สอนใจไง
นี่ใจของตนยังหาใจของตนไม่เจอไง แหม! มีบารมีมากมาย จะกว้านเอาโลกทั้งโลกมาเป็นของตนนั่นน่ะ
ไม่ต้อง ไม่ใช่หน้าที่
หน้าที่ของตัวก็ดูแลใจตัวเองนี่ไง ฝึกหัดให้มันสงบให้ได้ พอมันสงบแล้วไง พออยู่พอกิน แค่ทำสมาธิได้นะ แล้วถ้าเป็นสัมมาทิฏฐินะ มันจะฝึกหัดปฏิบัติอีก
ทำสมาธิได้แล้วเป็นมิจฉา เป็นมิจฉาคือมันเสื่อมหมด แต่จำอารมณ์สมาธินั้นไว้ เอาไว้หลอกเขา เพราะตัวปัจจุบันมันไม่เป็น ปัจจุบันนี้ขี้ทุกข์ขี้ยากเลย แต่พูดสมาธินะ สมาธินี้เคยได้
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร แล้วใครก็รักษาไว้ไม่ได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เพราะเขาทำสมาธิของเขาได้ เขาเคยสัมผัสรสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง เขาจะตั้งสติของเขา ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ มันเป็นข้อวัตรปฏิบัติของสงฆ์ มันทำต้องทำเพื่อสงฆ์ ทำเพื่อสังคม รักษาสงฆ์ไว้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เทวทัตไปขอปกครองสงฆ์
“เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา เรายังไม่ให้ปกครองเลย เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์”
ถ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ที่ดีงาม ถ้าเราทำความสงบของใจได้ เรารักษาข้อวัตรปฏิบัติ รักษา บริขาร ๘ ทำความสะอาด แล้ววินัยสอนไว้เลย ทำอะไรได้บ้าง อะไรไม่ได้บ้าง ผ้า บิณฑบาตกลับมาแล้วต้องผึ่ง เพราะกลิ่นเหงื่อกลิ่นไคลมันมี ผึ่งเสร็จแล้ว ผึ่งทั้งวันก็ไม่ได้ ผึ่งช่วงระยะหนึ่งต้องพับต้องเก็บ
บาตร บาตรต้องดูแลรักษา เพราะบาตรต้องบ่มด้วยไฟ ๗ ไฟ ถึงอธิษฐานขึ้น ถ้าอธิษฐานไม่ขึ้น มันก็ชีเปลือยไง ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตัวเลยไง บริขาร ๘ ต้องอธิษฐาน มันถึงเป็นบุคคลคนนั้นไง แล้วเวลารุ่งอรุณ ถ้ามันขาดครอง ขาดครองต้องเสียสละไง เสียสละแล้วถึงปลงอาบัติ ปลงอาบัติเสร็จแล้วต้องคืน
ในพระไตรปิฎก เวลาขาดครอง เสียสละ พระแม่งเชิดไปเลย พระพุทธเจ้าก็ปรับอาบัติอีก
เอาไว้แล้วจะพินทุอธิษฐานต่ออย่างไร ต้องเสียสละ เสียสละแล้วพระต้องรับเสียสละ เพราะรับเสียสละมาเพื่อเขาจะปลงอาบัติ ปลงอาบัติแล้วต้องคืนให้เขา ถ้าไม่คืนให้เขา เขาจะเอาบริขารที่ไหนเพื่อดำรงชีวิต ในพระไตรปิฎกเยอะแยะไปหมดเลย ที่ต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างถือทิฏฐิของตัว
นี่ไง สงฆ์ปกครองสงฆ์ไง ถ้าสงฆ์มันดีงามไง สงฆ์ที่ดีงามเขาก็รู้ ทุกคนรู้ รู้ข้อวัตรปฏิบัติ ทุกคนรู้ รู้วินัย เขาผิดพลาดแล้ว เขาขาดสติ เขาปล่อยให้ผ้าเขาขาดครอง ขาดครอง เขาต้องเสียสละ เขาเสียสละกับเรา เขาขอ ขอมาเสียสละกับเรา เสียสละกับเราเพื่อเขาจะปลงอาบัติ ปลงอาบัติของเขา
อาบัติคือความความชั่วร้าย ความเผอเรอ เขาจะปลงอาบัติของเขา ปลงอาบัติเสร็จแล้วก็ต้องคืนให้เขา เพราะเขาสำนึก สำนึกแล้วเขาก็จะไปพินทุอธิษฐานเป็นของเขาต่อไป แล้วเขาก็จะรักษาผ้าครองของเขา
นี่ไง สงฆ์ปกครองสงฆ์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ไม่ให้ใครปกครอง แล้วเราอยู่คณะสงฆ์ นี่ไง ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ระบบไง ระบบปกครองพวกเราไง พวกเราก็ศึกษาธรรมและวินัย เคารพพระพุทธเจ้ามาด้วยกันไง
แล้วสิ่งนี้ถ้าบอกมันไม่มี มันไม่ใช่
มันมีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้นน่ะ แต่เราขี้เท่อ ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไง ไปเปิดอ่านเข้า เอ๊อะ! อยู่นี่เอง แล้วอยู่นี่เอง โยนทิ้งโยนขว้าง ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครรักษา ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเอาอย่างนั้นน่ะ เอาแต่อลัชชี โอ้อวด กลัวเขาจะไม่รู้ แต่ข้อกติกาที่จะต้องกำหนด ต้องทำ ไม่ทำ มันจะเป็นสงฆ์ตรงไหน แล้วสงฆ์ที่ไหนจะปกครองสงฆ์ แล้วสงฆ์ที่ไหนดีงาม
แหม! มีอำนาจวาสนานะ กางปีกอ้าขาไปเต็มทั่วโลกธาตุ
รักสั้นๆ ไม่ต้องยาวขนาดนั้นหรอก รักชีวิตของตน รักชีวิตนี้แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ มันสงบเพราะมีสติ มีคำบริกรรมแน่นอน แล้วถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เราก็รู้ชัดเจนของเรา เพราะมันสงบต่อหน้าเรา สงบต่อสติสัมปชัญญะ แล้วสงบอย่างนี้ พอมันคลายออกมามันก็รู้
เวลาสงบแล้วมันมีพลัง มันมีความสุข เวลามันเสื่อม มันมีความคิด แต่ไม่ใช่พลัง เป็นตัณหาความทะยานอยาก เป็นสัญชาตญาณของจิต แล้วก็ตีโพยตีพาย ความรู้อันเดิมนั่นน่ะ ไอ้ที่มันเคยเป็นนั่นน่ะ เคยเป็น มันเป็นแต่ชาติที่แล้วนู่นน่ะ ยังดีนะ ยังเคยเป็นอยู่บ้าง ไม่เคยเป็นเลย ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นเลย โกหก เขียนเสือให้วัวกลัว ไม่มีอยู่จริง
เดี๋ยวมึงตายมึงก็รู้เอง
เวลาเกิดเป็นมนุษย์ โลกสมมุติไง เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ตรงไปตรงมาครับ หมดแสงก็ตายครับ อาหารก็บุญบาปของตัว ไม่มีตลาด บนสวรรค์ไม่มีเซเว่นนะเว้ย ของใครของมันนะเว้ย นรกก็เหมือนกัน ตกนรกไป ของใครของมัน หมดเวรหมดกรรมก็เลื่อนชั้นๆ ขึ้นมา แล้วมาเกิดเป็นเศษคนไง เกิดจากนรกไง เทวดา อินทร์ พรหม เขาเป็นทิพย์สมบัติของเขา เวลาเขาหมดฤทธิ์ของเขา เขามาเกิดเป็นมนุษย์ไง แต่มนุษย์มาจากข้างบนไง มันก็มีทรัพย์สมบัติ มีจริตนิสัยแตกต่างกัน แตกต่างกันนี่พันธุกรรมของจิตๆ
แล้วกูเป็นอะไรวะ แล้วกูล่ะ กูนี่เป็นอะไร
อยากรู้ อ้าผวากางปีก ใหญ่โต
รักสั้นๆ ก็พอ รักตัวเอง รักบุญและบาป รักการกระทำ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ สร้างเหตุสร้างปัจจัยให้จิตมันสงบ เพราะภายนอกนี้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ละโลกแล้วมาบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่ สิ่งที่ดีงามอย่างนี้ เราจะต้องรักษาของตน
ตำรวจทำผิด โทษ ๒ เท่า ๓ เท่า เพราะเป็นเจ้าหน้าที่แล้วทำผิด ทางโลกเขาทำบาปทำกรรมก็เรื่องของเขานะ พระหาบแต่บาป หาบแต่กรรมของตัว แล้วถ้าหาบให้มันมากขึ้นๆ มันกด มันถ่วง มืดบอดไปหมด แล้วเวลาขาดจากชีวิตนี้ นรกอเวจีมันรออยู่นั่น
เพราะธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปากนรกมีเหล็กเป็นแท่งยาวเหมือนกับลำตาลพาดอยู่ปากนรก ผ้ากาสาวพัสตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ตกนรกกับใคร
ทั้งๆ ที่เราบวชเป็นพระห่มผ้ากาสาวพัสตร์ อวดว่าเป็นพระ ถ้าสร้างเวรสร้างกรรม ตกนรกอเวจี เวลาตาย โอ๋ย! พระอรหันต์ๆ หันลงนรกไง ผ้ากาสาวพัสตร์จะไปพาดที่ลำเหล็กนั้นที่ปากนรกจนแอ่นๆ นี่อยู่ในธรรมวินัย
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ที่ ๔ ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ๓ พระองค์ สร้างเวรสร้างกรรมกันมาทั้งนั้น เรามาสร้างเวรสร้างกรรมในสมณโคดม ในองค์ที่ ๔ แล้วพระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ข้างหน้านะ
แล้วทุกคนบอกว่ากูจะไปเกิดกับพระศรีอริยเมตไตรย กูจะตรัสรู้ง่ายๆ
เอาสิทธิ์อะไรมา เอ็งมีสิทธิ์หรือ เอาอะไร เอาแต่ตอนนี้ ศึกษาแล้วคิดไง เอ็งจะไปเกิดกับพระศรีอริยเมตไตรย เอ็งต้องสร้างบุญกุศลไปกับพระศรีอริยเมตไตรย ไม่สร้างบุญกุศล เอ็งจะไปเกิดกับอะไร เอ็งก็ไปเกิดนรกอเวจีนั่นไง
รักสั้นๆ รักตัวเอง แค่นี้ ชาตินี้ ปัจจุบันนี้ เวลามันดีดมันดิ้นในใจก็ทุกข์พอแล้ว อย่าให้มันทุกข์มากไปกว่านี้ เอาความสุขสิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แต่ต้องแลกมาด้วยสติ ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งสมาธิภาวนา
ปัจจัยเครื่องอาศัยมันขาดแคลนต่อเมื่อเราใช้ไปแล้ว แต่เราก็หาใหม่ได้ มันมีคลังให้เบิก มันมีทุกอย่างพร้อม ไม่ต้องดิ้นไม่ต้องรนอะไรเลย ทุกอย่างส่งถึงมือหมดเลย ขาดแต่ความจงใจ การนั่งสมาธิภาวนา การแสวงหาหัวใจของตนเพื่อจะไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานกลางหัวใจของตน เอวัง